- หน้าแรก
- สเนป ความลับใต้ผ้าคลุมดำ
- บทที่ 15 รัดเกล้า
บทที่ 15 รัดเกล้า
บทที่ 15 รัดเกล้า
บทที่ 15 รัดเกล้า
สเนปหยิบตะเกียงที่ชำรุดออกจากกระเป๋าแล้วโยนมันทิ้งไว้ในจุดที่สังเกตเห็นได้ง่ายอย่างไม่ใส่ใจ
ด้วยวิธีนี้ ต่อให้มีใครเกิดสงสัยใคร่รู้ว่าเขามาทำอะไรที่นี่ เขาก็จะมีข้ออ้างที่เหมาะสมเตรียมไว้พร้อมสรรพ
จากนั้นเขาจึงเดินลัดเลาะไปตามลำแสงที่สาดส่องลงมาจากหน้าต่างบานสูง เพื่อตามหาหุ่นสตัฟฟ์ของโทรลล์
รัดเกล้าน่าจะอยู่ไม่ไกลจากหุ่นสตัฟฟ์ตัวนั้น
เขากวาดสายตามองขึ้นไป สิ่งที่เห็นมีเพียงกองขยะสารพัดชนิดที่สุมกันเป็นพะเนิน
สเนปอดสงสัยไม่ได้ว่า สมองของทอม ริดเดิล ถูกทำลายไปพร้อมกับดวงวิญญาณที่ถูกแบ่งแยกไปแล้วหรืออย่างไร
มิฉะนั้น เขาจะคิดได้อย่างไรว่าตนเองเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้
ในที่สุด เขาก็พบหุ่นสตัฟฟ์ของโทรลล์
หลังจากเดินผ่านหุ่นตัวนั้นและลึกเข้าไปตามทางเดิน เขาก็เดินผ่านตู้หายตัวหลังเก่า
"เดี๋ยวก่อน"
สเนปหยุดชะงักและหันกลับไปมองตู้นั้นอีกครั้ง
หลังจากครุ่นคิดเพียงครู่เดียว เขาก็ชักไม้กายสิทธิ์ออกมาเล็งอย่างตั้งใจ
"สลายสิ้น!"
เสียงดังสนั่นราวกับลูกกระสุนที่กรีดผ่านอากาศ ตู้ไม้ที่เคยตั้งอยู่อย่างเงียบสงบพลันแตกกระจายออกจากกันในพริบตา ส่งเศษไม้และชิ้นส่วนเล็กๆ ปลิวว่อนไปทั่ว
สเนปก้มลงเก็บเศษไม้สองสามชิ้นใส่กระเป๋า แล้วตบฝ่ามือเข้าหากันด้วยความพอใจ
"ทีนี้ตู้หายตัวก็คงใช้งานไม่ได้แล้วใช่ไหม?"
ไม่ไกลจากซากตู้หายตัวนัก ตู้ใบใหญ่ที่มีพื้นผิวขรุขระเป็นปุ่มปมก็ดึงดูดสายตาของเขา
มันอยู่แถวนี้แหละ
สเนปใช้ไม้กายสิทธิ์ตัดแขนเสื้อคลุมของเขาออกมาท่อนหนึ่ง และใช้มันพันมือไว้ก่อนจะหยิบดาบยาวที่เป็นสนิมเขรอะจากยอดกองขยะ
เขาใช้ดาบยาวเล่มนั้นคุ้ยเขี่ยไปตามกองขยะ พลางคัดแยกทุกสิ่งที่สามารถสวมบนศีรษะได้ออกมา
ในที่สุด ท่ามกลางกองเครื่องประดับศีรษะเก่าๆ บนพื้น สเนปก็มองเห็นรัดเกล้าที่เป็นสนิมและหมองคล้ำวงหนึ่ง
มีตัวอักษรขนาดเล็กสลักไว้ที่ขอบด้านล่างของรัดเกล้าว่า: ปัญญาเกินมาตรฐานคือขุมทรัพย์มหาศาลของมนุษย์
วินาทีที่เขาเห็นถ้อยคำนั้นชัดเจน แรงผลักดันอันแรงกล้าพลันพุ่งพล่านขึ้นมาจากส่วนลึกในหัวใจของสเนป—
เขาปรารถนาจะสวมรัดเกล้าแห่งเรเวนคลอวงนี้
เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งนี้จะมอบปัญญาอันสูงสุดและเกียรติยศอันไม่สิ้นสุดให้แก่เขา
ขาของสเนปเริ่มสั่นเทา ราวกับถูกดึงดูดด้วยพลังที่มองไม่เห็น เขาคุกเข่าลงต่อหน้ารัดเกล้านั้นโดยไม่รู้ตัว
เขาก่อยๆ เอื้อมมือออกไป
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับรัดเกล้า ความซ่านสยิวราวกับกระแสไฟฟ้าก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
จิตใจของเขาแล่นพล่าน ความคิดของสเนปไม่เคยปลอดโปร่งเท่านี้มาก่อน ด้านหนึ่งคือความโหยหาในปัญญาและอำนาจอย่างบ้าคลั่ง แต่อีกด้านหนึ่ง ความเป็นเหตุเป็นผลอันเย็นเยียบกำลังดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดกำลัง
ในขณะที่รัดเกล้ากำลังจะสัมผัสกับศีรษะ สเนปก็หลับตาลงกะทันหันและใช้แรงทั้งหมดที่มีเหวี่ยงมันออกไปด้านข้าง
"ให้ตายเถอะ เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง!" เขาหอบหายใจรัวและอดสบถออกมาไม่ได้ "แฮร์รี่กับคนอื่นๆ ไม่เห็นจะเจออันตรายอะไรเลยตอนที่ได้ของชิ้นนี้ไป..."
