- หน้าแรก
- เตาหลอมมรรคา กลืนโลหิตสยบสวรรค์
- บทที่ 24 - สัญญาณขอความช่วยเหลือ
บทที่ 24 - สัญญาณขอความช่วยเหลือ
บทที่ 24 - สัญญาณขอความช่วยเหลือ
บทที่ 24 - สัญญาณขอความช่วยเหลือ
ภายในป่ายังคงเงียบสงัด
แต่คราวนี้ไม่ต้องรอนาน ก็เห็นเงาร่างคนกลุ่มหนึ่งกำลังเข็นรถเสบียงมาแต่ไกล
ฉู่เจวี๋ยขมวดคิ้ว
"หรือว่าพวกมันจะไหวตัวทัน? หรือว่าได้ข่าวเรื่องขบวนเสบียงถูกซุ่มโจมตีจากช่องทางอื่นแล้ว?"
เขาสังเกตเห็นว่า ทหารกลุ่มนี้มีท่าทีระแวดระวังตัวมาก พวกมันทิ้งระยะห่างกันพอสมควร และสายตาก็คอยกวาดมองไปตามป่าเขาข้างทางตลอดเวลา ราวกับกำลังระวังการถูกลอบโจมตี ซึ่งแตกต่างจากขบวนเสบียงกลุ่มก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ฉู่เจวี๋ยกับเย่อวี่สบตากัน ทั้งคู่ต่างก็เห็นความตึงเครียดในแววตาของอีกฝ่าย
"เป็นไปได้มากว่ากลุ่มซุ่มโจมตีกลุ่มอื่นอาจจะปล่อยให้มีคนรอดไปได้ ข่าวเลยรั่วไหล!"
จะลุยหรือไม่ลุยดี?
ขบวนเสบียงแดนเหนือเข้ามาใกล้ทุกที เย่อวี่เริ่มลังเล
ในเมื่อศัตรูระวังตัวขนาดนี้ การซุ่มโจมตีก็คงไม่ได้ผลเท่าที่ควร งานนี้คงเป็นศึกหนักแน่ๆ
เขาหันไปมองฉู่เจวี๋ยตามสัญชาตญาณ แต่ก็เห็นเด็กหนุ่มยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เย่อวี่ส่งสายตาเป็นเชิงถาม ฉู่เจวี๋ยทำเพียงแค่ยกคันธนูเหล็กหล่อในมือขึ้นเล็กน้อยเพื่อเป็นการตอบรับ เย่อวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น
จากนั้น เขาก็สับมือลงอย่างแรง
"ฆ่า!!!"
สิ่งที่เร็วกว่าเสียงตะโกนของเย่อวี่ก็คือลูกธนูของฉู่เจวี๋ย
ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศราวกับดาวตก เจาะทะลุคอหอยของหัวหน้าหมู่ย่อยแดนเหนือคนหนึ่งในพริบตา
ตามติดมาด้วยห่าฝนลูกธนูที่ยิงหนาแน่นจากทหารต้าเซี่ย จากการต่อสู้ครั้งก่อน พวกเขาแย่งชิงคันธนูมาได้เพียบ คราวนี้เลยแทบจะมีธนูกันทุกคน ไม่สนว่าฝีมือยิงจะห่วยแค่ไหนก็ขอดึงสายง้างธนูยิงออกไปก่อน แน่นอนว่าความแม่นยำของทหารส่วนใหญ่มันค่อนข้างจะห่วยแตก พลังข่มขวัญมันเลยมีมากกว่าพลังทำลายล้างซะอีก
"ศัตรูบุก! ระวังตัว!"
หัวหน้าหมวดแดนเหนือตะโกนลั่น
ลูกธนูที่ดูเหมือนจะยิงมาเป็นห่าฝน เอาเข้าจริงๆ นอกจากลูกธนูของฉู่เจวี๋ยที่ปลิดชีพหัวหน้าหมู่ย่อยไปได้หนึ่งคนแล้ว ลูกธนูที่เหลือก็ฆ่าศัตรูไปได้แค่สี่ห้าคนเท่านั้น ไม่ได้สร้างความเสียหายหนักหนาอะไรเลย
ทหารแดนเหนือเตรียมพร้อมอยู่แล้ว พวกมันจึงตอบสนองอย่างรวดเร็ว รีบคว้าธนูมายิงสวนกลับทันที
ในพริบตาเดียว
ทั้งสองฝ่ายก็ยิงธนูตอบโต้กันไปมา
หลังจากการดวลธนูกันสองระลอก ก็ถึงคิวของการต่อสู้ระยะประชิด ด้วยความเร็วของเหล่านักสู้ การวิ่งเข้าปะทะกันจึงเกิดขึ้นเร็วมาก
"ไอ้หมาต้าเซี่ยขี้ขลาด เข้ามาเลย!" หัวหน้าหมู่ย่อยแดนเหนือคนหนึ่งตะโกนด่า
ฟิ้ว!
