- หน้าแรก
- เตาหลอมมรรคา กลืนโลหิตสยบสวรรค์
- บทที่ 42 - ธิดาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 42 - ธิดาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 42 - ธิดาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 42 - ธิดาศักดิ์สิทธิ์
แม่ทัพใหญ่วายุอัสนีเงยหน้าขึ้นและถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
เมื่อได้รับคำตอบยืนยัน แววตาประหลาดใจของเขาก็ยิ่งฉายชัด
เขารู้จักหลานชายคนนี้ดี
แม้ปกติจะดูทำตัวเหลาะแหละ ทว่าลึกๆ แล้วเป็นคนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี
"ท่านแม่ทัพใหญ่ บางทีอาจเป็นเพราะฉู่เจวี๋ยเคยช่วยชีวิตหัวหน้าหมวดเย่อวี่ในภารกิจซุ่มโจมตีคราวก่อนกระมังขอรับ" คนสนิทเอ่ยแสดงความเห็น
เย่เอี๋ยนเฉิงส่ายหน้ายิ้มๆ เขาลุกขึ้นยืนเดินไปหยุดอยู่หน้าแผนที่สนามรบ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
"ข้ารู้จักนิสัยเจ้าเด็กเย่อวี่ดี มันเป็นพวกหัวดื้อ หากมีแค่บุญคุณช่วยชีวิต ไม่มีทางทำให้มันยอมลดตัวลงไปเป็นลูกน้องใครหรอก ดูท่าท่านโหวจอมน้อยผู้นี้คงจะมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนไม่เบาเลยนะ"
ก่อนหน้านี้เขาเอาแต่พลิกอ่านแฟ้มประวัติของฉู่เจวี๋ย
ภายในบันทึกเรื่องราววีรกรรมต่างๆ ของฉู่เจวี๋ยตั้งแต่เข้าค่ายนักโทษประหาร รวมถึงรายงานข่าวกรองบางส่วนที่ส่งตรงมาจากนครหลวงไท่อัน
เขาต้องการใช้ข้อมูลของฉู่เจวี๋ยเพื่อประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในราชสำนักยามนี้
บัดนี้เมื่อได้ยินว่าเย่อวี่ยอมจำนนไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของฉู่เจวี๋ย เขาก็ยิ่งมองฉู่เจวี๋ยในแง่ดีมากขึ้น
"เรื่องของเย่อวี่ก็ปล่อยมันไปเถอะ แล้วเรื่องที่ข้าให้เจ้าไปสืบล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง" แววตาของเขาเริ่มลึกล้ำขึ้น
คนสนิทขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบ
"สืบได้ความกระจ่างแล้วขอรับ รอบตัวฉู่เจวี๋ยมีคนแอบจับตาดูอยู่จริงๆ"
"ก่อนหน้านี้ มีนักโทษประหารกลุ่มหนึ่งถูกส่งตัวเข้าค่ายตามหลังฉู่เจวี๋ยมาติดๆ ในจำนวนนั้นมีสามคนที่ถูกฉู่เจวี๋ยสังหารทิ้ง จากการตรวจสอบพบว่า นักโทษประหารสามคนนี้แฝงตัวเข้ามาด้วยเจตนาร้าย และเบาะแสทั้งหมดชี้ไปที่...เจ้าพระยาพิทักษ์ทักษิณซือหม่าเจ๋อขอรับ"
เย่เอี๋ยนเฉิงแค่นเสียงหัวเราะ
"ซือหม่าเจ๋อ ไอ้คนใจแคบเอ๊ย หากไม่ใช่เพราะบารมีบรรพบุรุษคุ้มหัวอยู่ล่ะก็..."
