เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 8

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 8

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 8


เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 8

“นาย …! ทำได้เยี่ยมมาก !”

คราวนี้ผมดึงคัมภีร์หลงไหลออกมาใช้

จะเป็นเวทย์ชนิดไหนก็ไม่สำคัญแล้ว เวทย์อะไรก็ได้ต่างก็ส่งผลกับม้าของพวกนั้นอยู่ดี

การกระทำของผมนั้นเป็นการเดิมพันล้วนๆ

แค่ผมร่ายเวทย์อะไรก็ได้ใส่ม้าของพวกนั้น ก็เสียการควบคุมไปแล้ว

แถมไดรัสยังบอกชัดเจนอีกว่า กองทัพพันธมิตรนั้นได้ใช้คัมภีร์พวกนั้นไปในสงครามนี้ แถมยังไม่มีใครในหมู่พวกเขาเป็นพ่อมดด้วยอีก

ผมเลยคิดว่าต่อให้พวกเขามีหนังสือคัมภีร์เวทย์จริงก็คงไม่มีเวทย์เหลือเอามาใช้

สงครามก็จบไปแล้ว แถมพวกเขายังไม่สามารถหาคัมภีร์เวทย์มาแทนของเดิมที่ใช้ไปได้

เชื่อว่าพวกเขาน่ะก็คงจะใช้เวทย์โจมตีในสมุดคัมภีร์เวทย์ไปตั้งแต่ต้นๆจนหมดแล้ว

ผมจึงเดิมพันกับความเชื่อนั้นของตัวเอง

–ฮรี้ !

-โครม !

และผมก็เดินถูก พวกม้าก็ล้มลงหลังโดนผลจากเวทย์ระดับต่ำทำให้อัศวินที่ขี่มันก็ต้องกลิ้งตกลงไปกับพื้น และถ้าลงพื้นไม่ดีมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะคอหักเอา

เผลอๆอาจตายด้วยซ้ำ

ผมพยายามไม่คิดถึงเรื่องที่ตัวเองอาจฆ่าพวกเขาตาย ก็ในเมื่อพวกเขาตั้งใจที่จะฆ่าผมขนาดนั้น

ในจุดนี้พวกความรู้สึกผิด สำนึกเสียใจหรือความชอบธรรมสำหรับการกระทำของผมน่ะ มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว

ผมต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำได้ ผมไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนั้นหรอก สถานการณ์มันเร่งด่วนจนผมต้องตัดสินใจ

ความกังวลในคุณธรรม จริยธรรมอะไรนั่นไว้ทีหลัง ไม่ใช่เพราะตั้งใจหรอกนะ เป็นเพราะไม่เจตนาต่างหาก

“บ้าชิบ!”

ถึงอย่างนั้นผมก็มีเวทย์ป่วนจิตใจไม่เพียงพอจะโค่นพวกนั้นได้ทุกคน

ยังคงมีสองคนที่ขี่ม้าไล่ตามจี้มาพร้อมด้วยตาที่โกรธขึ้ง

ม้าที่พวกเราขี่ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว ตอนนี้มันวิ่งช้ากว่าตอนก่อนที่ผมจะร่ายเฮสใส่อีก

“พวกนั้นกำลังจะตามเราทันแล้ว”

ไดรัสตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวัง

ม้าหนึ่งตัวที่อ่อนล้ากับอัศวินสองคนที่ขี่ม้ากวดไล่มา พอหมอนั่นเห็นเพื่อนตัวเองหมดสภาพไปก็ไล่ตามหมายจะฆ่าเราอย่างชัดเจน จนผมรู้สึกได้ถึงดวงตาคมกริบ

ม้าของเราเริ่มย่ำเหยาะแทน ในขณะที่ม้าของพวกอัศวินวิ่งตามมาด้วยความเร็วอันน่ากลัว ไดรัสกัดฟันแน่นแล้วชักดาบออกมาทั้งที่ดูเหมือนว่าเขาเองก็รู้ว่าสู้ไปก็ไม่ชนะ

มันถึงจุดจบแล้วสินะ ?

