- หน้าแรก
- ราชันย์ไร้พ่าย ซ่อนคมสยบใต้หล้า
- บทที่ 23 - ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวผู้บรรลุจุดสูงสุดสองแขนงทั้งวงการดนตรีและอักษรวิจิตร
บทที่ 23 - ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวผู้บรรลุจุดสูงสุดสองแขนงทั้งวงการดนตรีและอักษรวิจิตร
บทที่ 23 - ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวผู้บรรลุจุดสูงสุดสองแขนงทั้งวงการดนตรีและอักษรวิจิตร
บทที่ 23 - ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวผู้บรรลุจุดสูงสุดสองแขนงทั้งวงการดนตรีและอักษรวิจิตร
"คุณสวี่กำลังไล่พวกเราเหรอ"
ทั้งสี่คนรู้สึกตื่นตระหนกลนลานทันที
"คุณสวี่ หว่านเอ๋อร์พูดจาไม่เข้าหูไป ขอร้องล่ะครับ ท่านอย่าโกรธเลยนะครับ" โอวหยางอวิ๋นอี้รีบขอโทษ
โอวหยางหว่านเอ๋อร์ก็คิดไม่ถึงว่า เพียงแค่ตนปกป้องท่านหลงจุนไปประโยคเดียว จะทำให้คุณสวี่โกรธขนาดนี้ เธอรีบขอโทษ "คุณสวี่คะ ฉันไม่ได้มีเจตนาอื่นเลย คุณ คุณอย่าไล่พวกเราไปเลยนะคะ"
โอวหยางชิงเกอก็มีสีหน้าร้อนรน ผู้จัดการส่วนตัวที่อยู่ข้างๆ ก็กำลังใช้สมองคิดอย่างรวดเร็ว เพื่อหาวิธีทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
"คุณสวี่ครับ ผมยินดีจ่ายเงิน 1,000 ล้านเหรียญ เพื่อซื้อเหรียญตราวีรบุรุษสงครามระดับพิเศษของเด็กผู้หญิงคนนั้นครับ" โอวหยางอวิ๋นอี้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วพูดขึ้น
ทั้งสี่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างรอคอยคำตอบจากสวี่ไท่ผิงอย่างร้อนรน
"ไม่จำเป็นหรอก ขอบใจในความหวังดีนะ อย่าไปรบกวนเธอเลย" สวี่ไท่ผิงส่ายหน้าปฏิเสธ
เงิน 1,000 ล้านเหรียญ สำหรับคนธรรมดาแล้ว การรวยขึ้นมากะทันหัน ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปหรอก
"คุณสวี่ครับ ตระกูลโอวหยางอยากช่วยเหลือด้วยความจริงใจครับ ไม่ได้มีเจตนาอื่นเลย" โอวหยางอวิ๋นอี้รีบอธิบายเพราะกลัวว่าสวี่ไท่ผิงจะเข้าใจผิด
สวี่ไท่ผิงส่ายหน้าอีกครั้ง อธิบายเรียบๆ ว่า "คนธรรมดาไม่มีความผิด แต่การมีของล้ำค่าไว้ในครอบครอง นั่นแหละคือความผิด"
ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
จริงด้วยสิ อาศัยแค่เด็กน้อยคนนั้นกับแม่เลี้ยงเดี่ยว สองแม่ลูกตาดำๆ จะเอาปัญญาที่ไหนไปปกป้องทรัพย์สินมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญได้
โอวหยางอวิ๋นอี้ทำหน้าละอายใจขึ้นมาทันที เมื่อครู่นี้เขาร้อนรนเกินไปจนทำอะไรไม่ถูก
"ผมวู่วามไปเองครับ คุณสวี่ ขอโทษด้วยครับ" โอวหยางอวิ๋นอี้ก้มหน้าด้วยความละอายใจ
หากให้เงิน 1,000 ล้านเหรียญกับเด็กน้อยไปจริงๆ เกรงว่าจะกลายเป็นการทำคุณบูชาโทษเสียมากกว่า
"ไม่เป็นไรหรอก" สวี่ไท่ผิงโบกมือ