ลูกธนูเจาะเกราะพุ่งทะลุแผ่นไม้บางๆ ของรถเข็นล้อเดียว เสียบเข้าที่เบ้าตาของมันอย่างจัง เสียงร้องโหยหวนดังก้องชวนขนลุก ก่อนจะค่อยๆ แผ่วลง
ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกโล่งใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนก็พรั่งพรูขึ้นมาในใจของฉู่เจวี๋ย
[30/30]!
เป้าหมาย สำเร็จแล้ว!
ตั้งแต่ถูกส่งตัวมาที่ค่ายนักโทษประหาร นี่คือเป้าหมายเดียวที่เขาตั้งเป้าไว้โดยไม่กล้าหย่อนยานแม้แต่วินาทีเดียว เพราะมีเพียงการหลุดพ้นจากค่ายนักโทษประหารเท่านั้น เขาถึงจะมีสิทธิ์มองไปถึงอนาคตข้างหน้าได้ และตอนนี้ เขาทำมันสำเร็จแล้ว
หลังจากนี้ ขอแค่เขารอดชีวิตกลับไปถึงค่ายทหารวายุอัสนี เขาก็จะหลุดพ้นจากสถานะนักโทษประหาร และโบยบินเป็นอิสระเสียที
เขาเม้มริมฝีปากแน่น กลิ่นอายรอบตัวก็ดูเปลี่ยนไป
"ไปฆ่าไอ้หมาต้าเซี่ยนั่นซะ!"
หัวหน้าหมวดแดนเหนือสังเกตเห็นการมีอยู่ของฉู่เจวี๋ย มันตะโกนสั่งการด้วยความโกรธแค้น
นักแม่นธนูระดับนี้ ในสงครามขนาดย่อมแบบนี้ ถือเป็นตัวตนระดับยมทูตเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่รีบจัดการ มันสามารถเปลี่ยนทิศทางของสงครามได้ง่ายๆ เลย
แต่เย่อวี่ก็ไม่ใช่คนโง่
เขาจัดกำลังทหารหนึ่งหมู่ให้คอยคุ้มกันฉู่เจวี๋ยไว้แล้ว ทหารพวกนี้แสยะยิ้มพุ่งออกไปขวางหน้าทหารแดนเหนือเอาไว้ หมีเถื่อนที่ปะปนอยู่ในกลุ่มนั้นก็ทำตัวบ้าคลั่งราวกับหมีป่า ดวงตากลมโตของมันจ้องเขม็ง มันตั้งปณิธานไว้แล้วว่า ใครหน้าไหนคิดจะเข้าใกล้ฉู่เจวี๋ย ก็ต้องข้ามศพมันไปก่อน
ฉู่เจวี๋ยมีสีหน้าเรียบเฉย
ลูกธนูแต่ละดอกพุ่งเจาะทะลุร่างของทหารแดนเหนืออย่างแม่นยำ
แต่ตอนนี้เขาฆ่าครบสามสิบคนแล้ว ต่อให้ฆ่าเพิ่มก็ไม่มีประโยชน์อะไร เขาเลยจงใจเหลือลมหายใจไว้ให้ศัตรู เพื่อให้ทหารคนอื่นเป็นคนปิดฉากและรับผลงานไป
หมีเถื่อนก็ได้รับการดูแลเป็นพิเศษเช่นกัน
ระหว่างที่เขากำลังต่อสู้อย่างดุเดือด จู่ๆ ก็มีลูกธนูพุ่งมาเสียบทะลุขาของศัตรูที่อยู่ตรงหน้าเขา
หมีเถื่อนไม่ยอมปล่อยโอกาสทองให้หลุดมือ เขาตวัดดาบฟันคอหัวหน้าหมู่ย่อยแดนเหนือคนนั้นจนขาดสะบั้น เขาแอบงงนิดๆ ว่าทำไมนักสู้ระดับหลอมกระดูกถึงได้ฆ่าง่ายฆ่าดายแบบนี้นะ?
