- หน้าแรก
- เตาหลอมมรรคา กลืนโลหิตสยบสวรรค์
- บทที่ 18 - เจ้าพระยาพิทักษ์ทักษิณ
บทที่ 18 - เจ้าพระยาพิทักษ์ทักษิณ
บทที่ 18 - เจ้าพระยาพิทักษ์ทักษิณ
บทที่ 18 - เจ้าพระยาพิทักษ์ทักษิณ
ลึกเข้าไปในหลุมดิน
หมีเถื่อนยืนเฝ้าอยู่ห่างๆ ไม่มีใครกล้ามองมาทางนี้เลย
เมื่อได้เห็นความน่าเกรงขามเมื่อครู่นี้ พวกนักโทษหน้าใหม่ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมฉู่เจวี๋ยถึงได้เป็นราชาไร้มงกุฎของที่นี่
ในเวลานี้
ฉู่เจวี๋ยจ้องมองสภาพอันน่าเวทนาของทั้งสามคนด้วยสายตาเรียบเฉย กระดูกหักเส้นเอ็นฉีกขาด บางคนถึงขั้นอวัยวะภายในบอบช้ำ หมดสภาพที่จะต่อสู้ขัดขืนใดๆ ทั้งสิ้น
พวกมันมองฉู่เจวี๋ยด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"ไว้ชีวิตด้วย... นายน้อย ไว้ชีวิตด้วย..."
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย หลายคนมักจะไม่ได้ใจเย็นอย่างที่เคยคิดเอาไว้หรอก
ความรู้สึกอึดอัดทรมานมันจะรัดรึงเข้ามาเหมือนงูพิษ ทำให้คนเราแสดงธาตุแท้ออกมา หากเป็นนักฆ่าที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีก็อาจจะพอทนได้ แต่สามคนตรงหน้าไม่ใช่แบบนั้นแน่
ฉู่เจวี๋ยรู้ดี
ค่ายนักโทษประหารในต้าเซี่ยมีเยอะแยะมากมาย แค่ในชายแดนเหนือก็มีค่ายทหารตั้งหลายแห่ง แถมในกองทัพวายุอัสนีเองก็ไม่ได้มีค่ายนักโทษประหารแค่ค่ายเดียว
เขาไม่เชื่อหรอกว่าศัตรูจะสืบรู้ตำแหน่งที่ตั้งของเขาได้อย่างแม่นยำขนาดนั้น พวกขุนนางพวกนั้นก็คงไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าขนาดนั้น ทางเดียวที่เป็นไปได้คือ พวกมันคงส่งคนออกไปสุ่มหาตามค่ายต่างๆ
ไม่อย่างนั้น
ถ้ารู้เป้าหมายชัดเจนว่าเขาอยู่ที่นี่ คนที่ส่งมาคงไม่ใช่แค่นักสู้ระดับหลอมกระดูกสามคนนี้แน่
ฉู่เจวี๋ยเริ่มเปิดปากถาม
"บอกมา ใครส่งพวกแกมา?"
ทั้งสามคนชะงักไป แววตาฉายแววหวาดกลัว
"บอกไม่ได้... พวกเราบอกไม่ได้ ถ้าบอกไป นายท่านไม่เอาพวกเราไว้แน่"
ฉู่เจวี๋ยยิ้มหยัน
"ถ้าไม่บอก ตอนนี้พวกแกก็ได้ตายเลยไง"
ท่าทีที่เยือกเย็นของเขาทำให้ทั้งสามคนยิ่งหวาดกลัว นี่มันช่างต่างจากนายน้อยแห่งจวนสุริยันเดือดที่เคยได้ยินมาลิบลับเลย ราวกับเป็นคนละคน
"ไม่บอกงั้นเหรอ? ดีมาก"
"ฉันมีวิธีดีๆ อยู่ เดี๋ยวฉันจะถามคำถามพวกแกทีละคน ถ้าใครให้คำตอบที่ฉันพอใจได้ คนนั้นก็รอด แต่ถ้าไม่..."
ฉู่เจวี๋ยพูดไม่ทันจบ ทำเพียงแค่ยิ้มบางๆ
ทั้งสามคนหน้าถอดสี
เพียงชั่วพริบตา สายตาที่มองหน้ากันก็เต็มไปด้วยความระแวงและสงสัย
ฉู่เจวี๋ยไม่ปล่อยให้พวกมันมีเวลาคิดมาก เขาจัดการซัดชายตาเดียวกับชายร่างเตี้ยจนสลบเหมือดไปในหมัดเดียว จากนั้นก็หันไปมองชายร่างกำยำที่กำลังสั่นงันงกด้วยสายตาเรียบเฉย
"เอาล่ะ... ทีนี้บอกฉันมาว่าแกจะเลือกอะไร"
"ใครเป็นคนส่งพวกแกมา?"
ชายร่างกำยำสั่นเป็นเจ้าเข้า ความกลัวเกาะกินหัวใจ
สีหน้าของมันเปลี่ยนไปมา ก่อนจะถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง แล้วเริ่มเล่าทุกอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
...
ผ่านไปครู่หนึ่ง
ฉู่เจวี๋ยก็หันไปสั่งหมีเถื่อนที่อยู่ไกลออกไป
"จัดการศพสามคนนี้ที"
หมีเถื่อนไม่ได้ถามอะไรมาก เขาลากศพทั้งสามออกไปอย่างว่าง่าย ทำให้เกิดความวุ่นวายเล็กน้อยในหมู่นักโทษ พวกทหารก็สบถด่าพลางลากศพออกไป ส่วนเรื่องที่ว่าใครเป็นคนฆ่านั้น?
พวกทหารไม่สนหรอก
ฉู่เจวี๋ยพิงหลังเข้ากับกำแพงดิน นวดขมับเบาๆ
เมื่อต้องเผชิญกับความตาย ความเชื่อใจอันน้อยนิดของสามคนนี้ก็พังทลายลงอย่างง่ายดายราวกับเต้าหู้เปื่อยๆ
ฉู่เจวี๋ยถามพวกมันทีละคน
และได้คำตอบที่ตรงกันเป๊ะ
"เจ้าพระยาพิทักษ์ทักษิณ ซือหม่าเจ๋อ!"
แววตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง
สำหรับเจ้าพระยาพิทักษ์ทักษิณคนนี้ ฉู่เจวี๋ยรู้เรื่องของเขาดี ความบาดหมางระหว่างหมอนี่กับพ่อของเขามันเริ่มมาจากการแบ่งพรรคแบ่งพวก
เจ้าพระยาพิทักษ์ทักษิณเป็นขุนนางสายเลือดผู้ดี
คำว่าขุนนางสายเลือดผู้ดี ก็คือพวกที่ได้สืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อๆ กันมาตั้งแต่สมัยปฐมกษัตริย์ก่อตั้งต้าเซี่ย ตอนนั้นมีขุนนางผู้มีความดีความชอบหลายคนที่ช่วยปฐมกษัตริย์บุกเบิกแผ่นดิน ปฐมกษัตริย์จึงพระราชทานรางวัลให้ลูกหลานของพวกเขาสามารถสืบทอดบรรดาศักดิ์ได้ตลอดไป
ด้วยเหตุนี้ หลังจากผ่านไปนับพันปี พวกเขาก็ผูกขาดทรัพยากรและเส้นทางความเจริญก้าวหน้าของต้าเซี่ยไว้ในมือ และมักจะดูถูกเหยียดหยามพวกขุนนางที่ไต่เต้ามาจากคนธรรมดาเสมอ ซึ่งพ่อของฉู่เจวี๋ย เจ้าพระยาสุริยันเดือด ฉู่เย่าหยาง ก็คือหนึ่งในนั้น
คำว่าขุนนางคนธรรมดาเป็นคำที่พวกขุนนางสายเลือดผู้ดีใช้เรียกอย่างดูถูก
แต่จริงๆ แล้ว พวกขุนนางใหม่เหล่านี้แค่ไม่ได้มีพื้นเพที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่บรรดาศักดิ์ที่ได้มา ล้วนแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของตัวเองทั้งสิ้น
อย่างเช่น ฉู่เย่าหยาง
เขาต้องต่อสู้เสี่ยงตายกับพวกเผ่าปีศาจที่หลิงใต้ตั้งยี่สิบปี สร้างผลงานมากมายนับไม่ถ้วน กว่าจะได้เป็นเจ้าพระยา
ตามหลักแล้ว ในเมื่อมียศถาบรรดาศักดิ์เท่ากัน ก็ไม่น่าจะมีความแตกต่างอะไรมากมาย
แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น
การที่ปฐมกษัตริย์พระราชทานสิทธิ์สืบทอดบรรดาศักดิ์ให้พวกขุนนางที่ร่วมบุกเบิกแผ่นดิน พอเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ผลเสียก็เริ่มปรากฏให้เห็น ลูกหลานของขุนนางเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็นปลิงที่คอยสูบเลือดสูบเนื้ออาณาจักร ถึงขั้นทำให้พระราชอำนาจของฮ่องเต้อ่อนแอลงด้วย
ดังนั้น ฮ่องเต้องค์ต่อๆ มาจึงไม่กล้าประทานสิทธิ์สืบทอดบรรดาศักดิ์แบบนี้ให้ใครอีกเลย
และนี่ก็เป็นที่มาของพวกขุนนางคนธรรมดา
อย่างเช่นเจ้าพระยาสุริยันเดือด แม้เขาจะได้เป็นเจ้าพระยาจากผลงานทางการทหาร แต่ฉู่เจวี๋ยก็แทบจะหมดสิทธิ์สืบทอดบรรดาศักดิ์นี้ต่อ ราชวงศ์ต้าเซี่ยเปิดโอกาสให้บ้างก็จริง แต่เงื่อนไขมันมหาโหดสุดๆ
ด้วยเหตุนี้
พวกขุนนางสายเลือดผู้ดีจึงมักจะดูถูกพวกขุนนางคนธรรมดาเสมอ
ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ดีตระกูลเก่าแก่ ลูกหลานได้เป็นขุนนางไปตลอดกาล
อีกฝ่ายเป็นขุนนางแค่ชั่วคนเดียว พอหมดรุ่นก็ค่อยๆ ตกต่ำลง มันเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย
และนี่ก็เป็นหนึ่งในปัญหาการแบ่งพรรคแบ่งพวกในราชสำนักต้าเซี่ยปัจจุบัน
"แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ต้นตอของเรื่องนี้มันเริ่มขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่ท่านพ่อประจำการอยู่ที่หลิงใต้ ตอนนั้นเจ้าพระยาพิทักษ์ทักษิณก็อยู่ที่นั่นด้วย ยังไม่ได้สืบทอดบรรดาศักดิ์ แต่ก็ถูกท่านพ่อกดหัวไว้ตลอด แถมยังมีเรื่องขัดแย้งกันบ่อยๆ ซือหม่าเจ๋อเป็นคนใจแคบ มันแค้นท่านพ่อมาหลายปีแล้ว"
"พอตอนนี้สบโอกาส มันก็เลยถือโอกาสกระทืบซ้ำ"
ฉู่เจวี๋ยนึกถึงความรู้สึกไร้หนทางสู้ตอนที่อยู่ในนครหลวงไท่อันอีกครั้ง
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ
ว่าเจ้าพระยาพิทักษ์ทักษิณจะโหดเหี้ยมขนาดนี้ ถึงกับยอมลงทุนส่งคนมาตามล่าเขาถึงค่ายนักโทษประหาร
"จากที่สามคนนี้บอก ซือหม่าเจ๋อส่งคนออกมาเยอะกว่านี้มาก ไม่ใช่แค่สามคนนี้แน่ ดีไม่ดี ค่ายนักโทษประหารทุกที่คงมีคนของมันแฝงตัวอยู่"
"ช่างเป็น... แผนการที่ยิ่งใหญ่ซะจริงๆ!"
ฉู่เจวี๋ยแค่นยิ้มเย็นชา สลักชื่อนี้ไว้ในใจอย่างแนบแน่น
"ซือหม่าเจ๋อ แกเตรียมตัวรอรับกรรมได้เลย"
ฉู่เจวี๋ยหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน
"แต่ก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียว อย่างน้อยก็ได้รู้ข่าวคราวทางเมืองหลวงไท่อันบ้าง"
"จากที่พวกมันบอก หลังจากที่ท่านพ่อโดนจับเข้าคุก บรรดาเพื่อนเก่าที่เป็นขุนนางคนธรรมดาที่โดนส่งไปประจำการที่อื่นก็รีบกลับมาที่เมืองหลวงกันใหญ่ เรื่องนี้คงกลายเป็นเรื่องใหญ่โตน่าดู ท่านพ่อคงยังปลอดภัยดีในตอนนี้ คงต้องรอให้องค์ฮ่องเต้ที่ทรงเก็บตัวฝึกวรยุทธ์อยู่ออกมาตัดสินคดีความเองล่ะมั้ง"
"แต่... จะฝากความหวังไว้ที่องค์ฮ่องเต้ทั้งหมดก็ไม่ได้ ถ้าพระองค์ทรงเก็บตัวเป็นปีๆ ไม่ยอมออกมา ท่านพ่อก็คงไม่พ้นต้องโทษประหารอยู่ดี"
เขากำหมัดแน่น นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
ครอบครัวฉู่ต้องเผชิญกับหายนะในครั้งนี้ ท่านพ่อถูกขังในคุกหลวง ส่วนท่านแม่ เย่หนานชิว กับพี่สาว ฉู่อวิ๋นซี ถูกส่งตัวไปเป็นทาสที่หอนางโลมหลวง
หอนางโลมหลวงคือที่ไหนน่ะเหรอ?
ก็ซ่องของทางราชการนั่นแหละ
ฉู่เจวี๋ยเคยเห็นภาพที่น่าสลดใจมาเยอะ เวลาที่ครอบครัวขุนนางตกต่ำ ภรรยาและลูกสาวของพวกเขาจะถูกส่งไปที่นั่น แล้วก็จะมีพวกศัตรูคู่แค้นตามไปหยามเกียรติถึงที่
โชคดีที่ตอนเดินทางมาที่นี่ มีคนแอบกระซิบเขาว่ามีคนใหญ่คนโตออกหน้าปกป้องท่านแม่กับพี่สาวของเขาไว้แล้ว
"เมื่อกี้ฉันลองถามไอ้สามคนนี้ดู ด้วยระดับของพวกมันก็ไม่ได้รู้อะไรมากนัก บอกแค่ว่าน่าจะเป็นคนของกรมโหรหลวงที่ยื่นมือเข้ามาช่วย"
ฉู่เจวี๋ยรู้สึกสงสัย
"กรมโหรหลวงงั้นเหรอ? นั่นมันหน่วยงานในวังที่มีหน้าที่ดูดาวดูดวงเมืองไม่ใช่รึไง? ครอบครัวเราไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับคนพวกนั้นเลยนี่นา"
"ใครกันนะ ที่ออกหน้ามาช่วยคุ้มครองท่านแม่กับพี่สาวเอาไว้?"
[จบแล้ว]