เขาส่ายหน้าเบาๆ หลังจากสืบเรื่องนี้ เขาก็รู้แล้วว่าเจ้าพระยาสุริยันเดือดฉู่เย่าหยางถูกเจ้าพระยาพิทักษ์ทักษิณและเจ้าพระยาศรโลหิตร่วมมือกันใส่ร้าย ส่วนเรื่องการห้ำหั่นทางการเมืองที่ลึกซึ้งกว่านั้น ตัวเขาอยู่ไกลถึงชายแดนย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้ทั้งหมด
เย่เอี๋ยนเฉิงเอ่ยเสียงเรียบ
"ต่อไปอย่าให้เกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้นในกองทัพวายุอัสนีอีก ข้าเย่เอี๋ยนเฉิง หากแม้แต่ชีวิตของทหารใต้บังคับบัญชายังปกป้องไว้ไม่ได้ จะคู่ควรเป็นแม่ทัพใหญ่ได้อย่างไร"
น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยรังสีสังหาร
คนสนิทมองด้วยสายตาเทิดทูน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ
"ท่านแม่ทัพใหญ่ ยังมีอีกขุมกำลังหนึ่งที่คอยจับตาดูฉู่เจวี๋ยอยู่ ทว่าดูเหมือนจะไม่มีเจตนาร้ายขอรับ"
เย่เอี๋ยนเฉิงเลิกคิ้ว
"มาจากที่ใด"
"นครหลวงไท่อัน กรมโหรหลวงขอรับ"
"กรมโหรหลวงหรือ"
เย่เอี๋ยนเฉิงใจสั่นสะท้าน
เขาหวนนึกถึงคำทำนายของกรมโหรหลวงเมื่อสิบแปดปีก่อน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำเอานครหลวงสั่นสะเทือน เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ ตอนนั้นเขายังไม่ได้เป็นแม่ทัพใหญ่วายุอัสนี แต่ก็พอจะได้ยินเรื่องราวมาบ้าง
"ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าตระกูลฉู่ไปขัดแย้งอะไรกับกรมโหรหลวง"
เย่เอี๋ยนเฉิงลังเลใจ ก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะ แล้วเปิดแฟ้มประวัติของฉู่เจวี๋ยหน้าสุดท้ายขึ้นมา
บนหน้ากระดาษเขียนไว้ชัดเจนว่า
[มารดาของฉู่เจวี๋ยเย่หนานชิวและพี่สาวฉู่อวิ๋นซี เดิมทีต้องถูกส่งตัวเข้าหอนางโลมหลวง ทว่าภายหลังถูกพาตัวเข้าไปในกรมโหรหลวง]
"หรือว่าจะเป็นมิตร ไม่ใช่ศัตรู"
เย่เอี๋ยนเฉิงรู้สึกสับสนไปชั่วขณะ
เขาไม่แน่ใจนักว่าควรจะรับมือกับเรื่องนี้ด้วยท่าทีเช่นไร
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสาดประกายดุดันเยียบเย็น
"ผู้ใดกัน"
ภายในกระโจมบัญชาการ ร่างในชุดคลุมดำผู้หนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามา คนสนิทของแม่ทัพตกตะลึงสุดขีด ชี้นิ้วไปที่ร่างชุดคลุมดำหมายจะตะโกนเรียกทหาร ทว่าจู่ๆ ก็ตาเหลือกและล้มพับสลบเหมือดไปกับพื้น
ทั่วร่างของเย่เอี๋ยนเฉิงมีพลังอาคมไหลเวียน สายตาเย็นชาจ้องเขม็งไปที่ผู้มาเยือน
ร่างชุดคลุมดำโบกมือพร้อมเอ่ยกลั้วหัวเราะ
"ท่านแม่ทัพใหญ่เย่ โปรดอย่าระคายเคืองไปเลย"
"คนของกรมโหรหลวง ช่างบังอาจนักนะ" เย่เอี๋ยนเฉิงแค่นเสียงเย้ยหยัน
ร่างชุดคลุมดำชะงักไปเล็กน้อย
"ท่านแม่ทัพใหญ่เย่เก่งกาจสมคำร่ำลือ สติปัญญาเฉียบแหลมยิ่งนัก"
เขาไม่นึกเลยว่าเย่เอี๋ยนเฉิงจะดูออกถึงตัวตนของเขาได้ในพริบตา
ความก้าวร้าวลดฮวบลงไปในทันที
"มีธุระอันใด"
ร่างชุดคลุมดำแสดงท่าทีนอบน้อมขึ้นเล็กน้อย
"อีกไม่กี่วันข้างหน้า ธิดาศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราจะมีจดหมายส่งมาถึงฉู่เจวี๋ย รบกวนท่านแม่ทัพใหญ่ช่วยเป็นธุระส่งมอบให้เขาด้วย"
ร่างกายของเย่เอี๋ยนเฉิงแข็งทื่อ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยระคนตื่นตะลึง
...