ตอนนั้นเองที่ผมมองเห็นแถวแนวรถเกวียนและทหารที่เฝ้าดูการไล่ล่านี้อยู่

และตอนนั้นเอง พวกขบวนแห่นักโทษปีศาจที่หางแถวยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ผมสบตาเข้ากับปีศาจพวกนั้นที่กำลังมองมาที่ผม

ทัั้งก็อบลิน โทรล  ออเกอร์ ออร์ค ที่ไร้อาวุธ รวมถึงปีศาจหลากหลายชนิดนับไม่ถ้วน

ปีศาจทุกตัวต่างเฝ้าดูความวุ่นวายนี้เอง พวกเขาทั้งหมดต่างมองมาที่ผม

เราไม่ได้อะไรต่อกันเลยสักคำเดียว

ผมไม่ต้องพูดอะไรกับพวกเขาด้วยซ้ำ

พวกเขามองผมโดยไม่พูดอะไรเลยเช่นกัน

พวกเขาน่ะเป็นปีศาจจากโลกปีศาจที่ยอมจำนนหมดแรงใจจะสู้เมื่อรู้ว่า ราชาของพวกเขาตายแล้ว

ทั้งปีศาจและมอนสเตอร์ ต่างต้องชดใชด้วยชีวิตเป็นราคาที่แพ้สงคราม ในเมื่อไม่มีปัญญาจ่ายค่าไถ่ สิ่งเดียวที่ต้องจ่ายก็มีแค่ชีวิต

พวกเขากำลังจับตามองผมอยู่

เพราะจอมมารนั้นตายแล้ว

และผมจะเป็นคนสุดท้ายอย่างแน่นอน

พวกเขาคงคิดว่า ผมทรยศพวกเขาได้ยังไงกัน

ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พวกเขารู้ว่าเป็นผมได้อย่างไร แต่ผมกลับรู้ทันทีว่า พวกเขาน่ะรู้ว่าผมเป็นใคร หรือพวกเขาสามารถอ่านความรู้สึกผมในสถานการณ์สิ้นหวังนี้ได้ ?

หรือพลังที่หลับไหลอยู่ของผมอย่าง  'บัญชาการปีศาจ ' ได้เปิดการทำงานขึ้นเพราะสถานการณ์แบบนี้

ทั้งกระบวนการและผลลัพธ์ต่างเป็นปริศนาสำหรับผมทั้งคู่

หลังจากพวกเขายอมแพ้แก่ทุกสิ่งแล้ว พอพวกเขาเห็นผมปุ้บในดวงตาของพวกเขาก็เหมือนเห็นประกายแสงแห่งความหวังสุดท้ายขึ้นมา

-เกร้ง !

ออเกอร์นั้นทำลายโซ่ที่มัดตัวมันไว้แล้วก็ชาร์จใส่อัศวินที่ขี่ม้าพุ่งหาผม

-โฮอาาาาาาาาาาา !

เสียงคำรามที่ราวกับสั่นไหวสวรรค์และผืนปฐพีได้ ปีศาจที่โดนมัดไว้แล้วยอมให้ลากจูงไปไหนมาไหนได้ก่อนหน้า จู่ๆก็ต่อต้าน

“บะ,บะ,บ้าไปแล้ว !”

สุดท้ายอัศวินสองคนนั้นที่กำลังไล่กวดพวกเราก็ถูกออเกอร์พุ่งเข้าทำร้าย

แล้วต่อจากนั้น พวกนักโทษเริ่มก่อจราจลขึ้นมา

มันเป็นการต่อต้านครั้งสุดท้ายของปีศาจที่เหลืออยู่เพื่อปกป้องราชาคนสุดท้าย

พวกเขาไม่ได้ใช้เชือกมัดซ้ำไว้เพราะไม่มีทางที่จะมีใครทำลายโซ่ได้เว้นแต่จะเป็นปีศาจอย่างออเกอร์

ปีศาจทั้งหลายต่างสร้างความปั่นป่วน

ผลที่ได้พวกนักโทษถ้าโดนปราบลงจนกลายเป็นลานสังหาร สิ่งที่เปลี่ยนไปมีแค่เปลี่ยนจากตายด้วยน้ำมือทหารไม่ใช่เพชฌฆาตที่ลานประหารเท่านั้น

ผลจากความวุ่นวายที่ปีศาจพวกนั้นก่อขึ้นทำให้ไม่เหลือใครไล่ตามพวกเราอีกแล้ว

ไดรัสถึงกับงงที่ได้เห็นสถานการณ์ที่สุดเหลือจะเชื่อ

“นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย ….”

