- หน้าแรก
- เตาหลอมมรรคา กลืนโลหิตสยบสวรรค์
- บทที่ 19 - เพลงดาบสังหารโลหิตขั้นสูง
บทที่ 19 - เพลงดาบสังหารโลหิตขั้นสูง
บทที่ 19 - เพลงดาบสังหารโลหิตขั้นสูง
บทที่ 19 - เพลงดาบสังหารโลหิตขั้นสูง
แววตาของฉู่เจวี๋ยเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย
ตอนนี้จวนเจ้าพระยาสุริยันเดือดกำลังตกอยู่ในวังวน กลายเป็นลานประลองของขั้วอำนาจต่างๆ ไปแล้ว
แม้ท่านแม่และพี่สาวจะรอดพ้นจากหอนางโลมหลวงมาได้ แต่เขาก็กลัวว่าพวกนางจะหนีเสือปะจระเข้น่ะสิ
"ยังไงซะ กรมโหรหลวงก็ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยอะไรนักหรอก"
ที่เขาคิดแบบนี้ ก็เป็นเพราะเหตุการณ์พลิกผันครั้งใหญ่เมื่อสิบแปดปีก่อน ซึ่งเขาเพิ่งจะมาได้ยินจากปากท่านพ่อในภายหลัง
ตอนนั้น
มีโหรหลวงผู้หยั่งรู้ฟ้าดินคนหนึ่งแห่งกรมโหรหลวงได้ตรวจดูดวงดาวยามค่ำคืน และดันทำนายทายทักออกมาว่า องค์ฮ่องเต้อู่ทรงบกพร่องในคุณธรรม สวรรค์จึงลงทัณฑ์ ทำให้เหล่าองค์ชายต้องมีอันเป็นไปตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ต้องสวดมนต์ภาวนาทุกวันถึงจะล้างบาปกรรมนี้ได้
พอมีคำทำนายแบบนี้ออกมา ก็แทบจะพลิกแผ่นดินเลยทีเดียว
ฮ่องเต้อู่คือใครน่ะเหรอ?
พระองค์ทรงเด็ดขาดและเหี้ยมหาญมาตั้งแต่ยังหนุ่ม ขึ้นครองราชย์ตอนอายุสิบสี่ ก็ทรงจัดระเบียบราชสำนัก กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จากนั้นก็ทรงนำทัพปราบพวกอนารยชนแดนเหนือ สยบเผ่าปีศาจแดนใต้ แว่นแคว้นทะเลทรายตะวันตกและร้อยสำนักแดนกลางต่างก็ยอมศิโรราบ พลิกฟื้นความตกต่ำของราชวงศ์ต้าเซี่ยในอดีตให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
พสกนิกรต่างเคารพรัก ขุนนางน้อยใหญ่ต่างยำเกรง ทุกคนต่างยกย่องว่าพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถดั่งปฐมกษัตริย์ และอาจจะนำพาต้าเซี่ยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดได้เลยด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้
กรมโหรหลวงกลับมาบอกว่าฮ่องเต้อู่ทรงบกพร่องในคุณธรรมเนี่ยนะ?
คืนนั้น เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ
กรมโหรหลวงที่เคยลึกลับ ก็เริ่มเป็นที่รู้จักของพวกขุนนางในราชสำนักนับแต่นั้นมา
ส่วนฮ่องเต้อู่เองก็ทรงเปลี่ยนไป
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้รับผลกระทบจากคำทำนายนั้นหรือเปล่า ช่วงสิบกว่าปีหลังจากนั้น พระองค์ก็ทรงเริ่มฟื้นฟูบ้านเมือง และพอมาช่วงหลังๆ ก็ทรงเก็บตัวฝึกวรยุทธ์บ่อยขึ้น ทำให้ราชวงศ์ต้าเซี่ยที่กำลังเจริญรุ่งเรืองกลับมามีคลื่นใต้น้ำและการแก่งแย่งชิงดีกันอีกครั้ง
"เหตุผลหลักๆ ก็เป็นเพราะฮ่องเต้อู่ไม่มีทายาทสืบทอดราชบัลลังก์นั่นแหละ เมื่อสิบแปดปีก่อน องค์ชายหลายพระองค์ต่างก็สิ้นพระชนม์อย่างปริศนาตั้งแต่ยังเด็ก และตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา ก็ไม่มีองค์ชายประสูติอีกเลย"
"ต่อให้ฮ่องเต้อู่จะทรงปรีชาสามารถแค่ไหน ก็ทรงมีชีวิตเป็นอมตะไม่ได้หรอก ว่ากันว่าถ้าฝึกขุมพลังอาคมไปถึงขั้นสูงๆ อาจจะอยู่ได้หลายร้อยปี แต่หลังจากหลายร้อยปีนั้นล่ะ?"