ณ หมวดที่สามแห่งกองพันวายุคลั่ง
เย่อวี่ทำงานได้รวดเร็วยิ่งนัก
บัดนี้ทั้งเขาและหมีเถื่อนต่างก็เข้ามาอยู่ใต้บังคับบัญชาของฉู่เจวี๋ยอย่างเป็นทางการแล้ว
นี่คือข่าวดีสำหรับฉู่เจวี๋ย
ลูกน้องร้อยกว่าคนในสังกัด ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่คุ้นเคยกันดี การฝึกฝนปรับตัวเพียงเล็กน้อยก็สามารถดึงพลังรบอันแข็งแกร่งออกมาได้แล้ว
"คารวะท่านนายร้อย"
หมีเถื่อนและเย่อวี่ต่างนำทหารในหมวดของตนมารายงานตัว ทุกคนมองมาด้วยสายตาเทิดทูน
แม้ฉู่เจวี๋ยจะยังไม่บรรลุระดับอาชาควบ ทว่าพลังฝีมือกลับเหนือล้ำกว่าระดับอาชาควบทั่วไป ทุกคนล้วนยินดีปรีดาที่ได้นายร้อยผู้เก่งกาจเช่นนี้มาเป็นผู้นำ
สายตาของฉู่เจวี๋ยกวาดมองไปรอบๆ ทุกคนต่างยืดอกตั้งตรงโดยสัญชาตญาณ
"ดีมาก ขอให้พวกเราพี่น้อง ร่วมสร้างความดีความชอบในสนามรบไปด้วยกัน"
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดุดัน ทว่าความมั่นใจอันเปี่ยมล้นที่แฝงอยู่ก็เพียงพอที่จะปลุกปั่นขวัญกำลังใจของทุกคนได้
"ร่วมสร้างความดีความชอบในสนามรบ"
เสียงคำรามดังกึกก้อง สะเทือนไปถึงหน่วยอื่นๆ จนต้องหันมามอง
"เอาล่ะ ตอนนี้ เริ่มการฝึกซ้อมและปรับขบวนทัพได้"
ทุกคนล้วนตระหนักดีว่า การยอมหลั่งเหงื่อในวันนี้ ย่อมดีกว่าไปทิ้งชีวิตเอาไว้ในสนามรบ
เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน กองทัพก็จะเคลื่อนพลออกศึกแล้ว
ทุกคนต่างมีจิตใจฮึกเหิมและตื่นเต้น
สงครามที่แม่ทัพใหญ่เย่ลงมาปลุกระดมด้วยตนเองเช่นนี้ ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก
ฉู่เจวี๋ยเฝ้าสังเกตการประสานงานของค่ายกลทหารทั้งร้อยนาย
เขานำภาพที่เห็นไปจำลองในหัวโดยใช้แก่นโลหิตในเตาหลอมคอยช่วยวิเคราะห์หาจุดบกพร่องและช่องโหว่ ก่อนจะสั่งการปรับปรุงแก้ไขอย่างรวดเร็ว
นี่คือความมหัศจรรย์ของค่ายกลทหารแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย
ทหารห้าคนรวมเป็นหนึ่งหมู่ย่อย ถือเป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของค่ายกล
จากนั้นแต่ละหมู่ย่อยก็สามารถประสานงานร่วมกัน ถักทอขยายใหญ่ขึ้นไปเป็นกองทัพเรือนแสน หรือกระทั่งกองทัพนับล้าน หากทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก็จะไร้ซึ่งจุดอ่อนใดๆ
ทว่านั่นก็ต้องอาศัยทักษะการเป็นผู้นำทัพที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน
เวลานี้
เมื่อฉู่เจวี๋ยคอยปรับปรุงค่ายกลอยู่อย่างต่อเนื่อง
เหล่าทหารก็เริ่มประหลาดใจ
พวกเขาพบว่า จู่ๆ ตัวเองก็ประสานงานกับเพื่อนทหารร่วมรบได้เข้าขากันอย่างน่าประหลาด การรุกและรับราบรื่นไร้รอยต่อ มีความสมบูรณ์แบบอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
สายตาที่พวกเขามองฉู่เจวี๋ยยิ่งทวีความเลื่อมใส
เย่อวี่แอบสะใจในใจ