กากอยที่อยู่ๆก็ฆ่าอัศวินถูกที่ถูกเวลาในสถานการณ์สิ้นหวัง และพวกปีศาจที่จู่ๆก็ลุกขึ้นมาต่อต้าน ทำร้ายพวกอัศวิน

ไดรัสรู้ว่า นี่มันผิดปกติ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ถึงอย่างไรเสียเป้าหมายในการหลบหนีไปพร้อมกับชาร์ล็อตก็ยังไม่ลุล่วงดี

ไดรัสเก็บความสงสัยไว้ก่อน เขายังคงเงียบอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเราไปใกล้ศูนย์บัญชาการ

บรรยากาศที่ศูนย์บัญชาการย่อมเต็มไปด้วยความยินดีอย่างแน่นอน

-นั่นองค์หญิงยังมีชีวิตอยู่นี่?

-ใช่เลย  ,เจ้าหญิงออกมาเดินข้างนอกแล้วจับมือกับทหาร บอกกับเราว่าท่านไม่เป็นอะไร

-ท่านน่ะ กลับไปที่ค่ายเพื่อพักผ่อนแล้ว ….

– ช่างน่าโล่งใจจริงๆ  , โล่งใจเลย

– ไอ้จอมมารนั่นตายหยั่งหมา ส่วนเจ้าหญิงก็รอดชีวิตได้ นี่ช่างเป็นโชคดีอะไรอย่างนี้ ?

• เฮ้ย แก , แต่จักรพรรดินีเสียชีวิตนะ จะมาบอกเป็นโชคมันก็ ……

-ก็จริง ,ข้าก็หวังไว้ว่า ฝ่าบาทจะกลับมาเป็นปรกติได้เหมือนเดิม….

อย่างที่ชาร์ล็อตคิดไว้จริงๆ ข่าวเรื่องเจ้าหญิงยังมีชีวิตอยู่นั้นแพร่ไปทั่วศูนย์บัญชาการ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะยังไม่รู้เรื่องที่นักโทษก่อจราจล

There were more eyes and ears here.

มันเร็วเกินไปที่จะรู้สึกโล่งอก พวกอัศวินของดยุคซาลาเรี่ยนนั้นพยายามจะฆ่าผมกับไดรัวอยู่ดี แม้จะมีทั้งรถเกวียนและผู้คนอยู่มากมาย มีแค่เจ้าหญิงเท่านั้นแหละที่พวกนั้นลงมือได้ยาก

ถึงข่าวจะแพร่ไปว่า ผมและไดรัสโดยพวกอัศวินพวกนั้นฆ่าตาย มันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคนที่ฆ่าเรา และ คงไม่มีใครสนใจเรื่องนั้นอยู่ดี

และก็คงมีเหตุผลต่างๆนานาๆที่ยกมาเพื่อฆ่าพวกเรานั้นแหละ

ก่อนที่ข่าวที่เราเข้าปราสาทจอมมารจะมาถึงที่นี่ เราต้องออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

ถือว่ายังดีที่พวกสายตาทหารนั้นเอาแต่จ้องมองไปที่ค่ายหลักที่เจ้าหญิงกำลังพักผ่อนอยู่

พวกทหารคงคิดที่อยากจะเห็นเจ้าหญิงที่คุยกันว่า รอดชีวิตก็เลยมาล้อมกันอยู่

ผมกับไดรัสไดรัสก็เลยมุ่งหน้าเข้าไปที่ค่ายทหารตรงๆ

ยามก็มองมาที่ผมแล้วก็ส่ายหัวก่อนที่ผมจะได้ทันพูดอะไร

“ฝ่าบาทกำลังพักผ่อนอยู่ กลับไปซะ”

“ผมนำของสิ่งองค์หญิงต้องการมาให้ครับ”

ทหารยามคนนี้ไม่ยอมขยับไปไหน ไม่ว่าจะเอาอะไรมางัด

“มีคำสั่งจากท่านผู้บัญชาการ ว่าเจ้าหญิงต้องพักผ่อน กลับไปก่อนค่อยมาใหม่”

พอเรากลับไปแล้ว พวกแกต้องแอบลอบฆ่าเราแน่ๆ

และถึงไม่ทำแบบนั้น แต่พอเหตุที่เกิดที่ปราสาทจอมมารมาถึง พวกนั้นก็พาเราไปฆ่าทิ้งอยู่ดี

ดังนั้นเราต้องเข้าไปด้วยวิธีไหนก็ได้

“มันเป็นเรื่องเร่งด้วน”

พอพูดคำนี้ไป สีหน้าของยามก็ตึงเคร่ง

“ต่อให้แกถูกช่วยมาพร้อมเจ้าหญิง แต่เราไม่สามารถปล่อยให้ใครก็ไม่รู้อย่างแกไปอยู่ใกล้ๆกับท่านได้

อย่านะข้านะว่าแกมีแผนการอะไรอีก?”