เมื่อหันไปมอง เขาก็เห็นฉู่เจวี๋ยพยักหน้าให้เบาๆ
เขารู้สึกขอบคุณจากใจจริง
นี่ลูกพี่กำลังป้อนผลงานให้เขาอยู่ชัดๆ
ตอนนี้ฉู่เจวี๋ยบรรลุเป้าหมายแล้ว คิวต่อไปก็คือหมีเถื่อน
ก่อนหน้านี้หมีเถื่อนฆ่าไปแล้วยี่สิบห้าคน ตอนซุ่มโจมตีครั้งแรกก็ฆ่าไปอีกสอง ขาดอีกแค่สามคนก็จะบรรลุเป้าหมายสามสิบคนเหมือนกัน
หมีเถื่อนตื่นเต้นสุดๆ เขาไม่เคยรู้สึกว่าอิสรภาพมันอยู่ใกล้แค่เอื้อมขนาดนี้มาก่อนเลย
เขาอยู่ในค่ายนักโทษประหารมานานมาก เห็นคนถูกส่งเข้ามาแล้วก็ตายจากไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าจนเริ่มจะชินชา ขนาดคนที่คิดว่าน่าจะรอดออกไปได้ สุดท้ายก็มาตายตอนจบซะเยอะแยะ
แต่ตอนนี้... เขาก้าวขาข้างหนึ่งออกจากค่ายนักโทษประหารแล้ว!
หมีเถื่อนเบิกตากว้าง เก็บความซาบซึ้งไว้ในใจ แล้วแผดเสียงคำรามพุ่งเข้าใส่ศัตรูต่อ
ตาชั่งแห่งชัยชนะเริ่มเอนเอียงมาทางฝั่งต้าเซี่ยเรื่อยๆ
ดีไม่ดี การต่อสู้ครั้งนี้อาจจะง่ายกว่าตอนซุ่มโจมตีครั้งแรกซะอีก
เพราะฉู่เจวี๋ยที่ถือคันธนูเหล็กหล่ออยู่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว
ลูกธนูแต่ละดอกเจาะทะลุร่างทหารแดนเหนืออย่างแม่นยำแทบไม่พลาดเป้าเลย การมีอยู่ของเขาทำให้ทหารต้าเซี่ยได้รู้ซึ้งถึงคำว่า 'การยิงกดดันจากระยะไกล' ว่ามันเป็นยังไง เมื่อก่อนตอนสู้กับพวกแดนเหนือ ฝั่งต้าเซี่ยมักจะเสียเปรียบเรื่องการโจมตีระยะไกลมาตลอด ต้องอาศัยชุดเกราะกับกำลังกายบุกทะลวงเข้าไปทื่อๆ
แต่ตอนนี้ นักแม่นธนูอยู่ฝั่งพวกเขานี่ไง!
ทหารแดนเหนือล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
ฉู่เจวี๋ยมีแก่นโลหิตคอยช่วยเสริมพลัง ทำให้เขามองภาพรวมของสนามรบได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทุกครั้งที่ทหารต้าเซี่ยตกอยู่ในอันตราย ลูกธนูของเขาก็จะพุ่งไปช่วยได้ทันท่วงทีเสมอ
แถมเขายังไม่ต้องกังวลเรื่องหมดแรงเหมือนนักธนูคนอื่นๆ เขายิงลูกแล้วลูกเล่าราวกับมีพละกำลังไม่มีวันหมด
เย่อวี่ถึงกับอึ้งไปเลย
เขาไม่คิดเลยว่าฉู่เจวี๋ยจะโหดได้ขนาดนี้ ตอนนี้เขารู้สึกเสียดายสุดๆ ถ้าก่อนหน้านี้เขาถามไถ่ให้ละเอียดกว่านี้ แล้วให้ธนูกับฉู่เจวี๋ยตั้งแต่ตอนซุ่มโจมตีครั้งแรก การต่อสู้มันคงจะง่ายกว่านี้เยอะ
เขาหัวเราะลั่นมองขึ้นฟ้า
"ฆ่ามัน!"