"หรือถ้าวันดีคืนดีฮ่องเต้อู่ทรงสวรรคตกะทันหัน..."
จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของฉู่เจวี๋ย ทำเอาเขาถึงกับสะดุ้ง
"ถ้ามีวันนั้นจริงๆ ต้าเซี่ยคงต้องลุกเป็นไฟแน่!"
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ เขารู้สึกเหมือนเรื่องราวทั้งหมดมันมีเค้าลางเชื่อมโยงกันอยู่ลึกๆ และจู่ๆ เขาก็รู้สึกว่า... หายนะที่ครอบครัวของเขาต้องเจอก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย นี่เป็นแค่สัญชาตญาณ สัญชาตญาณที่ไม่มีที่มาที่ไป
ฉู่เจวี๋ยรู้สึกสับสนวุ่นวายใจ ก่อนจะยิ้มหยันและถอนหายใจออกมา
"ช่างเถอะ คิดไปก็เปล่าประโยชน์ ตอนนี้ฉันเป็นแค่นักโทษประหารต่ำต้อย จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ล่ะ?"
"ในเมื่อคนใหญ่คนโตจากกรมโหรหลวงออกหน้ามาช่วยคุ้มครองท่านแม่กับพี่สาว อย่างน้อยก็แปลว่าพวกนางยังปลอดภัยดีในตอนนี้ บางทีอาจจะเป็นเพราะจวนโหวของเรายังมีผลประโยชน์ให้กอบโกยอยู่... ฉันยังมีเวลา ฉันต้องรีบเก่งขึ้นให้เร็วที่สุด พลังที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะพลิกสถานการณ์นี้ได้!"
แววตาของเขาเริ่มแน่วแน่ขึ้น
เตาหลอมที่ร้าวรานในหัวราวกับสัมผัสได้ถึงความร้อนใจของเขา มันสั่นสะเทือนเบาๆ ทำให้ฉู่เจวี๋ยค่อยๆ สงบลง
"ขอแค่มีเตาหลอมมรรคาอยู่ ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้!"
ภายในเตาหลอม
ก้อนแก่นโลหิตหนาแน่นขึ้นกว่าเดิมมาก เข้มข้นยิ่งกว่าตอนที่เคยมีเยอะที่สุดเสียอีก
นักสู้ทั้งสามคนที่เขาเพิ่งจัดการไปล้วนอยู่ในระดับหลอมกระดูก การสังหารพวกมันจึงทำให้เขาได้รับผลตอบแทนอย่างงาม
"ยังมีชิ้นส่วนวิชายุทธ์อีกสามชิ้น"
ฉู่เจวี๋ยไม่ลังเลเลยสักนิด เขาเลือกที่จะหลอมรวมพวกมันทันที
ในชั่วพริบตา โลกก็หมุนเคว้ง เขากลับเข้าไปอยู่ในมิติมายาอีกครั้ง ชิ้นส่วนวิชายุทธ์ทั้งสามชิ้นในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นวิชายุทธ์สายโจมตีทั้งสิ้น
หมัดศิลาเหล็ก!
ขาวายุหมุน!
ฝ่ามือผ่าอากาศ!