ท่าทีที่สงบนิ่งและไม่ใส่ใจของเขา ยิ่งทำให้ทั้งสี่คนรู้สึกละอายใจในใจมากขึ้นไปอีก
"คุณสวี่คะ ถ้างั้น ฉันยินดีจะส่งเสียค่าเล่าเรียนทั้งหมดให้เด็กผู้หญิงคนนั้นเองค่ะ" โอวหยางชิงเกอลังเลก่อนจะเอ่ยปาก ลองหยั่งเชิงดู
สวี่ไท่ผิงส่ายหน้าอีกครั้ง "ฉันรู้ในความหวังดีของพวกคุณ ขอบใจมากนะ"
"แต่ว่า ถ้าฉันหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ฉันจะให้เธอเป็นผู้สืบทอดคนสุดท้ายของฉัน เส้นทางชีวิตของเธอ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาจัดการหรอก"
เมื่อได้ยินคำอธิบายของสวี่ไท่ผิง
ทุกคนก็ตกใจอีกครั้ง และทำหน้าอิจฉาอย่างสุดซึ้ง
เด็กผู้หญิงคนนั้นคงไม่รู้ตัวเลยว่า มียอดฝีมือผู้บรรลุจุดสูงสุดสองแขนงที่หาตัวจับยากบนโลกใบนี้ ได้เลือกเธอให้เป็นผู้สืบทอดสำรองไปแล้ว
นี่มันเป็นบุญวาสนาที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ
ในสายตาของโอวหยางอวิ๋นอี้และคนอื่นๆ ต่อให้บรรพบุรุษสร้างบุญมามากแค่ไหน ไม่สิ ต่อให้หลุมศพบรรพบุรุษระเบิดตู้มต้าม ก็คงไม่มีทางได้รับบุญวาสนาแบบนี้หรอก
ลองดูข้างนอกสิ ปรมาจารย์ด้านดนตรีทั้ง 8 แห่งยุคของประเทศมังกรคุกเข่ามาครึ่งค่อนวันแล้ว เสียใจจนไส้เขียวไปหมด แถมยังมีตาแก่บางคนใกล้จะทนไม่ไหวแล้วด้วย แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้เห็นแม้แต่เส้นผมของคุณสวี่เลย
แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นล่ะ ไม่ประสีประสาต่อโลก ไร้เดียงสาบริสุทธิ์ ถึงขั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่า 'น้าสวี่ไร้ค่า' ที่ตัวเองเรียก เป็นถึงยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่
วินาทีนี้ พวกเขาอิจฉาจนถึงขีดสุดแล้ว
"เอาล่ะ พวกคุณกลับไปได้แล้ว"
สวี่ไท่ผิงพูดจบ ก็ไม่พูดอะไรอีก
หัวใจของเขา ปวดหนึบขึ้นมาจนถึงขีดสุดแล้ว เวลานี้ เขาต้องการเหล้าแรงๆ มาระงับปวดมากที่สุด
โอวหยางอวิ๋นอี้และคนอื่นๆ ก็ไม่กล้าอิดออดอีก รีบเดินจากไปทันที
เมื่อทุกคนจากไปแล้ว ภายในร้านเล็กๆ ภายใต้แสงไฟสลัว ก็เหลือเพียงสวี่ไท่ผิงอยู่ตามลำพังอีกครั้ง
พรวด
เขาพ่นเลือดสดๆ ออกมาอีกคำ
เมื่อมองดูเลือดสีแดงฉาน มุมปากของสวี่ไท่ผิงกลับปรากฏรอยยิ้ม สายตามองไปยังป่าเมเปิลที่เชิงเขา พร่ำรำพันว่า "หงโค่ว ฉันคงอยู่ห่างจากความตายอีกไม่ไกลแล้วล่ะ ดีจังเลย"
"รอฉันนะ ต้องรอฉันนะ"
……
นอกร้านเล็ก
โอวหยางอวิ๋นอี้รู้สึกว่าอารมณ์ของเขาในวันนี้เหมือนกับการนั่งรถไฟเหาะตีลังกา ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา
แม้จะเดินออกมาจากร้านได้สิบกว่าเมตรแล้ว แต่ก็ยังคงหันกลับไปมองร้านเล็กด้วยความอาลัยอาวรณ์
