- หน้าแรก
- สเนป ความลับใต้ผ้าคลุมดำ
- บทที่ 27 ทางลับ
บทที่ 27 ทางลับ
บทที่ 27 ทางลับ
บทที่ 27 ทางลับ
"ขอโทษครับ" สเนปเอ่ยเรียก เพื่อรั้งตัวกัปตันทีมที่กำลังจะเดินจากไป
มอนตาคิวหยุดชะงักแล้วหันมามองสเนป
เขาเป็นคนร่างใหญ่กำยำ มีเส้นผมดกหนาและหยาบกร้าน ท่อนแขนอันล่ำสันของเขาดูราวกับขาแฮมที่มีขนดก
ไม้กวาดในมือของเขาเมื่อเทียบกับขนาดตัวแล้วดูเหมือนกิ่งไม้เล็กๆ จนชวนให้สงสัยว่ามันจะสามารถพาร่างนั้นลอยขึ้นไปบนอากาศได้อย่างไร
"เจ้ามีธุระอะไรหรือ" มอนตาคิวถามด้วยเสียงกึกก้อง
"สวัสดีครับ ผมอยากจะถามว่านักเรียนที่ไม่ได้เป็นนักกีฬาควิดดิชจะขอใช้ห้องฝึกซ้อมได้ไหมครับ"
"ได้สิ" มอนตาคิวมองสเนปตั้งแต่หัวจรดเท้า "คนร่างผอมแห้งอย่างเจ้าควรจะออกกำลังกายให้มากจริงๆ ผลการคัดตัววันนี้ช่างน่าผิดหวังนัก ไม่มีผู้สมัครคนไหนที่ดูบึกบึนเหมือนข้าเลยสักคน"
สเนปข่มอารมณ์ที่อยากจะตอกกลับไปตรงๆ พลางนึกในใจว่า 'ลูกชายตัวโตสมองนิ่มอย่างแกควรจะเอาหัวไปติดในโถส้วมมากกว่า'
"รอข้าสักครู่" มอนตาคิวเดินเข้าไปในห้องพักกัปตันทีม
เมื่อเขาเดินออกมา เขาเปลี่ยนจากชุดทีมมาอยู่ในชุดลำลองและถือห่อของสีดำติดมือมาด้วย
"เจ้าเคยกินช็อกโกแลตกบไหม" มอนตาคิวถามอย่างมีลับลมคมใน แม้สีหน้าของเขาจะดูเหมือนคนท้องผูกมากกว่าก็ตาม
"เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร มอนตาคิว"
"ก็เจ้านั่นไง ขนมที่กระโดดได้เหมือนกบจริงๆ น่ะ"
มอนตาคิวทำท่ากางแขนอย่างโอเว่อร์จนสเนปตกใจเกือบคิดว่ากอริลลาตัวยักษ์กำลังจะกระโจนใส่
"ข้ารู้ว่านั่นคืออะไร!" สเนปถอยหลังไปสองก้าว
"โอ้ ดีเลย" มอนตาคิวพยักหน้าให้สเนปขยับเข้ามาใกล้ "ดูนี่สิ"
ภายในห่อของนั้นมีขวดแก้วบรรจุของเหลวสีแดงเข้ม
"นี่คืออะไร"
"น้ำยาสรรพคุณเลือดมังกร"
"มันทำให้คนกลายเป็นมังกรได้งั้นหรือ" เรื่องนี้ทำให้สเนปสับสนยิ่งกว่าเดิม "แล้วเจ้าเอามาให้ข้าดูทำไม"
"เจ้าไม่เคยเห็นรูปภาพหรือไง" มอนตาคิวเริ่มหมดความอดทน "รูปภาพของดัมเบิลดอร์ สรรพคุณสิบสองประการของเลือดมังกรน่ะ"
"เจ้าหมายถึง—"
"ใช่ เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง" มอนตาคิวพยักหน้า "ถ้าเจ้าอยากออกกำลังกายให้ได้ผลดี ก็ควรจะลองดูบ้าง"
"มันมีส่วนผสมของเลือดมังกรถึงเก้าสายพันธุ์ ทั้งนอร์เวย์หลังสัน, ฮังการีหางหนาม, จีนลูกไฟ, เวลส์สีเขียวธรรมดา, สวีเดนจมูกสั้น, ยูเครนเหล็กพุงพลุ้ย, ออสเตรเลียตาสีรุ้ง, เปรูเขี้ยวพิษ และโรมาเนียเขายาว"
"ขวดละสิบเกลเลียนเท่านั้น ถ้าซื้อทีเดียวห้าขวดขึ้นไป ข้าลดให้สิบเปอร์เซ็นต์เลย..."