แม้ทั้งหมดจะเป็นเพียงวิชายุทธ์ระดับสามัญขั้นต่ำ แต่ฉู่เจวี๋ยก็หลอมรวมพวกมันไว้ทั้งหมด
เส้นทางแห่งวิชายุทธ์นั้นยาวไกลและต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง วิชายุทธ์ระดับสามัญขั้นต่ำก็มีข้อดีในแบบของมัน การที่ฉู่เจวี๋ยได้ซึมซับจุดเด่นของแต่ละวิชา จะช่วยเสริมสร้างรากฐานวิชายุทธ์ของเขาให้แน่นหนาขึ้น ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้หรือการฝึกวิชายุทธ์ที่ล้ำลึกกว่านี้ ก็จะทำได้ง่ายขึ้นเป็นเท่าตัว
"พยายามต่อไป ฝึกฝนให้หนัก!"
ฉู่เจวี๋ยดึงแก่นโลหิตจากเตาหลอมออกมา พร้อมกับเพ่งจิตจำลองภาพแสงแห่งสุริยัน
ขุมพลังกายาขั้นที่ห้า คือระดับหล่อเลี้ยงอวัยวะภายใน
และนี่ก็เป็นขั้นสุดท้ายของการขัดเกลากล้ามเนื้อทั้งห้าขั้น การหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในจะช่วยให้ได้รับพละกำลังที่ไร้ขีดจำกัด หากทะลวงผ่านไปได้ พละกำลังก็จะหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ความอดทนในการต่อสู้ พลังการฟื้นฟู และความอึดจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้สามารถต่อสู้แบบตะลุมบอนได้อย่างสบายๆ
ไม่อย่างนั้น หากเป็นแค่นักสู้ระดับหลอมกระดูกหรือระดับหล่อเลี้ยงโลหิต แม้จะมีพลังทำลายล้างสูง แต่ก็อาจจะหมดแรงจนตายคาสนามรบได้ง่ายๆ ที่ก่อนหน้านี้ฉู่เจวี๋ยสามารถโชว์ความเทพในสนามรบได้ขนาดนั้น ก็เป็นเพราะได้สรรพคุณจากแก่นโลหิตมาช่วยไว้ต่างหาก
แน่นอนว่า นักสู้ระดับหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในก็ไม่ได้มีพละกำลังไม่มีวันหมดหรอก เพียงแค่มีเยอะกว่านักสู้ระดับอื่นมากก็เท่านั้น
และนอกจากนี้
ระดับนี้ยังมีความสำคัญมาก เพราะมีเพียงการขัดเกลากล้ามเนื้อจนสมบูรณ์แบบเท่านั้น ถึงจะก่อเกิดพลังเทพ และทะลวงเข้าสู่ช่วงหลอมรวมพละกำลังทั้งห้าขั้นต่อไปได้
แสงแห่งสุริยันแต่ละเส้นสายซึมซาบเข้าหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในราวกับสายน้ำ มอบความรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก การฝึกอวัยวะภายในต้องทำอย่างระมัดระวังทุกขั้นตอน แม้ฉู่เจวี๋ยจะมีแก่นโลหิตคอยคุ้มครอง แต่เขาก็ต้องค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าว เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดจนอวัยวะภายในบอบช้ำและกลายเป็นคนพิการ
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป
ค่ายนักโทษประหารเงียบสงบลงมาก หลังจากเกิดเรื่องเมื่อครู่ พวกนักโทษหน้าเก่าก็หมดอารมณ์จะหาเรื่องสนุกทำ เพราะกลัวว่าจะเผลอไปแหยมกับคนจริงขาลุยอย่างฉู่เจวี๋ยเข้า
...
