เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  18

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  18

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  18


เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  18

เอเลริส ถึงกับตกใจที่ผมไม่รู้ว่า อาร์คเดม่อนคืออะไร ได้ทำการอธิบายคร่าวๆ

ซาร์เคการ์ที่กำลังจะอ้าปากพูดอธิบาย แต่เธอก็บอกเขาให้เงียบไป เพราะแน่ใจว่าเขาคงพูดด้วยวลีฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น

“อาร์คเดม่อนนั้นเป็นตัวตนที่มีอยู่เพื่อสร้างสังคมที่ประกอบด้วยชนเผ่ามากมายอย่างปีศาจค่ะ”

“สังคม?”

“ใช่แล้วค่ะ”

อบิลิตี้เฉพาะของอาร์คเดม่อน ผมได้ลองใช้อบิลิตี้ในการสั่งการปีศาจได้แล้ว ผมจำไม่ผิดมันบอกว่า เป็นระดับแร๊ง D

“เดิมทีนี้ปีศาจไม่สามารถสร้างสังคมใหญ่ๆได้ค่ะ อย่างที่ท่านทราบดีว่า โลย่านั้นเป็นไลแคนโทรป , ตัวฉันนั้นเป็นแวมไพร์ ส่วน ซาร์เคการ์ก็เป็นเดร็ดเฟียน ใช่ไหมคะ?”

“อืมใช่”

“ก่อนการถือกำเนิดขึ้นของเผ่าอาร์คเดม่อน เผ่าต่างๆของปีศาจนั้นนอกจากจะสู้รบกับมนุษย์แล้วยังสู้รบกันเองด้วยค่ะ ฟากตะวันตกของทวีปนั้นมีประเทศขนาดใหญ่ของมนุษย์อยู่ ส่วนในทางฟากตะวันออกเป็นดินแดนปีศาจที่เรียกว่า ดาร์คแลนด์(Darklands)

ที่นั่นเป็นสถานที่ที่มีปีศาจหลายกลุ่มหลายพันธุ์มารวมกัน ”

ต่อให้ไม่มีมนุษย์อยู่รอบข้าง พวกปีศาจก็ยังใช้ชีวิตด้วยการต่อสู้ทำร้ายกันเองอยู่ดี

“ดาร์คแลนด์นั้นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยสงครามมาตลอด ดังนั้นพวกมนุษย์จึงไม่ได้มีเหตุผลให้ต้องสนใจพวกเรา”

ขณะที่มนุษย์กำลังเจริญก้าวหน้า ส่วนพวกปีศาจก็ทะเลาะต่อสู้ฆ่าฟันกันเองพาตัวไปสู่หายนะมานานแล้ว

มีหลายเผ่าพันธุ์ที่อยู่ที่นั่นก็จริงแต่ก็ยังสู้รบกันต่อไป การจะทำให้ดินแดนรุ่งเรืองขึ้นมาท่ามกลางประชากรที่มีความแตกต่างหลากหลายขนาดนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย

“ถึงอย่างนั้นกลับมีบุคคลหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว ประนีประนอมประสานความขัดแย้งระหว่างเผ่าให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ รวมหมู่เหล่าทั้งหมดกลายเป็นสังคมขึ้นมา

พวกเขามีพลังที่จะแทรกแซงดวงวิญญาณของปีศาจได้”

“และนั่นคือ จอมมารใช่ไหม ?”

“ใช่แล้วค่ะ , เขาคือ อาร์คเดม่อนผู้เป็นจอมมารคนแรก”

ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นตัวอะไร

ถึงอย่างนั้นเขาก็สามารถควบคุมจิตใจของปีศาจได้ ืทำให้พวกนั้นอยู่ด้วยกันซึ่งก่อนหน้าไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย

ด้วยความนับถือ พวกปีศาจก็เลยเรียกเขาว่าเป็น อาร์คเดม่อน(Arcdemon)

เหมือนเป็นคำที่ใช้เรียกเผ่าพันธุ์ของจอมมาร

ซาร์เคการ์ เสริมให้ว่า

“ภายใต้อิทธิพลของอาร์คเดม่อน เหล่าปีศาจทั้งหลายสามารถรวมใจกันเป็นหนึ่งภายในผู้นำคนเดียว