คุณสวี่ท่านนั้น มีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งมากจริงๆ
"น่าเสียดาย ที่คุณสวี่ไม่ยอมออกสู่โลกภายนอก" โอวหยางอวิ๋นอี้แหงนหน้าถอนหายใจ
อีกสามคนก็รู้สึกเสียดายอย่างยิ่งเช่นกัน
"พ่อคะ พ่อว่าเมื่อก่อนคุณสวี่ไปเจออะไรมากันแน่" ในหัวเล็กๆ ของโอวหยางหว่านเอ๋อร์ ยังคงเต็มไปด้วยคำถามนี้
โอวหยางอวิ๋นอี้ส่ายหน้า ยิ้มขื่น "พ่อก็เดาเบื้องลึกเบื้องหลังของคุณสวี่ไม่ออกเหมือนกัน"
"แต่ว่า ท่านมีเหรียญตราวีรบุรุษสงครามระดับพิเศษ ย่อมต้องมีความเกี่ยวข้องกับกองทัพอย่างแน่นอน"
หยุดไปครู่หนึ่ง โอวหยางอวิ๋นอี้วิเคราะห์ "ดังนั้น การที่คุณสวี่ไม่เกรงกลัวตระกูลเซวียนหยวนและตระกูลเซียว เป็นไปได้มากว่าเบื้องหลังของเขาจะมีเส้นสายเป็นนายทหารระดับสูงของกองทัพอยู่"
"ยิ่งไปกว่านั้น คุณสวี่เคยรู้จักกับท่านราชันมังกร แม้ว่าท่านราชันมังกรจะสังกัดทำเนียบพิทักษ์ชาติ แต่ก็นับว่าเป็นทหารเหมือนกัน"
"เพราะงั้น พ่อเลยเดาว่า เมื่อก่อนคุณสวี่น่าจะเป็นทหารกล้าที่ผ่านการรบมาโชกโชน และต้องมีพื้นเพที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้น คงไม่มีทางเก่งกาจทั้งดนตรีและอักษรวิจิตรแบบนี้ได้หรอก ของพวกนี้ต้องได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กนะ"
โอวหยางหว่านเอ๋อร์พึมพำกับตัวเอง "ทหารกล้าผ่านศึกนับร้อยงั้นเหรอ ฟังดูห้าวหาญจังเลย"
"พ่อคะ ที่พ่อบอกว่าคุณสวี่มีพื้นเพไม่ธรรมดา งั้นเขาจะมาจากตระกูลที่ยิ่งใหญ่มากหรือเปล่าคะ" โอวหยางชิงเกอจับประเด็นนี้ได้ จึงเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย
โอวหยางอวิ๋นอี้ส่ายหน้า "เป็นไปไม่ได้หรอก พ่อเดาว่า อย่างมากคุณสวี่ก็น่าจะมาจากตระกูลชั้นรองระดับสองเท่านั้น ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ต้องมาเร้นกายเพียงเพราะไปล่วงเกินเซวียนหยวนชิงตี้หรอก"
"ถึงขั้นที่ว่า พ่อเดาว่าการที่คุณสวี่บอกว่าตัวเองไม่มีญาติพี่น้องเหลืออยู่บนโลกใบนี้แล้ว น่าจะเป็นเพราะฝีมือของตระกูลเซวียนหยวนด้วยซ้ำ"
ซี๊ด
ทันทีที่พูดประโยคนี้ออกไป แววตาของโอวหยางหว่านเอ๋อร์และโอวหยางชิงเกอก็ฉายแววหวาดกลัว
ตระกูลเซวียนหยวน ขั้วอำนาจเร้นกาย น่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ถึงกับทำลายตระกูลชั้นรองระดับสองได้อย่างง่ายดาย บีบบังคับให้ยอดฝีมือผู้บรรลุจุดสูงสุดสองแขนงต้องหลบซ่อนตัวจากโลกภายนอก
"ฉันเข้าใจแล้ว" โอวหยางหว่านเอ๋อร์พูดอย่างตื่นเต้นจนแทบจะกระโดด "คุณสวี่ต้องแบกรับความแค้นที่ต้องชำระด้วยเลือด แต่กลับไม่สามารถแก้แค้นได้ ก็เลยยอมจมปลักทรมานตัวเองอยู่แบบนี้ไงล่ะ"
"เฮ้อ นี่แหละคือความน่ากลัวของผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง" น้ำเสียงของโอวหยางอวิ๋นอี้แฝงไปด้วยความรู้สึกไร้หนทาง