วันเวลาในค่ายนักโทษประหารยังคงน่าเบื่อและจืดชืดเหมือนเดิม
หลังจากสงครามครั้งนั้น ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรอีกเลย
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ
เพราะถ้ามีสงครามบ่อยขนาดนั้น ต่อให้มีนักโทษประหารเยอะแค่ไหนก็คงตายเรียบหมดแน่ๆ
แม้ฉู่เจวี๋ยจะอยากหลุดพ้นจากสถานะนักโทษประหารใจแทบขาด แต่ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีโอกาสให้สร้างผลงานฆ่าศัตรู เขาก็ทำได้เพียงมุ่งมั่นเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองไปก่อน
ความคืบหน้าในการหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในเป็นไปได้สวยเลยทีเดียว
แม้จะไม่ได้รวดเร็วปรู๊ดปร๊าดเหมือนตอนฝึกระดับก่อนหน้านี้ แต่ก็ถือว่าก้าวหน้าอย่างมั่นคง ฉู่เจวี๋ยสัมผัสได้ชัดเจนว่าความอึดของตัวเองเพิ่มขึ้นมาก
และนอกจากนี้
เขายังตั้งใจฝึกเพลงดาบสังหารโลหิตด้วย
หลังจากที่ฝึกจนถึงขั้นต้นและขลุกอยู่กับมันมาหลายวัน บวกกับมีพื้นฐานจากเพลงดาบฟันม้าและมีแก่นโลหิตคอยช่วยหนุน ฝีมือของฉู่เจวี๋ยก็ก้าวหน้าไปรวดเร็วมาก ทุกๆ วันเขาจะได้รับความเข้าใจใหม่ๆ เสมอ
ลึกเข้าไปในหลุมดิน
ฉู่เจวี๋ยใช้สันมือแทนดาบ ฝึกฝนเพลงดาบอย่างขะมักเขม้น
ท่วงท่าของเขาทั้งรวดเร็วและดุดัน เพลงดาบแฝงไปด้วยรังสีอำมหิต เมื่อเทียบกับตอนที่อยู่ขั้นต้นแล้ว ตอนนี้รังสีอำมหิตที่แฝงอยู่ในแต่ละดาบยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก พลังทำลายล้างในแต่ละดาบเพิ่มขึ้นถึงห้าส่วนเลยทีเดียว!
"โลหิตชโลมแปดทิศ!"
"กวาดล้างทัพนับพัน!"
...
เขาดำดิ่งเข้าสู่สภาวะอันลึกล้ำ
แก่นโลหิตในเตาหลอมเดือดพล่านและไหลเวียนเข้ามาเสริมพลังอย่างต่อเนื่อง ฉู่เจวี๋ยสัมผัสได้ว่าเพลงดาบสังหารโลหิตมาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
"ยังไม่พอ!"
"แค่นี้ยันไม่พอ!"
ฉู่เจวี๋ยคำรามก้องในใจ
แม้ข่าวคราวจากเมืองหลวงจะทำให้เขาคลายความกังวลลงไปได้บ้าง แต่มันก็กลายมาเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ให้กับเขาเช่นกัน
"พลัง! ฉันต้องการพลังที่แข็งแกร่ง!"
"เจ้าพระยาพิทักษ์ทักษิณ! แกต้องตาย!"
รังสีสังหารอันรุนแรงพวยพุ่งขึ้นมาเต็มอก ภาพของเหล่าศัตรูที่เขาเคียดแค้นชิงชังปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาและอยากจะฟาดฟันพวกมันให้ตายให้หมด ในเสี้ยววินาทีนั้น สติปัญญาและพลังจากแก่นโลหิตก็หลอมรวมกัน ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเลือด
"สังหารโลหิตหมื่นลี้!"
เขาตวัด 'ดาบ' ฟันออกไป รังสีอำมหิตอันน่าสะพรึงกลัวกวาดล้างทุกสิ่ง ภาพลวงตาของศัตรูเหล่านั้นกรีดร้องและสลายหายไป
รังสีอำมหิตสีดำอมแดงม้วนตัวห่อหุ้มฝ่ามือขวาของเขา หากฟันออกไปเต็มแรง มันคงสร้างรอยแตกยาวได้ถึงครึ่งจั้งเลยทีเดียว! (ครึ่งจั้ง = ประมาณ 1.6 เมตร)
ในที่สุดฉู่เจวี๋ยก็ยั้งมือไว้ ไม่ได้ฟันออกไปจนสุด เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จิตสังหารในใจค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความยินดีปรีดา
"เพลงดาบสังหารโลหิต บรรลุถึงขั้นสูงแล้ว!"