และเมื่ออิทธิพลดังกล่าวยังคงอยู่ก็จริง แต่หากผ่านไปหลายรุ่นโดยไม่มีอาร์คเดม่อน โลกปีศาจจะเกิดการแบ่งแยกอีกครั้งกลับเข้าสู่ยุคสงครามตลอดกาล กลับไปเป็นยุคมืด ”

ดินแดนปีศาจย่อมตั้งล่มสลายหากไม่มีอาร์คเดม่อนอีกต่อไป

นี่ก็แปลว่า ปีศาจที่เหลืออยู่ตอนนี้เองก็ยังอยู่ด้วยกันได้ แต่พอไปยังรุ่นต่อไป รุ่นต่อไป ปีศาจจะกลับไปสู่ช่วงที่ต่างห้ำหั่นเข่นฆ่ากันและกัน

ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงไม่มีใครหาญกล้าทะเยอทะยานขึ้นมาเป็นจอมมารคนต่อไปเลย

หากไม่ใช่เผ่าอาร์คเดม่อนแล้ว ไม่มีเผ่าอื่นเผ่าใดที่สามารถทำหน้าที่ของจอมมารได้แต่แรกแล้ว

ผมถึงได้เข้าใจว่า ทำไมความจงรักภักดีของซาร์เคการ์ มันไม่ได้เป็นแค่ความภักดีสุดโต่งอีกต่อไป

ซาร์เคการ์น่ะเชื่อว่าการมีอยู่ของจอมมาร นั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะดำรงสังคมปีศาจเอาไว้ได้

มันแตกต่างกับการที่คนๆหนึ่งภักดีต่อประเทศตัวเองมาก

จอมมารนั้นเป็นเหมือนตัวอิมัลติไฟร์เออร์(ตัวทำละลาย)ระหว่างน้ำกับน้ำมัน

ทำให้สองสิ่งที่ไม่สามารถผสมผสานเข้ากันได้ รวมกัน

“…อย่างนั้นผมมีคำถามหนึ่งอยากถาม”

“ถามได้เลยค่ะ”

“แล้วสงครามโลกปีศาจเกิดขึ้นมาได้ยังไง ?”

ถึงผมจะเขียนลงไปว่ามันเป็นสงคราม แต่ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดไปทำไม

มนุษย์พยายามที่จะปราบปรามปีศาจ ผมเขียนไว้แค่นั้น ผมก็เลยเดาว่า การบุกรุกรานครั้งแรกน่าจะเกิดขึ้นจากฝ่ายมนุษย์

เอเลริสมองไปที่กองไฟแล้วพูด

“พวกมนุษย์น่ะ หวาดกลัวกับการที่ดินแดนปีศาจเป็นหนึ่งเดียวกันค่ะ”

มีความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ที่ผมไม่ได้เขียนไว้จะโดนปรับแก้แต่มันก็แปลกๆเหมือนกันที่ต้องมาเห็นงานตัวเองที่มั่วๆไว้มาแก้ไขแบบนี้

พวกมนุษย์นั้นรุกรานดินแดนปีศาจ

ถึงผมจะไม่ได้เขียนลงลึกแบบนั้น แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่ว่าพวกมนุษย์จะหวาดกลัวการที่ดินแดนปีศาจเป็นปึกแผ่น ผ่านการมีอยู่ของอาร์คเดม่อน

มันเป็นความรู้สึกผิดแปลกๆที่อยู่ภายในตัวผม ตอนที่มีใครบางคนาเติมเต็มพลอตโฮลที่ผมมั่วเละเทะไว้

เหล่าปีศาจแห่งดาร์คแลนด์ได้สร้างสังคมขึ้นมา

แม้แต่พวกมนุษย์ที่มักทะเลาะกันเองก็ยังต้องหยุดแล้วตื่นตัวกับสถานการณ์ดังกล่าว

“จอมมารองค์ก่อนหน้าตระหนักดีว่า สักวันหนึ่งพวกมนุษย์จะต้องบุกมายังดินแดนปีศาจ

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมดินแดนปีศาจถึงได้เตรียมตัวสำหรับการรบไว้เสมอ ”

ผมพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของ เอเลริส

ต่อให้พวกเขาไม่คิดจะบุกอีกฝ่าย แต่ในเมื่อเห็นอีกฝ่ายติดกำลังอาวุธแล้ว ก็ต้องทำแบบเดียวกัน

'อย่าเข้าใจพวกเราผิดไปนะ พวกเราแค่เพิ่มกองกำลังทหารเพื่อป้องกันความเป็นไปได้ที่พวกแกจะมาบุกเรา '

แล้วก็แน่นอน ไม่มีใครเชื่อคำพูดแบบนั้นอยู่แล้ว

การรบกันจึงเกิดขึ้นเพราะต่างฝ่ายต่างหวาดกลัวกันและกัน

ดังนั้นแล้วถึงฝ่ายปีศาจและฝ่ายมนุษย์จะไม่มีเจตนาจะรุกรานกันและกัน แต่จากการที่ทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมตัวเข้าปะทะเพราะการมีอยู่ของอีกฝ่าย

มันไม่สำคัญแล้วว่าใครจะเริ่ม่อน ไม่ว่าอย่างไรสงครามก็ต้องปะทุขึ้นมาอยู่ดี

ดินแดนปีศาจนั้นมีจอมมร แต่ดินแดนมนุษย์นั้นมีกองกำลังและนักรบที่แข็งแกร่งทรงพลัง

นักรบพวกนั้นสามารถกำจัดจอมมารได้

การตายของจอมมารนั้นคนละเรื่องกับความตายของราชามนุษย์

มันเป็นความจริงในแง่ที่ว่า เมื่อจอมมารตายนั้นส่งผลต่อกำลังใจของทหารใต้การบัญชาการทั้งหมด

เนื่องจากจอมมารนั้นเป็นตัวตนดุจดั่งเทพเจ้าสำหรับดินแดนปีศาจ

แค่คำอธิบายเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผมเข้าใจความสำคัญของเผ่าอาร์คเดม่อน

“อืม ….ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมอาร์คเดม่อนถึงสำคัญมากขนาดนั้น”

และก็เข้าใจแล้วด้วยว่าทำไมต้องเป็นผม

“แล้วต่อจากนี้ผมควรทำยังไงต่อล่ะ ? พวกเธอได้คิดไว้แล้วหรือยัง ?”

“ท่านจะต้องทำให้ตัวท่านแข็งแกร่ง อีกทั้งกาเดียมเป็นสถานที่ที่อันตรายเกิรไป พวกเราต้องกลับไปที่ดินแดนปีศาจ รวบรวมปีศาจที่กระจัดกระจายตัว เพื่อสร้างขุมกำลังขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกันท่านก็ต้องฝึก”

และแน่นอนว่า หากผมต้องกลับไปดินแดนปีศาจ ผมอาจได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเหล่าปีศาจที่ยังจดจำจอมมารของตนได้ และไม่ยากนักหรอกที่จะรวบรวมกำลังพล

ดาร์คแลนด์นั้นแห้งแล้งกันดาร และต่อให้จอมมารตายก็ไม่มีทางหรอกที่พวกมนุษย์จะสามารถปล้นชิงไปเสียทุกอย่างได้

ผมส่ายหน้าให้กับคำพูดของ ซาร์เคการ์

“อันตรายเกินไป

พวกมนุษย์น่ะอาจไม่สามารถยึดครองดาร์คแลนด์ได้ก็จริง แต่พวกนั้นก็ไม่มีทาง ไม่ละเลยการตรวจตรา

หากเกิดกองกำลังปีศาจขึ้นมาใหม่ พวกนั้นก็ต้องทำการบุกโจมตีในทันที ”

พวกนั้นไม่มีทางนั่งเฉยๆแล้วปล่อยให้ดินแดนปีศาจที่ถูกทำลายไป ก่อตัวขึ้นมาใหม่หรอก

หากพวกนั้นเห็นสัญญาณความน่าสงสัยในพฤติกรรมใดๆขึ้นมา พวกนั้นก็คงฆ่าเราในทันที

และยิ่งไปกว่านั้น ถึงผมจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่อันที่จริงผมไม่มีเจตนาที่จะสร้างดินแดนปีศาจขึ้นมาใหม่แล้วไปออกรบอีกรอบ ไม่รู้รึไง?