หน้าที่ของเขาคือต้องพัวพันหัวหน้าหมวดแดนเหนือเอาไว้ให้แน่น ตอนนี้ขวัญกำลังใจทหารต้าเซี่ยพุ่งปรี๊ด เขาก็เริ่มเป็นฝ่ายกดดันอีกฝ่ายได้แล้ว แต่จากบทเรียนเรื่องความประมาทครั้งก่อน ครั้งนี้เขาจึงเน้นตั้งรับและโจมตีอย่างระมัดระวัง
การต่อสู้ใกล้จะจบลงเต็มที
เมื่อหัวหน้าหมู่ระดับหล่อเลี้ยงโลหิตหลายคนเคลียร์ศัตรูของตัวเองเสร็จแล้วเข้ามารุมช่วย จุดจบของฝั่งแดนเหนือก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
ฉู่เจวี๋ยแทบไม่ต้องงัดเคล็ดธนูวายุเก้าวิถีออกมาใช้เลย เขาแค่ยืนง้างธนูเล็งจากที่ไกลๆ พอยิงขู่ไปสองสามดอกแล้วก็แกล้งทำเป็นง้างค้างไว้ แค่นี้ก็ทำให้หัวหน้าหมวดแดนเหนือขยับตัวลำบากแล้ว การมีนักแม่นธนูคอยเล็งเป้าอยู่แบบนี้มันเหมือนมีหนามยอกอกชัดๆ
ไม่นานนัก
ก็มีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น หัวหน้าหมวดแดนเหนือถูกเย่อวี่ฟันตายคาที่
แม้ฉู่เจวี๋ยจะอยากได้แก่นโลหิตจากนักสู้ระดับหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในใจแทบขาด แต่เขาก็ไม่ได้ยิงซ้ำ ที่ก่อนหน้านี้เขายิงยอดฝีมือระดับหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในก็เพื่อช่วยชีวิตเย่อวี่ แต่ถ้าตอนนี้ขืนยิงซ้ำอีก มันจะเป็นการแย่งผลงานกันหน้าด้านๆ เลยทีเดียว
แต่เขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง การที่เขาช่วยเพื่อนร่วมรบฆ่าศัตรู เขาก็ได้รับแก่นโลหิตมาส่วนหนึ่งเหมือนกัน แม้จะไม่ได้เยอะเท่ากับตอนที่ลงมือฆ่าเอง แต่มันก็เยอะกว่าแก่นโลหิตที่ลอยเคว้งอยู่รอบๆ ตัว
การค้นพบนี้ทำให้ฉู่เจวี๋ยได้คิด
"หรือว่าแก่นโลหิตจากเตาหลอมมันจะเกี่ยวกับเรื่องกรรมหรือสายใยความผูกพันจริงๆ? ถ้าฉันเป็นคนฆ่าศัตรูเอง ก็ถือว่าสร้างกรรมร่วมกันเต็มๆ ถ้าช่วยฆ่า กรรมก็ลดลงมาหน่อย ส่วนพวกที่ตายอยู่รอบๆ โดยที่ฉันไม่ได้ลงมือเลย ก็อาจจะแค่มีกรรมผูกพันกันนิดหน่อยเพราะอยู่ในสนามรบเดียวกัน..."
เขาสันนิษฐานในใจ
เย่อวี่หัวเราะเสียงดัง เอามือปาดคราบเลือดบนหน้าออก อารมณ์ดีสุดๆ
"น้องฉู่ ยอดเยี่ยมมาก!"
เสียงของเขาดังก้องไปทั่วสนามรบ ทหารทุกคนมองฉู่เจวี๋ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งและซาบซึ้ง ในการต่อสู้ครั้งนี้ มีหลายคนที่ได้อานิสงส์จากลูกธนูขั้นเทพของฉู่เจวี๋ย บางคนถึงกับรอดตายมาได้เพราะเขา ถ้าไม่มีฉู่เจวี๋ย การต่อสู้ครั้งนี้คงจะหืดขึ้นคอแน่ๆ
ฉู่เจวี๋ยยิ้มตอบอย่างถ่อมตัว
"หัวหน้าหมวดเกรงใจไปแล้ว เป็นเพราะท่านบัญชาการได้ดีต่างหากขอรับ"
เขาพอใจกับผลลัพธ์ของศึกนี้มาก ทั้งเขาและหมีเถื่อนต่างก็ฆ่าศัตรูครบสามสิบคนแล้ว
เย่อวี่เดินก้าวยาวๆ เข้ามาหา สีหน้าดูไม่ค่อยพอใจนัก
"น้องฉู่ จะมาทำตัวห่างเหินทำไมกัน เลิกเรียกหัวหน้าหมวดได้แล้ว ถ้าไม่รังเกียจ เรียกข้าว่าพี่เย่ก็ได้"
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชม
การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เขาได้ประจักษ์ถึงฝีมือที่แท้จริงของฉู่เจวี๋ย เขารู้ดีว่าคนแบบนี้ไม่มีทางจมปลักอยู่ในค่ายนักโทษประหารตลอดไปหรอก อีกไม่นานก็คงได้หลุดพ้นจากสถานะนักโทษประหารและกลายมาเป็นทหารร่วมรบกัน ดีไม่ดีอาจจะแซงหน้าเขาไปเป็นเจ้านายเขาเลยก็ได้
นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปอีกครั้ง
หมีเถื่อนแอบเบิกตากว้าง เขาเพิ่งจะได้เห็นวิชาเปลี่ยนหน้ากากก็วันนี้นี่แหละ ตอนแรกเย่อวี่ยังทำหน้าบึ้งตึงเย็นชาอยู่เลย มาตอนนี้เรียกหัวหน้าเขาว่าน้องฉู่ซะสนิทสนมเชียว เขาแอบขำในใจและรู้สึกภูมิใจในตัวลูกพี่ของตัวเองสุดๆ
ฉู่เจวี๋ยว่านอนสอนง่าย เรียกอีกฝ่ายว่าพี่เย่ตามคำขอ ทำเอาเย่อวี่ยิ้มหน้าบานกว่าเดิม
"น้องฉู่ สนใจจะย้ายมาอยู่หน่วยที่หนึ่งของพวกเราไหม ข้าจะไปคุยกับท่านนายกองให้เอง!" เย่อวี่กระซิบถาม
ฉู่เจวี๋ยทำหน้าหนักใจ
"พี่เย่ เรื่องนี้คงจะยากหน่อย ใต้เท้านายกองหลัว..."