โอวหยางชิงเกอหันหน้าไปมองทางร้านเล็ก
เป็นเพราะถูกตระกูลเซวียนหยวนฆ่าล้างตระกูลงั้นเหรอ
แบกรับความแค้นที่ต้องชำระด้วยเลือดแต่ไม่สามารถล้างแค้นได้ เพียงเพราะศัตรูแข็งแกร่งเกินไป ก็เลยยอมจมปลักเสื่อมโทรมอยู่แบบนี้งั้นเหรอ
วินาทีนี้ เธอเงียบงันไป สาบานในใจว่า หากชาตินี้มีโอกาส เธอจะพยายามตะเกียกตะกายขึ้นไป เพื่อให้สักวันหนึ่งสามารถแก้แค้นแทนคุณสวี่ได้ ไม่ใช่เพื่ออะไรอื่น แต่เพื่อบุญคุณเมื่อ 10 ปีก่อน และบุญคุณอันยิ่งใหญ่ที่มอบเพลงให้ เธอต้องทำแบบนี้ให้ได้
ทั้งสี่คนกลับมายังจุดที่พวกเขาเพิ่งจากมา
"ผู้นำตระกูลโอวหยาง บารมีของยอดฝีมือเป็นยังไงบ้าง เมื่อครู่นี้ฉันเหมือนได้ยินคุณพูดอะไรเกี่ยวกับจุดสูงสุดสองแขนงนะ" ปรมาจารย์ด้านดนตรีที่คุกเข่าอยู่บนพื้น รีบถามขึ้นมา
"ใช่แล้ว วันนี้โอวหยางอวิ๋นอี้อย่างผม ได้เห็นบารมีของยอดฝีมือกับตา ต่อให้ตายก็ไม่เสียดายแล้วล่ะครับ"
"บนโลกนี้ ถึงกับมีตัวตนที่บรรลุจุดสูงสุดสองแขนงทั้งด้านดนตรีและอักษรวิจิตรอยู่ด้วย ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ"
โอวหยางอวิ๋นอี้พูดยิ้มๆ
ซี๊ด
ปรมาจารย์ทั้ง 8 สบตากัน แววตาของพวกเขาล้วนสะท้อนความตกตะลึงอย่างสุดซึ้ง
เป็นจุดสูงสุดสองแขนงจริงๆ พวกเขาไม่ได้ฟังผิด
"น่าเสียดาย ที่ก่อนหน้านี้มีบางคนปากพล่อย ไปล่วงเกินยอดฝีมือเข้า ชาตินี้ก็คงไม่มีบุญได้เห็นหน้าแล้วล่ะครับ" โอวหยางอวิ๋นอี้โยนประโยคจิกกัดออกมาลอยๆ
คำพูดนี้ พลังทำลายล้างเป็นศูนย์ แต่ความอัปยศนั้นพุ่งปรี๊ด
ปรมาจารย์ทั้ง 8 รู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ทันที
"พวกเรากลับกันเถอะ"
โอวหยางอวิ๋นอี้โบกมือ นำคนของเขาเดินจากไป
ปรมาจารย์ทั้ง 8 มองหน้ากันไปมา สีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด
"แล้วจะเอาไงต่อดี" ปรมาจารย์คนหนึ่งกัดฟันถาม
พวกเขาตาแก่พวกนี้ แทบจะคุกเข่าต่อไม่ไหวแล้ว
"ตอนนี้ พวกเราคงต้องใช้วิธีอ้อมๆ แล้วล่ะ ในเมื่อยอดฝีมือในร้านเล็กไม่ยอมพบพวกเรา งั้นก็ต้องหาวิธีอื่น"
"วิธีอะไรล่ะ พวกเราไปล่วงเกินยอดฝีมือเข้านะ เฮ้อ"
"มีสิ แจ้งข่าวไปหาพวกปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ด้านอักษรวิจิตรที่พวกนายสนิทด้วยซะ บอกไปว่าที่หมู่บ้านไฉ่อวิ๋นแห่งนี้ มียอดฝีมือระดับจุดสูงสุดด้านอักษรวิจิตรอยู่ ถึงตอนนั้น พวกเขาจะต้องแห่กันมาแน่ๆ พวกเราก็ฉวยโอกาสนี้ตีเนียนตามเข้าไปขอพบยอดฝีมือ แล้วค่อยหาทางขอโทษอีกที ต่อหน้าคนตั้งมากมายขนาดนั้น ยอดฝีมือก็คงไม่กล้าเอาผิดพวกเราหรอก"
"วิธีนี้ดีเลย"
ปรมาจารย์ทั้ง 8 มองไปยังร้านเล็ก แววตาเป็นประกายด้วยความเจ้าเล่ห์ การบีบบังคับทางศีลธรรมแบบนี้ พวกเขาถนัดที่สุดเลยล่ะ