ในเสี้ยววินาทีเมื่อครู่ ฉู่เจวี๋ยจับเคล็ดลับและสามารถยกระดับเพลงดาบนี้ให้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นสูงได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นการลอกคราบครั้งแรกของวิชานี้
"เพลงดาบสังหารโลหิตขั้นสูง ตอนนี้ทุกดาบของฉันล้วนแฝงไปด้วยรังสีอำมหิต พลังทำลายล้างเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว! เมื่อเทียบกับตอนขั้นต้นที่เพิ่มแค่สามส่วน ถือว่าพัฒนาขึ้นมากจริงๆ"
"และไม่เพียงเท่านั้น เมื่อฝึกวิชายุทธ์จนถึงขั้นสูง ฉันก็สามารถใช้กระบวนท่าไม้ตายที่ซ่อนอยู่ในวิชานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!"
"สังหารโลหิตหมื่นลี้!"
รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของฉู่เจวี๋ย
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อฝึกวิชายุทธ์จนถึงระดับขั้นสูงได้ ก็จะสามารถใช้กระบวนท่าไม้ตายของวิชานั้นๆ ได้ ซึ่งหากนำมาใช้ จะสามารถระเบิดพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวออกมาได้!
และท่าสังหารโลหิตหมื่นลี้ ก็คือท่าที่โดดเด่นที่สุด
ถ้ามีดาบอยู่ในมือ รัศมีดาบที่แฝงรังสีอำมหิตอาจจะพุ่งทะลวงได้ไกลถึงหนึ่งจั้งเลยทีเดียว! (หนึ่งจั้ง = ประมาณ 3.3 เมตร)
ช่างเป็นพลังที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้
มาถึงขั้นนี้ เพลงดาบสังหารโลหิตถึงจะได้แสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมา ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ขั้นต้น มันก็เป็นแค่วิชาระดับสามัญขั้นกลางธรรมดาๆ แต่ตอนนี้เมื่ออยู่ขั้นสูง ต่อให้ต้องปะทะกับวิชาระดับสามัญขั้นสูง ก็ไม่เป็นรองเลยแม้แต่นิดเดียว!
พลังรบของฉู่เจวี๋ยก้าวกระโดดไปอีกขั้น
เขาถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความหวัง
"ตอนนี้... ก็แค่รอให้สงครามครั้งต่อไปมาถึงเร็วๆ ฉันจะได้หลุดพ้นจากสถานะนักโทษประหาร แล้วค่อยๆ ไต่เต้าสร้างผลงานในกองทัพ คว้าบรรดาศักดิ์ขุนนางมาให้ได้!"
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา
เสียงเสียดสีของการเปิดลูกกรงเหล็กก็ดังขึ้น
ยังไม่ถึงเวลาอาหาร แล้วก็ไม่ได้มีเสียงแตรเรียกบุกด้วย นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?
พวกนักโทษประหารต่างก็งุนงงสงสัย พากันหันไปมองเป็นตาเดียว
ฉู่เจวี๋ยก็เช่นกัน
จากนั้น เขาก็ชะงักไปเมื่อเห็นคนคุ้นเคย
นายกอง หลัวเหยียน นั่นเอง
หลัวเหยียนกวาดสายตามองหานักโทษประหาร ก่อนจะล็อกเป้าไปที่ฉู่เจวี๋ยในทันที เขายิ้มกว้างจนรอยแผลเป็นบนหน้าดูเหมือนจะขยับได้
"ฉู่เจวี๋ย แกมานี่หน่อยซิ"
[จบแล้ว]