"ท่านนายร้อยฉู่ยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ ติดตามเขาไป รับรองว่ามีแต่ความเจริญก้าวหน้า"
เหล่าทหารยิ่งตั้งใจฝึกซ้อมกันอย่างแข็งขัน
แน่นอน
นอกจากการฝึกฝนค่ายกลทหารแล้ว เหล่าทหารก็จะหาเวลาไปฝึกฝนวิชายุทธ์ส่วนตัวด้วย
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
ทหารสองหมวดภายใต้การนำของฉู่เจวี๋ยประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆ
การรุกและถอยเป็นระบบระเบียบ ด้วยการปรับแต่งของฉู่เจวี๋ย บัดนี้ต่อให้ไม่นับรวมพลังรบของฉู่เจวี๋ยเข้าไป ทหารสองหมวดนี้ก็สามารถรับมือกับศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าตนเองถึงสองเท่าได้อย่างสบายๆ
ทำให้ทุกคนยิ่งศรัทธาในตัวฉู่เจวี๋ยอย่างหมดหัวใจ
และที่น่าพูดถึงก็คือ
ในช่วงเวลานี้ ฉู่เจวี๋ยยังพาทหารทั้งสองหมวดในสังกัดไปร่วมฝึกซ้อมใหญ่กับกองทหารทั้งหน่วยที่สามด้วย
หลังจากหลัวเหยียนได้เลื่อนขั้นเป็นนายกองพันแล้ว
เขาก็ได้คุมทั้งหน่วยที่สามและหน่วยที่สี่
ส่วนนายกองคนใหม่ของหน่วยที่สามเป็นชายหูแหว่งนามว่าเหมียวชวน เขาไม่ได้วางท่าทีเป็นเจ้านายข่มฉู่เจวี๋ยเลยแม้แต่น้อย กลับให้ความเคารพฉู่เจวี๋ยอย่างมากเสียด้วยซ้ำ
ขอเพียงไม่โง่เขลา ทุกคนย่อมดูออกว่าฉู่เจวี๋ยมีอนาคตที่รุ่งโรจน์รออยู่
อย่างน้อยที่สุด ตำแหน่งของเขาในอนาคตก็ต้องสูงกว่านายกองอย่างแน่นอน
...
เวลาล่วงเลยไป
บรรยากาศทั่วทั้งกองทัพวายุอัสนียิ่งทวีความตึงเครียดและเข้มข้นขึ้น
ทุกคนล้วนทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อม เฝ้ารอวันที่กองทัพจะเคลื่อนพล
เหนือค่ายทหาร มีเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังกึกก้องอยู่ทุกวี่วัน
วันหนึ่ง
พลบค่ำ
ฉู่เจวี๋ยยิงกระบวนท่าดาวเก้าดวงเรียงร้อย เจาะทะลุเป้าธนูที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความปีติ
เคล็ดธนูวายุเก้าวิถี ขอบเขตขั้นสมบูรณ์
นี่คือวิชายุทธ์วิชาที่สองที่เขาฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว
เขาพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด เพื่อข่มความกระสับกระส่ายในใจ
มาถึงจุดนี้
ระดับพลังฝีมือของเขาได้ดำเนินมาถึงคอขวดแล้ว
"หวังว่าศึกครั้งนี้ จะสร้างความดีความชอบได้มากพอ ถึงตอนนั้น จะได้ไปแลกวิชายุทธ์แท้จริงระดับสูงในส่วนที่ใช้เปิดขุมพลังช่วงหลอมรวมพละกำลังที่ฝ่ายพัสดุได้เสียที"
เขาสืบข่าวมาอย่างถ่องแท้แล้ว
ที่ฝ่ายพัสดุมีให้แลกอย่างแน่นอน
...
วันรุ่งขึ้น
ซึ่งเป็นวันที่ห้าหลังจากการประลองใหญ่ในกองทัพสิ้นสุดลง
ฉู่เจวี๋ยตั้งใจจะพาลูกน้องออกไปฝึกซ้อมต่อ
ทว่าเสียงแตรเขาสัตว์ก็ดังกังวานขึ้นเสียก่อน
ตามด้วยเสียงตะโกนดังกึกก้องดุจสายฟ้าฟาดเหนือค่ายทหาร
"ทหารทุกนายจงฟัง รวมพล"
สงคราม กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
[จบแล้ว]