พวกแกถือว่าเป็นเป็นอันตรายกับเจ้าหญิงมากกว่าผมเสียอีก ไม่ใช่รึไงน่ะ ?

ยามคนนี้ดูจะยอมตายดีกว่ายอมให้ผมเข้าไป เขามองจ้องที่ผมแถมยังชี้หอกเหมือนตั้งใจจะบังคับให้เราต้องถอยไปด้วย

ผมไม่รู้เลยว่าชาร์ล็อตที่อยู่ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง แต่ดูเหมือนเธอจะสามารถออกมาหาผมได้ แม้เธอจะรู้ว่า พวกเรามาถึงแล้วก็ตาม

พวกเขาไม่รู้ว่าผมกำลังพยายามจะทำอะไร

หรือบางทีพวกเขาอาจจะรู้ก็ได้ว่า เจ้าหญิงแนะนำอะไรบางอย่างกับผม พวกเขาก็เลยกันท่าไม่ให้ผมได้พบกับเธอ

ปัญหาก็คือ ผมไม่มีกำลังและความชอบธรรมมากพอที่จะแหกด่านฝ่าเข้าไป

“เจ้าหนู”

ณ ตอนนั้นเองที่ไดรัสเรียกผม

“ร้อยโท”

เขาหายใจหนักๆ ถอนใจออกมาเหมือนตัวเองหมดทางเลือกอื่นแล้ว

“แผน B ”

-เฮ่อออ !

“เกร้ง!”

นั่นเป็นสัญญาณที่ตกลงกัน เขาชักดาบออกมาแล้วพาดคมไว้กับคอยาม ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ทำอะไร

“ไอ้บ้านี่ !”

ยามคนอื่นสบถออกมาด้วยความตกตะลึงที่เพื่อนร่วมอาชีพอยู่ๆชักดาบมาทำแบบนั้น

“เข้าไป !”

ขณะที่ไดรัสนั้นต่อสู้กับยามคนแล้วคนเล่า ผมก็เลิกคิดแล้ววิ่งเข้าไปในค่าย

ผมทะลุเต๊นหลายต่อหลายชั้น จนกระทั่งเห็นชาร์ล็อตที่นั่งเงียบๆอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายโดยไม่แตะต้องเธอ พวกเขาเพียงแค่จับตาดูเธอเท่านั้น

ชาร์ล็อตมองมาที่ผม ดวงตาของเธอเบิกกว้างเปลือกตาแทบจะปริ

ชายแก่ที่สวมชุดนักบวชสีขาวตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตำหนิ

“ข้าว่า ข้าพูดชัดแล้วว่าไม่ให้ใครเข้ามา …… !”

ไม่มีเวลาให้พูดคุยอีกแล้ว

[แฟลช ]

“อ๊ากก !”

“เกิดอะไรขึ้น ?!”

“เขาใช้เวทย์มนตร์ !”

–แฟลช !

ชั่วพริบตาที่แสงสว่างจ้าระเบิดขึ้นมาภายในเต๊นท์

ขณะที่ทุกคนตาบอดจากแสงจ้านั้น ผมก็กำบังตาตัวเองแล้วจูงมือชาร์ล็อตที่โดนผลกระทบจากแสงนั่น

ชาร์ล็อตเองก็อึ้งไม่ต่างจากคนอื่นๆ

ชาร์ล็อตน่ะบอกให้ผมไปพาตัวเซอร์ฟรานซิสมาแล้วอย่าบุกมาที่นี่แล้วให้ยิงพลุสัญญาณ

[แมส เทเลพอร์ท ]

[กรุณาเลือกจุดหมายปลายทาง ]

ผมร่าย แมส เทเลพอร์ท

“ไปที่การ์เดียม !”

เป้าหมายปลายทางของเราคือ เมืองหลวงจักรวรรดิ

พวกเรากำลังไปที่เมืองหลวงการ์เดียม กัน!

[คุณได้ผ่านบท อารัมภบท ]

[แอคชีฟเม้นท์พิเศษ – จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ ]

[บุคคลสำคัญ  (ชาร์ล็อต เดอ การ์เดียส ) ที่ไม่ปรากฏในเนื้อเรื่องเดิมรอดชีวิต ]

[อนาคตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ]

[ได้รับ  1000 แอคชีฟเม้นท์ พ้อยท์ ]

ในที่สุดผมก็ผ่านอารัมภบทสุดโหดหินมาได้เสียที

จบบทที่ เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 8

คัดลอกลิงก์แล้ว