บอกว่า พวกปีศาจจะมีการแยกกลุ่มันหากไม่มีตัวผมอยู่ แต่เอาจริงๆนั่นนั่นมันก็อนาคตอันไกลนี่นา

มันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดในตอนนี้เสียเมื่อไหร่

และก็… มีอีกเรื่องที่ไม่สำคัญเท่า

“ผมคิดว่า การกลับไปที่ดินแดนปีศาจนั้นเป็นความคิดที่แย่”

ดวงตาของซาร์เคการ์ถึงกับลุกวาว ราวเขาเขาคิดอะไรออก

ผมไม่อยากกลับไปดินแดนปีศาจแต่แรกผมไม่ชอบที่นั่นหรอก ตอนนี้ผมอยากจะอยู่สบายๆในกาเดียม

เมืองนี้ดี๊ดี สะดวกสบาย ผมไม่อยากอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีรถไฟหรอกนะ !

“ที่นี่น่ะเป็นใจกลางดินแดนศัตรู เพื่อจะเอาชนะศัตรูได้ ,เราต้องรู้จักศัตรูให้ดีก่อน

ดังนั้นพวกเราจะต้องเรียนรู้วิธีชีวิตของพวกมนุษย์ที่นี่ ”

ไม่ยากเลยที่ผมจะหาเหตุผลมารองรับได้ ผมน่ะนะปรมาจารย์ในการแถขั้นเทพอยู่ล้าว

“โอ้ , ท่านช่างเป็นองค์ชายในอุดมคติยิ่งนัก

ทั้งความกล้าหาญ ชาญชัยที่จะมุ่งตรงเข้าไปยังใจกลางศัตรู !

ช่างเป็นความสูงส่งของราชาที่ไม่อาจมีใครเลียนแบบบบบบบ !”

ไม่อะ ผมแค่อยากจะอยู่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟเฉยๆ แหละ

ก็ขนาด เอเลริสที่อาศัยอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยโดนมนุษย์เจอตัวเลย

ความเป็นไปได้ที่ผมจะโดนเจอตัวก็คงน้อยมากๆเลยล่ะ

ไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องออกไปจากเมืองกาเดียม

เมืองนี้เป็นเมืองที่ดีที่สุดในทวีปที่น่าอยู่และถึงตายผมก็ไม่อยากไปจากที่นี่

เว้นก็แต่ว่าจะโดนเจอตัวว่าเป็นปีศาจ

ผมอยากจะใช้ชีวิตสบายๆชิลๆอยู่แบบนี้ไปสักพักจนถึงตอนจบ

มันจะเป็นอะไรที่ดีมากๆสำหรับผมที่จะไม่เข้าไปป่วนสตอรี่หลักไปมากกว่านี้ แล้วตอนจบก็จะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ โดยที่ผมอยู่ภายใต้การดูแลของ เอเลริส

มันไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรในโลกนี้ที่ต้องทำอยู่แล้ว ถูกไหม ?

แหม ข้ออ้างผมนี่ก็ได้ผลดีอยู่นี่นา ?

เขาน่ะเกือบจะร้องไห้ออกมาเพราะข้อแก้ตัวที่ฟังดูสมเหตุสมผล ,โดยเชื่อว่า ผมตั้งใจที่จะพิชิตศัตรูด้วยการเรียนรู้วิถีของพวกนั้นก่อน

ดูเหมือนเขาจะนับถือในความกล้าหาญของผม

“ฝ่าบาท หากท่านคิดเช่นนั้น กระผมก็มีความคิดที่ดียิ่งกว่านั้น”

“.…ความคิดที่ดียิ่งกว่า ?”