เขาแกล้งพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ให้เย่อวี่เอาไปคิดต่อเอง
เย่อวี่ชะงักไปนิดนึง ก่อนจะยิ้มขื่นออกมา
พอนึกถึงรังสีความโหดของนายกองหลัว เขาก็อดไม่ได้ที่จะขนลุก หมอนั่นคือคนจริงขาลุยที่แม้แต่นายกองของเขาเองยังไม่อยากจะไปตอแยด้วยเลย เขาเข้าใจแจ่มแจ้งทันทีว่า คนเก่งๆ แบบนี้ นายกองหลัวจะปล่อยให้หลุดมือไปได้ยังไง
เขาปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ และรู้เลยว่าหลังจากศึกนี้จบลง ฉู่เจวี๋ยกับหมีเถื่อนคงต้องถูกดึงตัวไปอยู่หน่วยที่สามแน่ๆ
เย่อวี่กลับมายิ้มแย้มเหมือนเดิม
"ไม่เป็นไรหรอก เอาไว้ว่างๆ เราพี่น้องค่อยมานั่งดริ้งค์กันก็ได้"
ฉู่เจวี๋ยพยักหน้ารับยิ้มๆ
จากนั้น ทั้งสองคนก็เริ่มคุยกันเรื่องงาน
"พี่เย่ ขบวนเสบียงของแดนเหนือกลุ่มนี้ดูเหมือนจะเตรียมตัวระวังภัยมาล่วงหน้านะ..." ฉู่เจวี๋ยกระซิบเตือน
เย่อวี่พยักหน้าหนักแน่น สีหน้าเคร่งเครียดขึ้น
"ข้าก็สังเกตเห็นเหมือนกัน ดูท่าทางข่าวคงจะรั่วไหลออกไปแล้วล่ะ คืนนี้เราจัดการขบวนเสบียงไปได้ตั้งสองกลุ่ม แถมคนของเราก็ตายไปแค่สิบกว่าคน ผลงานแค่นี้ก็ถือว่าชิ้นใหญ่พอแล้ว เราควรจะพอแค่นี้ดีกว่า"
เขารู้จักคำว่าพอเพียง ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าขืนดันทุรังไปต่อ เกิดไปโดนซุ่มโจมตีเข้าให้ ทุกอย่างที่ทำมาก็จะสูญเปล่าหมด
ฉู่เจวี๋ยเห็นด้วย
เขาก็อยากจะกลับแล้วเหมือนกัน
เป้าหมายในการหลุดพ้นจากค่ายนักโทษประหารก็สำเร็จแล้ว ต่อให้ฆ่าศัตรูเพิ่มก็ไม่ได้ผลงานอะไร เขาไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อแลกกับแก่นโลหิตแค่นิดเดียวหรอก
ทั้งสองคนสบตากันแล้วยิ้ม รู้สึกเหมือนใจตรงกัน
เย่อวี่เตรียมจะสั่งการให้ทุกคนถอนกำลัง
ทันใดนั้น
เสียงแหลมปรี๊ดก็ดังก้องแหวกความมืดมิดยามค่ำคืน
"ฟิ้ว!"
ทุกคนเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า เห็นพลุสีแดงเพลิงกำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กะระยะทางคร่าวๆ น่าจะห่างออกไปประมาณห้าลี้
สีหน้าของเย่อวี่เปลี่ยนเป็นย่ำแย่ทันที
"นั่นมันธนูส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือของกองทัพต้าเซี่ยนี่! มีกองกำลังของเราถูกซุ่มโจมตีงั้นเหรอ?"
[จบแล้ว]