"ไม่ล่ะ ผมไม่ต้องการ" สเนปกระโดดถอยหลังไปไกลอีกครั้ง "ผมไม่ใช้ตัวช่วยทางเทคโนโลยี"
"เทคโนโลยีอะไรกัน นี่มันเวทมนตร์!" มอนตาคิวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ "ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเด็กบ้านเดียวกัน และเห็นว่าเจ้าสนใจเรื่องฟิตเนส ข้าไม่บอกหรอกนะ"
สเนปเหลือบมองไปที่ยอดศีรษะของมอนตาคิวโดยสัญชาตญาณ: เคราเมอร์ลินเป็นพยาน นี่เพิ่งปี 1976 วงการควิดดิชก้าวหน้าไปถึงขนาดนี้แล้วหรือ
"มันโด—โอ้ ไม่ใช่ มอนตาคิว ขอบใจมากนะ แต่ผมไม่มีเงิน! แค่ให้ผมใช้ห้องฝึกซ้อมก็พอ เพื่อนผมยังรออยู่..."
สเนปใส่เกียร์หมาหนีไปทันที
...
หลังจากทานอาหารในห้องโถงเสร็จ สเนปก็เดินมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของศาสตราจารย์มักกอนนากัลด้วยสีหน้าฝืนทน
คืนนี้เขาต้องไปที่นั่นเพื่อรับโทษกักบริเวณร่วมกับเจมส์อีกครั้ง
จนถึงตอนนี้ เขาและเจมส์ได้ช่วยกันจัดระเบียบแฟ้มเอกสารเก่าของฟิลช์ ซักผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวมในห้องพยาบาลให้มาดามพรอมฟรีย์ ช่วยเช็ดฝุ่นบนเหรียญรางวัลของทอม ริดเดิ้ล และทำเรื่องจิปาถะที่น่าเบื่ออีกสองสามอย่าง
นับว่าเป็นปาฏิหาริย์ไม่น้อยที่พวกเขาไม่ได้วางมวยกันในระหว่างการทำงานร่วมกันหลายครั้งนี้ อย่างน้อยสเนปก็คิดเช่นนั้น
เขาเคาะประตูเบาๆ
"เข้ามาได้" เสียงเข้มงวดของศาสตราจารย์มักกอนนากัลดังมาจากหลังประตู
ห้องนี้เป็นห้องที่สะท้อนบุคลิกของเธอได้อย่างดี เมื่อเทียบกับห้องทำงานที่ดูเพ้อฝันของดัมเบิลดอร์แล้ว ที่นี่ไม่มีของประดับประดาฟุ่มเฟือย และอาจเรียกได้ว่าเรียบง่ายเสียด้วยซ้ำ
นอกจากธงบ้านกริฟฟินดอร์และถ้วยรางวัลบ้านอีกไม่กี่ใบ บนชั้นหนังสือและโต๊ะทำงานของเธอก็มีเพียงหนังสือและม้วนกระดาษหนังแกะเท่านั้น
"สวัสดีตอนเย็นครับศาสตราจารย์" สเนปเอ่ย "ดูเหมือนคุณพอตเตอร์จะยังมาไม่ถึง คืนนี้พวกเราต้องทำอะไรครับ"
"สวัสดีตอนเย็น เซเวอร์รัส" ศาสตราจารย์มักกอนนากัลยื่นปึกกระดาษหนังแกะให้เขา "วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว เธอต้องคัดประโยคที่ว่า—'ฉันจะปรองดองกับนักเรียนบ้านอื่นและมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน'"
"คัดลงในกระดาษพวกนี้ เริ่มได้เลย"
สเนปรับกระดาษมา นั่งลงที่โต๊ะตัวเล็ก และเริ่มคัดประโยคนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยปากกาขนนก
งานนี้ง่ายกว่าที่เขาคาดไว้มาก มันไม่ได้เหมือนกับยัยคางคกเฒ่าวิปริตอย่างอัมบริดจ์ที่บังคับให้เขาคัดประโยคด้วยวิธีทรมาน ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องกลัว
ไม่นานนัก เจมส์ก็มาถึง เขานั่งลงฝั่งที่ไกลที่สุดจากสเนปและเข้าร่วมทีมคัดประโยค
ส่วนศาสตราจารย์มักกอนนากัลนั่งอยู่ใกล้ๆ และอ่านวารสาร แปลงร่างวันนี้ ฉบับล่าสุดภายใต้แสงไฟ