ไม่ นะ, ถึงผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ ผมมั่นใจ 100%แล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับผมแน่นอน

“เพื่อจะจัดการพวกมนุษย์ มีเพียงทางเดียวคือต้องรู้จักมนุษย์ให้ดี !

กระผมขอนับถือสติปัญญาของท่านนัก !”

ไม่นะเฮ่ย

แกกำลังจะพูดอะไรออกมาน่ะ ?

“ด้วยการเข้าสู่ 'วิหาร '  ท่านจะสามารถได้เรียนรู้วิถีของพวกมนุษย์ !

ใช้อาวุธของพวกนั้นกำจัดพวกนั้นเองเท่านั้นถึงจะเป็นวิธีการล้างแค้นอย่างแท้จริง !””

โอ้

นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ยยย ?

โลย่าพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของ ซาร์เคการ์

“ข้าว่ามันเป็นความคิดที่ไม่เลวเลย”

“หือ,หาา  ?”

“วิหารนั้นไม่ได้เป็นแค่สถานที่เลี้ยงดูเด็กๆในจักรวรรดิเท่านั้นหากแต่ยังเป็นศูนย์รวมเด็กเผ่ามนุษย์ทั้งหมด

เมื่อท่านโตขึ้นที่นั่นท่านก็จะได้รู้จักกับบุคคลสำคัญในสังคมมนุษย์

หากท่านคิดจะสู้กับจักรวรรดิ ท่านก็ต้องรู้ว่าศัตรูนั้นเป็นใครและคิดอย่างไร

หรือบางทีท่านอาจจะสามารถปราบพวกนั้น ทำลายจักรวรรดิจากภายในได้เลยนะครับ ”

ไม่ เดี๋ยวก่อน

อะไรนะ ?

ผมไม่ได้มีความตั้งใจที่จะไปแทรกแซงเนื้อเรื่องหลักนะ

โลย่ากลับมองไปที่ซาร์เคการ์เป็นเชิงเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่เขาพูด

ซาร์เคการ์ ก็แถมให้อีกว่า

“แถมวิหารตอนนี้ก็ยังบ่มเพาะเด็กๆผู้มีพรสวรรค์ มีพลังอันยิ่งใหญ่ พวกนั้นตั้งใจที่จะปั้นให้เหล่าผู้มีพรสวรรค์นั้นเป็นเหมือนดั่งนักรบผู้กล้าอาร์โทเรียส

กระผมแน่ใจเลยว่า สิ่งที่จะช่วยเราได้มาก ในการที่รู้ว่าต้นอ่อนใดจะเติบโตขึ้นและเราควรจะถอนต้นอ่อนผู้มีพรสวรรค์คนใดก่อนที่จะเติบใหญ่จนเกินไป ”

ถูกแล้วล่ะ วิหารน่ะเป็นสถาบันที่จะคอยดูแลผู้มีพรสวรรค์ให้กลายเป็นกองกำลังที่ทรงพลัง

แถมในวิหารเองก็จะมีชั้นเรียนพิเศษที่จะฟูมฟักผู้มีพรสวรรค์ให้สืบทอดตำแหน่งผู้กล้าอาร์โทเรียสและพวกพ้อง

และใช่ที่นั่นเป็นสถานที่ที่ตัวละครหลักอยู่กัน

ดังนั้นแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องไปที่นั่นอยู่แล้วถูกไหม ทำไมผมต้องไปที่นั่นด้วยล่ะฟะ ?

โอ้ย ผมจะบ้าตาย

ผมโดนดึงเข้าไปพัวพันกับเนื้อเรื่องเพียงเพราะพูดผิดไป

เอเลริส!

ช่วยด้วยยย !

เธอน่ะไม่อยากให้ผมกลายเป็นอาวุธสงครามใช่ไหมล่ะ ?!

ผมทำตาออดอ้อน ส่วนเอเลริสก็เห็นและยิ้มให้ผม

“ฉันคิดว่า เป็นความคิดที่ดีนะคะ,ฝ่าบาท”

เฮ้ย นี่มันอะไรเนี่ย ? อยู่ๆเธอไปเห็นด้วยได้ยังไงกัน?

ที่แปลกที่สุดจนยากจะเข้าใจคือทำไม เอเลริส,ที่ควรจะแย้งความเห็นของ ซาร์เคการ์กลับเห็นด้วย

“เอ่อ เดี๋ยวก่อนนะ ….”

ผมพยายามที่จะหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่ทั้งสามเห็นด้วย

“ไม่ว่า จะซ่อนตัวด้วยเวทย์มนตร์ยังไง มีความเป็นไปได้ที่พ่อมดที่วิหารจะตรวจเจอนะ  ไม่คิดว่า มันอาจเกิดขึ้นได้เหรอ ? มันจะเป็นอันตรายมากเลยนะหากตัวตนของผมโดนเปิดเผยขึ้นมาน่ะ”

เจ้าพวกนี้ตั้งใจจะฆ่าผมเหรอ ?

“ท่านอย่างห่วงไป , ฝ่าบาท”

ซาร์เคการ์ยิ้มพลางถอดแหวนตัวเองออก

“นี่เป็นแหวนที่ส่งมาให้จากรุ่นสู่รุ่นในเผ่าของกระผม”

“อ่าฮะ,แล้วมันยังไงรึ ?”

“เพียงแค่สวมแหวนนี้ท่านก็จะสามารถใช้พลังแบบเดียวกับเผ่าของกระผมได้”

อะไรนะ ?

ทำไมมันถึงได้มีไอ้ของแบบนี้ขึ้นมาได้ล่ะ ?

เวลาแบบนี้ทำไมมันดันมีของสุดสะดวกแบบนี้โผล่ขึ้นมาล่ะฟะ ?

ห้ะ ? ไม่น่าเชื่อจริงๆให้ตายเถอะ

ทำไมไอ้เผ่าโพลี่มอร์ฟิค เฮงซวยนั่นถึงได้ส่งต่อแหวนที่มีความสามารถในการแปลงร่างจากรุ่นสู่รุ่นได้ฟะ ?

ทั้งๆที่มันไร้ประโยชน์สำหรับพวกเขาแท้ๆเลย !

นี่มันอยู่ๆก็ใส่เซตติ้งขึ้นมามั่วๆเพื่อตอนนี้เลยไม่ใช่เรอะ ?!

[รู้รึยังว่า มันรู้สึกยังไงตอนที่อยู่ๆมีอะไรก็ไม่รู้ไม่มีที่มาในนิยายโผล่ขึ้นมาน่ะ ห้ะ?]

[เจ้างั่ง ]

ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรผ่านสายตาตัวเองไป แต่มองไม่ทัน

นั่นมันอะไรกันน่ะ ?

“นั่นมัน , นั่นมันผมจะรับแหวนอันแสนสำคัญที่ตกทอดกันมายาวนานขนาดนั้นได้อย่างไร ?

มัน น่าจะเป็นอะไรที่ล้ำค่ามากๆสำหรับนายนะ แบบเป็นของที่ระลึกถึงพ่อแม่ของนาย ถูกไหม?”

ผมแทบจะหาข้ออ้างไม่ได้แล้ว

“มันเป็นเครื่องระลึกถึงการเผชิญหน้าในภารกิจอันยิ่งใหญ่เพื่อที่จะรื้อฟื้นดินแดนปีศาจขึ้นมาใหม่ !

ได้โปรดรับมันไว้เถอะครับ ,ฝ่าบาท !”

ซาร์เคการ์สวมแหวนให้ผมขณะที่ตะโกนเป้าหมายของตัวเอง

“ประเทศชาติอันรุ่นโรจน์เข้มแข็งอยู่ในมือพวกเราแล้วววววววววววววว !”

และผมก็กลายเป็นเหยื่อข้อแก้ตัวของตัวเอง

ก็เห็นอยู่ชัดๆแล้วนี่นะ ว่าคนที่ส่งผมมาโลกนี้เนี่ย ดูเหมือนจะไม่อยากให้ผมตายสบายๆ

จบบทที่ เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  18

คัดลอกลิงก์แล้ว