"หรือจะเป็นเพราะพวกเขาได้สัมผัสรัดเกล้าหลังจากที่เพลิงปีศาจทำลายมันไปแล้วกันแน่"
สเนปพยายามอย่างหนักที่จะหวนนึกถึงเนื้อเรื่องเดิม
"ต้องใช่แน่ๆ ทุกอย่างเริ่มผิดปกติหลังจากที่ข้าเห็นคำขวัญนั่น... ในเมื่อเป็นแบบนี้ ข้าต้องเลี่ยงจุดนั้นเสีย"
เขาแกะแขนเสื้อที่พันดาบยาวไว้ออก แล้วโบกไม้กายสิทธิ์: "วินการ์เดียม เลวีโอซ่า!"
แขนเสื้อลอยขึ้นจากพื้น ค่อยๆ ร่อนลงไปปกคลุมรัดเกล้าเก่าคร่ำคร่าและซีดจางวงนั้น
แต่ในขณะที่เขากำลังจะหยิบมันขึ้นมาผ่านเนื้อผ้า เขาก็ตระหนักได้ว่ามันยังคงมีความเสี่ยงสูงเกินไป
"อืม... ก่อนที่รัดเกล้าจะถูกเผาด้วยเพลิงปีศาจ แฮร์รี่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้สัมผัสมันโดยตรงเหมือนกัน ไม่ใช่แค่เรื่องการมองเห็นตัวอักษรเท่านั้น"
เขาสมัดไม้กายสิทธิ์เพื่อย้ายแขนเสื้อออกไปอีกครั้ง เล็งเป้า แล้วลองร่ายคาถาใส่รัดเกล้าสองสามบท แต่มันยังคงนิ่งสนิท
หลังจากคลุมรัดเกล้าไว้อีกครั้ง สเนปก็อดกังวลไม่ได้ เขาไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป
เขายืนนิ่งใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักได้ว่าในตอนนี้เขาทำได้เพียงซ่อนมันไว้ก่อนเท่านั้น
ภายใต้การควบคุมของสเนป ขยะชิ้นต่างๆ หมุนคว้างลอยขึ้นไปบนอากาศ แล้วค่อยๆ กองทับถมกันเหนือรัดเกล้าวงนั้นทีละชิ้น
ไม่นานนัก กองขยะกองที่สามนับจากซ้ายของซากตู้หายตัว ก็ดูไม่ต่างจากกองขยะอื่นๆ ที่อยู่รายรอบ
สเนปแนบหูเข้ากับบานประตู ฟังความเคลื่อนไหวภายนอกอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงสะพายกระเป๋า ย่องออกไปอย่างเงียบเชียบ แล้วหันกลับไปมองบานประตูที่ค่อยๆ คืนสภาพกลับเป็นผนังหินเบื้องหลังเขา
"พับผ่าสิ!"
เขามีเวลาเพียงแค่ชำเลืองมองนาฬิกาเก่าๆ บนข้อมือ ก่อนจะรีบวิ่งตรงไปยังบันได
"ไม่ได้การ ข้าจะเข้าเรียนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคาบแรกสายแล้ว..."
ที่หน้าห้องเรียนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด สเนปเบรกจนตัวโก่งก่อนจะหยุดสนิท
เขามะเหงกเคาะประตูเบาๆ ขัดจังหวะเสียงของศาสตราจารย์กราปลัน
"เข้ามา"
เขาค่อยๆ ผลักประตูเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง
"ขออภัยที่มาสายครับศาสตราจารย์ ผม—"
เสียงโห่ฮาดังมาจากมุมหนึ่งของห้องเรียน ซึ่งในกลุ่มนั้นรอยยิ้มของเจมส์ พอตเตอร์ ดูจะเจิดจ้าเป็นพิเศษ
ศาสตราจารย์กราปลันถลึงตาใส่ทางนั้นอย่างเข้มงวด
"ชื่อ และบ้าน" เธอหันกลับมาเอ่ยกับสเนปด้วยเสียงเรียบตึง
"เซเวอร์รัส สเนป บ้านสลิธีรินครับ"
"คาบนี้เริ่มไปได้ห้านาทีแล้วนะสเนป ฉันหวังว่าจะไม่มีการมาสายอีก ตอนนี้ไปหาที่นั่งว่างเสีย"
สเนปถอดกระเป๋าลงมาถือไว้ในมือ แล้วค่อมตัวเดินให้เกิดเสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปยังที่นั่งข้างไอโบ
"ไปโดนอะไรมาน่ะ?" ไอโบถามพลางมองไปที่แขนเสื้อของสเนปที่หายไปท่อนหนึ่ง
"ชู่ว—" สเนปชี้ไปทางศาสตราจารย์กราปลันที่กำลังใช้เวทมนตร์กางรูปภาพบางอย่างออก "ไว้ค่อยคุยกัน"
"อย่างที่ฉันเพิ่งพูดไป พวกเธอใกล้จะเรียนจบแล้ว และโลกภายนอกนั้นอันตรายกว่าฮอกวอตส์มากนัก"
ศาสตราจารย์กราปลันชี้ไม้กายสิทธิ์ไปยังรูปภาพเหล่านั้น ซึ่งแสดงภาพของผู้คนที่ถูกทรมาน บาดแผลที่น่าสยดสยอง และอวัยวะที่บิดเบี้ยวผิดรูป
"ในบรรดาศาตร์มืด คำสาปโทษผิดสถานเดียวทั้งสามบทนั้นชั่วร้ายที่สุด"
เธอเคาะไม้กายสิทธิ์ลงบนรูปภาพหลายรูปอย่างหนักแน่น
"การใช้คำสาปบทใดบทหนึ่งกับมนุษย์นั้น เพียงพอที่จะส่งเธอไปรับโทษจำคุกตลอดชีวิตในอัซคาบัน"
"แม่มดคนนี้ที่กำลังชักกระตุกอย่างรุนแรงและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ถูกโจมตีด้วยคำสาปกรีดแทง สิ่งนี้ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส"
"ส่วนพ่อมดคนนี้ที่พิงผนังอยู่อย่างสงบ ถูกโจมตีด้วยคำสาปพิฆาต แม้จะไม่มีร่องรอยบาดแผลแม้เพียงนิดบนตัวเขา แต่เขาก็ได้ตายตกไปอย่างสมบูรณ์แล้ว"
"สำหรับคำสาปสะกดใจ" ศาสตราจารย์กราปลันเดินลงจากโพเดียมและก้าวเดินไปรอบห้องเรียน "ผู้ที่ถูกคำสาปนี้แทบจะไม่มีสัญญาณผิดปกติปรากฏให้เห็นภายนอกเลย"
"แต่เธอจะปฏิบัติตามความต้องการของผู้ร่ายมนตร์ ผู้ร่ายสามารถบังคับให้เธอจ่อไม้กายสิทธิ์เข้าหาหัวตัวเอง หรือลงมือฆ่าคนในครอบครัวด้วยมือของเธอเอง..."
เธอเดินวนไปจนถึงอีกฟากหนึ่งของห้องเรียนก่อนจะเดินกลับมายังหน้าชั้น
"พวกเธอต้องตระหนักให้เต็มที่ว่าอาจจะต้องเผชิญกับอะไรในอนาคต ฉันหวังว่าพวกเธอจะให้ความสำคัญกับวิชานี้ให้มาก ไม่ใช่เพียงเพื่อให้สอบผ่านเท่านั้น"
ทั่วทั้งห้องเรียนเงียบกริบ ราวกับทุกคนกำลังกลั้นหายใจ
"เอาละ ทุกคนไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกจนเกินไป"
ศาสตราจารย์กราปลันยืนอยู่ที่โพเดียมเผชิญหน้ากับเหล่านักเรียน
"ในบทเรียนต่อๆ ไป ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยพวกเธอพัฒนาความสามารถในการต้านทานศาสตร์มืด"