เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  20

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  20

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  20


เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  20

จากการที่โลย่าประกาศให้ทุกคนรู้ ชายที่ดูเหลาะแหละแต่กล้ามแน่นที่ดูเหมือนเป็นหมายเลขสองก็แทรกขึ้นมา

“พี่สาว , เราจะให้เจ้านี่ทำงานที่ไหน ?”

“เออ ไม่ต้องให้เขาทำอะไรทั้งนั้น”

โลย่าส่ายหัว

“ข้าจะส่งเขาไปที่วิหาร ”

พูดเธอพูดแบบนั้นแล้วเหล่าขอทานต่างทำหน้าแปลกๆ

“นี่เพ่กินไรแปลกๆมาป่าวเนี่ย ?”

“หาาา ?”

พอหนึ่งในพวกขอทานถามขึ้นมาก็รีบถอยทันที เมื่อโลย่าขึ้นเสียงพลางขมวดคิ้วเหมือนไม่พอใจที่เขาพ่นเรื่องไร้สาระออกมา

“ไม่ใช่ไรพี่ , ทำไมอยู่ๆพี่ก็รับไอ้เด็กนี่มาแล้วมันไม่เข้าหน่วยไหนเลย ทั้งที่ไม่รู้จักเด็กนี่เนี่ยนะ ? แล้วเรื่องวิหารอีก ?”

มันก็แน่อยู่แล้วที่ไม่มีเด็กอายุเท่ากันกับผมอยู่ในแก๊งขอทานของโลย่าเลย เด็กวัยเท่านี้ที่แสนดื้อรั้นหนีออกจากบ้านไม่ต่างจากหมาดุที่ยากจะควบคุม ย่อมเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะถามแบบนั้น

โลย่าส่ายหัว

“เจ้าหนูนี่คืออนาคตของพวกเรา”

รู้สึกประหลาดดีที่จู่ๆกลายมาเป็นอนาคตของกลุ่มขอทาน

อันที่จริงผมอาจกลายเป็นอนาคตภายภาคหน้าของเจ้าพวกนี้ไปจริงๆก็ได้

สีหน้าสีตาเจ้าพวกนั้นยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่

โลย่ามองไปที่เหล่าขอทาน ที่ทำหน้าโง่อึ้งทุึ่งอยู่แล้ววางมือท้าวสะเอว

ราชาแห่งขอทานกำลังพูดชี้แจง

“อย่างที่พวกแกรู้กันนั่นแหละเฮ่ย เรานั้นไม่มีอะไรทำ และยังไม่รู้จะทำอะไรทั้งนั้นถูกไหม ?

ถึงบางคนมันจะมาพูดถึงวันเวลาเก่าๆดีๆที่เคยยิ่งใหญ่แล้วตอนนี้ยังไงกัน?

เน่าหนอนกันท่ามกลางกองขี้

นั่นแหละทำไมเราถึงได้มากองกันอยู่ที่นี่น

ที่นี่มันก็เพื่อให้คนที่ไม่มีที่ไปได้มีชีวิตอยู่ต่อ”

“แล้วพวกแกวางแผนจะอยู่แบบนี้กันอีกนานไหมวะ ?

ถ้าแค่ข้าคนเดียวน่ะ ข้าไม่สนหรอก แต่จริงๆพวกแกไม่อยากอยู่แบบนี้ต่อไปใช่ไหมวะ ?

พวกแกน่ะอยากออกจากหลุมแบบนี้เสียทีใช่ไหม ?”

“มันไม่สายเกินไปสำหรับพวกเราที่จะไปเรียนอยู่อะไรใหม่ๆ ด้วยแรงกำลัง….เงินของพวกเรา

ใช่แล้ว จงใช้เงินทุนพวกเรา เราจะเลี้ยงดูคนที่มีความรับผิดชอบต่ออนาคตแก๊งของพวกเรา ”

พอมาคิดๆดูแล้วสิ่งที่โลย่าพูดเนี่ยฟังสมเหตุสมผลน่าดูเลยล่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นกับความมเสน่ในฐานะผู้นำของเธอกับคนอื่นๆ

ผมได้แนะนำโลย่าคร่าวๆว่า กลยุทธคือ การบ่มเพาะบุคคลผู้มีพรสวรรค์ที่เป็นอนาคตของแก๊งโดยมุ่งเน้นเงินทุนไปที่คนๆเดียวเพื่อเป็นเป้าหมายให้กับขอทานทุกคนที่อยู่ที่นี่

ก็มีขอทานหลายคนที่เอียงหัวงงๆกับคำประกาศอันภาคภูมิของโลย่า

“พี่สาว , ข้าคิดไม่ออกว่า ส่งคนไปยังวิหารแล้ว มันจะทำให้พวกเรานอนที่นอนนุ่มๆได้ยังไง ?”

เป็นข้อกังวลที่มีมูลเลยล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ทั้งผมและเอเลริสเองก็มีข้ออ้างในการจัดการกับสถานการณ์แบบนี้อยู่แล้ว

“ถ้าข้าพูดแบบนั้น มันก็ต้องเป็นแบบนั้นโว้ยไอ้ห่า !”

แต่ก็กลายเป็นว่า โลย่าตะคอกพวกเขาแทน เธอไม่ยอมให้มีการต่อต้านเกิดขึ้น

“ก็ถ้าเป็นอย่างที่บอสบอก”

“ข้าว่า บอสพูดถูก”

ทุกคนยอมรับคำพูดหนึ่งประโยคโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

นี่แหละบอสของพวกนายล่ะ

ถึงยังงั้นก็เถอะคงจะเลวร้ายสุดๆหากเปิดเผยแล้วว่า องค์กรนี้เนี่ยมันเป็นองค์กรของปีศาจหรือไม่ก็องค์กรของขอทาน?

ฐานะมันก็ต่ำอย่างกับหมาทั้งคู่เลยไม่ใช่รึไงน่ะ?

คำพูดโลย่าหนักแน่นไม่ยอมให้มาแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น

ทุกคนต่างโดนโลย่าโน้มน้าวในสิ่งที่นางพูดทั้งนั้น

มันก็ให้บรรยากาศแบบนั้นแหละ

หรือบางทีนี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่โลย่าทำเรื่องบ้าๆ

โลย่าพาผมไปที่กระท่อมหลังโตแล้วก็พาคนมาด้วย

ชายผู้มีร่างใหญ่ ดูเหมือนเขาจะเป็นอันดับสองนั่นแหละ โลย่าแนะนำให้ผมรู้จักกับเขา

พอมีโลย่ามาคอยกำกับ เขาก็สัญญาว่า จะทำดีๆกับผม

“สวัสดีทักทายกันด้วย นี่เป็นอนาคตของแก๊งเรา

หมอนี่ ,ไรฮาร์ด

เอ้า ไรฮาร์ด เจ้านี่คือ น้องชายที่ข้าไว้ใจมากที่สุด แกก็สามารถเชื่อใจหมอนี่ได้ด้วยเหมือนกัน

เขาชื่อ ไดบัน(Daibun)”

“ยินดีที่ได้รู้จัก ,ไรฮาร์ด  , ฉันชื่อไดบัน”

เขาเป็นน้องชายที่เป็นที่รักของไลแคนโทรป

มิตรภาพข้ามสายพันธุ์สินะ ?

อาจจะไม่ถึง  1%,แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาน่าจะอยู่ในระดับทศนิยมสองตำแหน่ง

“ข้าคือ ไรฮาร์ด”

ผมเขย่ามือกับเขา มือของเขานั้นใหญ่อย่างกับฝาหม้อ

เทียบกับขอทานคนอื่นแล้ว เขาเหมือนทหารเกษียณที่สวมเสื้อผ้าโทรมๆมากกว่า

เขาให้ภาพของผู้แข็งแกร่ง

บางทีเขาอาจจะเชื่อใจโลย่ามากขนาดที่ไม่ตั้งคำถามแม้จะบอกให้ส่งคนแปลกหน้าจากที่ไหนไม่รู้มาไปยังวิหาร

“พาเจ้านี่ไปรับบัตรประชาชนพรุ่งนี้ด้วย แล้วถ้าแกมีเวลาก็แวะไปที่วิหาร”

“ครับ , พี่สาว”

เราสามคนตอนนี้นั่งล้อมวงกัน

ถึงมันจะเละเทะ สกปรกไปบ้างแต่ก็ถือว่าเป็นสวรรค์เมื่อเทียบกับปราสาทจอมมารที่เกลื่อนกลาดไปด้วยซากศพ

ผมนึกถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แล้วยืนยันสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ที่นี่จะไม่ค่อยสะดวกสบายนักแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายถึงที่สุด

ไดบุนเองก็พูดอย่างเก้ๆกังๆตอนที่เขามองไปที่โลย่า

“พี่สาว ,แล้วเราจะเอายังไงกับเรื่อง ค่าเล่าเรียน ?

ฉันไม่ค่อยแน่ใจแต่ไม่ใช่ว่า วิหารนั้นสำหรับเด็กชนชั้นสูงไม่ใช่เหรอ ? ฉันได้ยินมาว่า ใช้เงินเยอะ ”

มันเป็นปัญหาที่เราคิดไม่ถึง พวกเราตัดสินใจแล้วว่าจะส่งผมไป แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่สำคัญที่สุดก่อนเลย มันไม่ใช่เรื่องโดนเจอตัวจริงหากแต่เป็นเรื่องที่มีเงินไม่พอต่างหาก

ด้วยเหตุนั้นเอง จึงเกิดความสงสัยกันว่า โลย่าเนี่ยจะสามารถจ่ายค่าเทอมของวิหารได้ไหม

วิหารการ์เดียสนั้นเป็นสถานศึกษาที่ขึ้นชื่อที่สุดแล้วในทวีป ไม่เพียงแต่ราชวงศ์จักรวรรดิเท่านั้นที่จะมาเรียนกันที่นี่หากแต่ตระกูลชั้นนำทั่วทั้งประเทศต่างเดินทางเข้ามาเรียนกัน

เนื่องจากค่าเล่าเรียนนั้นสูงลิ่วมาก ตัววิหารเองก็เป็นสถานศึกษา แต่ก็เป็นสถานที่ที่ทำเงินให้กับจักรวรรดิมากมาย

เพียงแค่ได้เข้ามาเรียนที่วิหารก็สามารถสร้างเครือข่ายกับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลได้แล้ว

ชนชั้นสูงจึงไม่ลังเลที่จะยอมจ่ายเพื่อส่งลูกส่งหลานมาเรียนที่วิหาร

ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นข้อกังขาสำหรับองค์กรขอทานว่าจะสามารถส่งเสียให้ผมไปเรียนในวิหารที่มีค่าเทอมสูงระดับนั้นไหวไหม

ผมมีแผนการฉุกเฉินไว้แล้ว

ค่าเรียนของวิหารนั้นแตกต่างกันไปตามระดับชั้นเรียนและวิชาเอก ถึงอย่างนั้นนักเรียนธรรมดาก็ต้องจ่าย 50 โกลด์ต่อเทอม ก็ประมาณ 50 ล้านวอน(36,326$/1,335,177 บาท) นั่นแหละแปลว่า ปีละ 100 ล้านวอน (72 ,652$/2,670,354 บาท)

แถมให้อีกว่า มันขึ้นกับวิชาเอก(Major)ด้วยนะ

'ก่อนอื่นเลย , ก็ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนตรงเวลาก่อน '

'แล้วนี่ นายคิดจะขอทุนไหม ?'

เป็นที่แน่นอนว่า ผมย่อมต้องฉลาดกว่าเด็กในอายุเฉลี่ย แต่เอาตรงๆนะ ผมเชื่อว่ามีเด็กอีกมากมายในที่แห่งนี้ด้วยซ้ำที่ฉลาดกว่าผม

ซึ่งเรื่องนั้นมันไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก

'จักรวรรดิน่ะกำลังต้องการอาร์โทเรียสคนที่สองคนที่สามอยู่แล้ว ดังนั้นขอแค่มีพรสวรรค์จริงๆ ต่อให้ไม่มีเงินเรียนที่วิหารก็ไม่เป็นอะไรไม่ใช่หรือ ?

ถ้าหากเป็นกรณีนั้นแล้ว ก็จะมีการละเว้นค่าเทอมให้ !'

แม้จะฟังดูเหมือนผมคาดเดาเอาเองแต่จริงๆมันเกิดขึ้นจริงๆนะ

นักเรียนที่มีความสามารถมีพรสวรรค์น่ะแต่มีข้อกำจัดเรื่องการเงิน ก็จะให้วิหารเป็นผู้จัดการแทนให้

แน่นอนว่าพวกนั้นจะไม่ให้คุณต้องจ่ายเงินก้อนโตหรอก

ในฐานะที่ผมเป็นอาร์คเดม่อนก็น่าจะมีอะไรบางอย่างที่ผมพอทำได้บ้างแหละ

'หลังจากข้าเข้าโรงเรียนแล้วเรียนไปได้แล้ว ก็จะหาสิ่งที่ข้ามีพรสวรรค์ '

หลังจากที่ได้รับการงดเว้นค่าเทอมแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรอกน่า เพราะผมจะทำให้พรสวรรค์ของผมเติบโตขึ้นด้วยค่าแอคชีฟเม้นท์พ้อยท์

ในตอนนี้อาจดูเป็นไปไม่ได้แต่ยังมีหลายวิธีในการเอาแต้มค่าแอคชีฟเม้นท์พ้อยท์มาหากผมยังติดหนึบอยู่กับพวกตัวดำเนินเรื่องหลักอยู่

ทุกคนต่างพยักหน้าเหมือนมันเป็นเรื่องที่ฟังเข้าท่าเข้าที

ก่อนหน้านี้ผมถูกบังคับให้ต้องไปวิหาร อันที่จริงผมเองก็อยากใช้ชีวิตอยู่สบายๆ แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนจะคิดยังไง ผมก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นอยู่ดี ไม่ว่าผมจะชอบหรือไม่ก็ตาม

แล้วก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องได้เงินมาให้มากพอที่เข้าเรียนในเทอมแรกได้

นอกจากนี้ผมอาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลักแล้วก็เก็บเกี่ยวแอคชีฟเม้นท์พ้อย เพื่อพัฒนาความสามารถของตัวเอง นี่คือเป้าหมายของผม ณ ตอนนี้

“แล้วเราจะทำยังไงกับรายได้ของเรากันล่ะพี่ ?”

“ข้าก็ไม่รู้ว่า แต่อาจจะ…… ไม่แย่ก็ได้มั้ง”

โลย่าไม่ใช่คนฉลาดหลักแหลมอะไรนัก ส่วนไดบุนก็เสนออย่างไม่แน่ใจนัก

“แล้วถ้าเราต้องตัดงบที่พี่ใหญ่ต้องแบ่งไปให้แก๊งอื่นล่ะ ……?”

เงินที่ซาร์เคการ์นั้นต้องใช้จ่ายเพื่อประคองชีวิตชนชั้นสูง

เป็นไปได้ว่า โลย่าไม่เคยเปิดเผยว่า เธอใช้เงินนั่นไปกับอะไร แต่หากเป็นอย่างที่ไดบันพูดจริงๆก็คงสามารถประหยัดเงินก้อนนั้นส่งผมไปเรียนที่วิหารได้

ถึงอย่างนั้นโลย่าส่ายหัวปฏิเสธหนักแน่น

“ข้าพูดไปแล้วไม่ใช่รึไงว่า เลิกพูดเรื่องพรรค์นั้น ?”

“ครับ ….พี่เคยบอกครับ”

ดูเหมือนโลย่าจะบอกกับพวกเขาว่า เธอใช้เงินติดสินบนพวกยาม นั่นเองก็เลยเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกแก๊งของเธอถึงไม่โดนจับ แม้จะอยู่ที่นี่

แน่นอนว่า ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เธอทำแบบนั้นจริงๆหรือเปล่า

เอาล่ะ จะยังไงซาร์เคการ์ก็เป็นชนชั้นสูงคนหนึ่งนี่นะ

เขาอาจจะใช้พลังอำนาจตัวเองในการไม่ให้เกิดอะไรแบบนั้นก็ได้ในขณะเดียวกัน โลย่าเองก็ไม่ยอมยกเลิกเงินสนับสนุนที่มอบให้กับซาร์เคการ์

ไดบันถอนใจ

“ทุกวันนี้รายได้พวกเราก็ลดลง

พี่สาว,ไม่มีใครอยากเข้าใกล้สะพานบรอนซ์เกทอีกแล้ว ”

ข่าวแพร่ไปทั่วแล้วว่า ที่นี่มีแต่พวกเร่ร่อนขอทาน พอนานเข้าผู้คนที่รู้ก็เลยไม่อยากที่จะเข้าใกล้เขตนี้

ผลที่ได้คือ เงินรายได้ก็ลดลงเรื่อยๆ

“นี่มันปัญหาใหญ่ ….”

ดูเหมือนโลย่าจะรู้แล้วว่า นี่มันนอกเหนือที่วางแผนไว้

เธอมองผมเหมือนอยากจะบอกให้ผมช่วยทำอะไรบางอย่างที

ใช่แล้ว , ผมรอเวลาที่ผมจะได้พูดบ้างแล้วล่ะ

“อืมฮึ ….แล้วถ้าเราคิดให้ต่างออกไปไปสักหน่อยล่ะ ?”

“หา ? ต่างไปยังไง ?”

ไดบันถึงกับขมวดคิ้วมุ่ยเหมือนผมพูดอะไรแปลกๆ

ไม่สิ เจ้าพวกนี้ไม่มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาตัวเองนี่นะ คำตอบจริงๆมันง่ายมากเลย

“ก็ถ้าลูกค้าหนีเรา เราก็แค่ไปหาเขาถึงที่สิ”

มันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ที่หากไม่มีลูกค้าก็แค่หาใหม่

ผมรู้สึกแย่ด้วยซ้ำที่พวกเขาน่ะไม่สามารถออกจากที่แห่งนี้ได้เสียที

เจ้าพวกนี้น่ะเที่ยวเอาแต่วิ่งไปวิ่งมาเพื่อขายลูกอมขนมหวานให้คนที่ผ่านไปผ่านมา

พอตอนนี้ตลาดโดนปิด ก็ควรจะไปหาทางเปิดตลาดใหม่แทน

ใครจะไปช่วยคุณล่ะ หากคุณเอาแต่กองอยู่กับพื้นแล้วบ่นว่าแย่แล้วๆ?

“หาพวกลูกค้าเหรอ ? หมายถึงให้เราขยายไปยังเขตอื่น ?”

“ใช่แล้ว ”

“คิดอะไรออกบ้างไหม ?”

“หากแกส่งเจ้าพวกนั้นไปไกลเกินไป เด็กๆพวกนั้นก็จะเหนื่อยไวเกินไป”

ไดบันดูเหมือนคิดว่า เป็นเรื่องยากหากจะต้องเดินทางไปไกลเพื่อขายของ

“ไม่เลย , มันเป็นอะไรที่สะดวกกว่านั้นเยอะ”

“สะดวกเนี่ยนะ…?”

“ใช่แล้ว , พวกนั้นก็แค่ต้องไปที่ที่หนึ่ง เป็นสถานที่ที่ผู้คนเข้าออกมากมายเลยยังไงล่ะ พอนึกออกไหมว่าที่ไหน ?”

ผมคิดถึงสถานที่ที่มีทำเลทองเหมือนฝัน ส่วนโลย่าและไดบันก็ยังทำหน้างงๆกันอยู่

“รถไฟมานายังไงล่ะ”

สถานที่ที่มีผู้คนหลั่งไหลไปมามากมายที่สุดในเมืองหลวง

พวกเขาจะพัฒนาจากคนเร่ร่อนข้างทางให้กลายเป็นพ่อค้าเร่ที่สถานีรถไฟ

ทั้งโลย่าและไดบันนั้นต่างตกตะลึงกับไอเดียของผมที่เรียกได้ว่า เป็นการปฏิวัติวงการ

นั่นแหละ นั่นคือวิธีอย่างที่ควรจะเป็น

จบบทที่ เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  20

คัดลอกลิงก์แล้ว