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง ในที่สุดสเนปก็คัดเสร็จ
เขาตรวจสอบผลงานด้วยความพึงพอใจ แต่พบว่ายิ่งเขียนไป ลายมือของเขาก็ยิ่งหวัดและตัวโตขึ้นเรื่อยๆ
สเนปส่งกระดาษให้ศาสตราจารย์มักกอนนากัลอย่างประหม่า หวังว่าเธอจะไม่จุกจิกจนเกินไป
โชคดีที่ศาสตราจารย์มักกอนนากัลไม่ได้ทำตัวให้ลำบาก เธอเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "ใช้ได้แล้ว"
ก่อนจะเดินออกไป สเนปพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาหันไปพูดกับเจมส์ว่า "คุณพอตเตอร์ กระดาษหนังแกะที่จะชดใช้ให้คุณจะส่งไปถึงในอีกไม่กี่วันนะครับ"
"ครืด—"
เก้าอี้ใต้ตัวเจมส์ส่งเสียงบาดหู เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามระงับอารมณ์ไม่ให้ลุกพรวดขึ้นมา แต่ปากกาขนนกในมือเขากลับหยุดชะงักลงบนกระดาษอย่างควบคุมไม่ได้ จนหมึกซึมเลอะเป็นวงกว้างบนกระดาษหนังแกะ
"พอตเตอร์ เธอทำอะไรน่ะ เธอต้องคัดแผ่นนี้ใหม่นะ"
เมื่อได้ยินเสียงของศาสตราจารย์มักกอนนากัล สเนปก็ปิดประตูด้วยความสะใจ
ขณะยืนอยู่ที่โถงทางเดิน สเนปดึงแผนที่ตัวกวนออกมาจากกระเป๋า
เพียงแค่เคาะไม้กายสิทธิ์เบาๆ เส้นหมึกบางๆ ก็แผ่กระจายออกมาจากจุดที่ปลายไม้สัมผัสราวกับใยแมงมุม เชื่อมต่อและตัดสลับกันไปมา ขยายตัวไปสู่ทุกมุมของกระดาษหนังแกะ
สเนปสังเกตจุดสีดำจำนวนมากที่เคลื่อนไหวอยู่บนแผนที่ สายตาของเขากวาดมองขึ้นลงตามโถงทางเดินที่คุ้นเคย
ทันใดนั้น เขาพบนามที่คุ้นเคย—มัลซิเบอร์
มัลซิเบอร์กำลังเคลื่อนไหวอยู่แถวห้องสมุดบนชั้นห้าของปราสาท
จากนั้น จุดสีดำที่แทนตัวเขาก็หายวับไปจากแผนที่โดยสิ้นเชิง
สัญญาณเตือนภัยดังระรัวขึ้นในใจของสเนปทันที
นอกจากมัลซิเบอร์จะใช้น้ำยาสรรพรสเปลี่ยนร่างเป็นคนอื่นเหมือนเขาแล้ว มันไม่มีทางเลยที่เขาจะเข้าไปในห้องสมุดเวลานี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ตรงจุดที่เขาหายตัวไป แผนที่ตัวกวนระบุว่าเป็นทางลับที่มุ่งหน้าไปยังฮอกส์มี้ด
หลังจากเห็นว่าฟิลช์ยังคงกบดานเงียบๆ อยู่ในห้องทำงานหลังบันไดหินอ่อน สเนปก็รีบวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว
เขาร่ายคาถาพรางตัวใส่ตัวเองและแอบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางชุดเกราะหลายชุดอย่างระมัดระวังราวกับมนุษย์กิ้งก่า เฝ้ามองฝูงชนที่เดินออกจากห้องสมุดหลังปิดทำการกระจัดกระจายไปทุกทิศทาง
จนกระทั่งมาดามพินซ์ดึงประตูบานใหญ่ปิดลง สเนปจึงค่อยเผยตัวออกมาจากกำแพง
เขามาหยุดตรงหน้ากระจกบานใหญ่ที่ไม่ไกลจากห้องสมุดนัก และวาดลวดลายประหลาดลงบนกระจกด้วยไม้กายสิทธิ์ตามคำแนะนำในแผนที่ตัวกวน พร้อมกับร่ายคาถาเบาๆ ว่า:
"โบยบินด้วยปีก"
ทันใดนั้น กระจกก็แยกออกทางซ้ายและขวา เลื่อนหายเข้าไปในผนัง
ทางเดินกว้างสายหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา