เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 ดูซิว่าเจ้าจะตายอย่างไร!

บทที่ 47 ดูซิว่าเจ้าจะตายอย่างไร!

บทที่ 47 ดูซิว่าเจ้าจะตายอย่างไร!


ร่างของชายหนุ่มสวมหมวกเต๋าผู้นี้แผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างยิ่งออกมา เสียงหนึ่งในก้นบึ้งหัวใจหลินเฟิงกรีดร้องไม่หยุดหย่อน

"หนี! หนี! หนี!"

นี่คือสัญชาตญาณดิบของสิ่งมีชีวิต เป็นสัญญาณเตือนภัยเมื่อเผชิญหน้ากับความตาย

หลินเฟิงต้องฝืนใจตนเองอย่างหนักเพื่อตรึงร่างให้ยืนหยัดอยู่กับที่ มิเช่นนั้นคงหันหลังวิ่งหนีไปแล้ว

คลื่นพลังบ่มเพาะที่ชายหนุ่มสวมหมวกเต๋าปลดปล่อยออกมาโดยไม่ปิดบัง บอกให้หลินเฟิงรู้ว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำ

มิหนำซ้ำยังเป็นผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้อาวุโสหลี่แห่งนิกายดาบเพลิงอัคคีในกาลก่อนเสียอีก

หลินเฟิงยิ้มขมขื่นในใจ "แม้ข้าจะแสร้งวางมาดเป็นยอดคนต่อหน้าศิษย์ แต่นั่นเพราะจำใจ แท้จริงแล้วข้าเป็นเพียงกุ้งฝอยในขอบเขตหลอมปราณเท่านั้น อย่าได้ส่งคู่ต่อสู้ระดับแก่นทองคำมาให้บ่อยนักเลย ข้ารับมือไม่ไหวจริงๆ!"

กระบี่บินของศิษย์นิกายดาบสู่ซานแม้จะแตกต่างกันไป แต่บนฝักกระบี่ล้วนสลักลวดลายภูผาสายน้ำเหมือนกัน เป็นสัญลักษณ์ระบุตัวตนเฉกเช่นชุดคลุมอัคคีของนิกายดาบเพลิงอัคคี เรื่องนี้ผู้คนในใต้หล้าล้วนตระหนักดี

หลินเฟิงย่อมจำได้ในทันที เขาคิดปลอบใจตนเองว่า "เยี่ยนหมิงเยว่ ฮุ่ยขู่ รวมกับเจ้าหมอนี่ตรงหน้า นึกไม่ถึงว่าในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ข้าจะได้พบเจอศิษย์จากสามแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใต้หล้าจนครบถ้วน"

แม้แข้งขาจะอ่อนแรงจนแทบเป็นตะคริว แต่หลินเฟิงยังคงลอบกำสารีริกธาตุไว้ในฝ่ามือ เตรียมพร้อมแลกชีวิตทุกเมื่อ จะให้เขางอมืองอเท้ารอความตายย่อมเป็นไปไม่ได้

หลิวหยางกระดกสุรารสเลิศในจอกหยกขาวจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะกระโดดลงจากหินใหญ่ เอียงคอมองหลินเฟิง "ไหนว่าเจ้าพาเด็กน้อยมาด้วยคนหนึ่งมิใช่หรือ คนอยู่ที่ใด?"

เดิมทีหลินเฟิงเตรียมใช้วิชายี่สิบสี่อรหันต์สวรรค์ แต่เมื่อได้ยินคำถามของหลิวหยาง จิตใจพลันไหววูบ เกิดความคิดที่ดีกว่าขึ้นมา

เมื่อไตร่ตรองจนรอบคอบและเห็นว่าไร้ช่องโหว่ หลินเฟิงจึงเริ่มเล่นละครตบตา

"เด็กน้อย? เด็กน้อยอันใดหรือ?" หลินเฟิงเผยสีหน้ายำเกรงและนอบน้อม แววตาเต็มไปด้วยความงุนงง

หลิวหยางขมวดคิ้ว "อย่ามาเสแสร้ง ก็เด็กอายุสามสี่ขวบที่เจ้าพาติดสอยห้อยตามมาด้วยตอนประมือกับคนของนิกายดาบเพลิงอัคคีอย่างไรเล่า"

หลินเฟิงมีสีหน้าตื่นตระหนก "ข้าแม้จะด้อยประสบการณ์ แต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียงของนิกายดาบเพลิงอัคคี พวกเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกพันธมิตรดาบเก้าสวรรค์ สำนักวิถีกระบี่ชั้นนำของแผ่นดิน ผู้ฝึกตนอิสระตัวเล็กๆ อย่างข้าจะไปกล้าตอแยพวกเขาได้อย่างไร?"

หลิวหยางได้ยินดังนั้นก็กวาดตามองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความระแวง "ก็เสื้อผ้าชุดนี้มิผิดเพี้ยนนี่นา"

หลินเฟิงยิ้มขมขื่น "ข้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นสิบ จะมีขวัญกล้าไปตอแยกับนิกายดาบเพลิงอัคคีได้หรือ?" กล่าวจบ หลินเฟิงก็ปลดปล่อยคลื่นพลังบ่มเพาะออกมา ใช้ฝ่ามือบีบก้อนหินจนแหลกละเอียด

พลังบ่มเพาะเพียงเท่านี้ หลิวหยางย่อมไม่เก็บมาใส่ใจ แต่ก็เพียงพอให้เขาประเมินความตื้นลึกหนาบางของระดับพลังหลินเฟิงได้อย่างชัดเจน

ทว่าเขายังคงแปลกใจอยู่บ้าง "ยามเจ้าไม่ลงมือ เหตุใดข้าจึงมองขอบเขตพลังบ่มเพาะของเจ้าไม่ออก?"

หลินเฟิงยิ้มแหยพลางกล่าวว่า "ข้าบังเอิญได้ของวิเศษชิ้นเล็กๆ มาชิ้นหนึ่ง สามารถอำพรางพลังบ่มเพาะได้" เขากลืนน้ำลายลงคอ เผยรอยยิ้มประจบประแจงด้วยความยำเกรง ก่อนจะล้วงแถบผ้าแพรออกมาจากอกเสื้อยื่นส่งให้หลิวหยาง "เชิญท่านเซียนตรวจสอบ"

แท้จริงแล้วแถบผ้าแพรเป็นเพียงของดาดดื่นทั่วไป แต่ทันทีที่หลินเฟิงหยิบมันออกมา เขาก็แสร้งปลดปล่อยพลังบ่มเพาะของตนเองออกมา ทำให้หลิวหยางเข้าใจผิดว่าสาเหตุที่มองระดับพลังไม่ออกในคราแรกเป็นเพราะอานุภาพของผ้าแพร

หลิวหยางรับแถบผ้าแพรไปตรวจสอบ ไม่สัมผัสถึงการทำงานของค่ายกลใดๆ เมื่อลองทดสอบด้วยตนเองก็ไม่สามารถอำพรางพลังบ่มเพาะได้ เขาจ้องมองหลินเฟิงด้วยความเคลือบแคลง แต่ยามนี้หลินเฟิงไร้ซึ่งความลับต่อหน้าเขาอีกต่อไป เป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นสิบอย่างชัดแจ้ง

"เหตุใดข้าใช้แล้วจึงไม่เห็นผล?" หลิวหยางเอ่ยถาม

"อาจเป็นเพราะข้ามีพลังบ่มเพาะต่ำต้อยกระมัง" หลินเฟิงกล่าวอย่างขัดเขิน "เป็นเพียงวิชาลวงตาเล็กน้อย ไม่คู่ควรให้ท่านเซียนแห่งนิกายดาบสู่ซานเก็บมาใส่ใจ"

หลิวหยางหัวเราะ "เจ้ารู้ด้วยรึว่าข้าเป็นคนของนิกายดาบสู่ซาน?"

หลินเฟิงชำเลืองมองฝักกระบี่ที่ข้างเอวของหลิวหยางพลางยิ้มกล่าว "นิกายดาบสู่ซาน แดนศักดิ์สิทธิ์วิถีกระบี่อันดับหนึ่งในใต้หล้า ชื่อเสียงเลื่องลือก้องกังวาน ต่อให้ข้าหูตาคับแคบเพียงใด ย่อมต้องเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง"

หลิวหยางเบ้ปาก หมดความสนใจในตัวหลินเฟิงโดยสิ้นเชิง "น่าเบื่อ" เขาชะงักเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามต่อ "เจ้าอยู่ในตำหนักใต้ดินแห่งนี้ เคยพบเห็นนักพรตหนุ่มที่แต่งกายคล้ายคลึงกับเจ้า และพาเด็กอายุสามสี่ขวบติดสอยห้อยตามมาด้วยหรือไม่?"

หลินเฟิงส่ายหน้าด้วยความงุนงง หลิวหยางจึงถามต่อ "เช่นนั้นเจ้าเข้ามาทำอะไรในตำหนักใต้ดินแห่งนี้?"

"ข้า... ข้าออกมาฝึกฝนหาประสบการณ์ บังเอิญพลัดหลงเข้ามาในตำหนักใต้ดินแห่งนี้" หลินเฟิงตอบตะกุกตะกักด้วยท่าทีร้อนตัว

หลิวหยางแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา จิตสังหารอันไร้ขอบเขตแผ่ซ่านออกมา ทิ่มแทงจนหลินเฟิงตัวสั่นเทา

"ท่านเซียนโปรดระงับโทสะ ท่านเซียนโปรดระงับโทสะ" หลินเฟิงรีบกล่าวละล่ำละลัก "ข้า... แท้จริงแล้วข้าได้ยินมาว่าเบื้องล่างตำหนักใต้ดินแห่งนี้มีของวิเศษซุกซ่อนอยู่ จึงใคร่มาลองเสี่ยงดวงดูว่าจะมีวาสนาหรือไม่"

"ของวิเศษ?" หลิวหยางประหลาดใจเล็กน้อย "ของวิเศษอันใด?"

หลินเฟิงตอบกลับอย่างซื่อสัตย์ "มีคำร่ำลือว่าเมื่อพันปีก่อน ที่แห่งนี้เคยเป็นถ้ำบ่มเพาะของนักพรตเมฆาดำผู้เป็นผู้ฝึกตนอิสระ หลังจากนักพรตเมฆาดำสิ้นชีพในแม่น้ำโลหิต ศาสตราคู่ชีวิตของเขานามว่าธงเมฆาดำยังคงตกค้างอยู่ในถ้ำบ่มเพาะแห่งนี้"

หลิวหยางเบ้ปาก "นักพรตเมฆาดำ? ไม่เคยได้ยินชื่อ ดูเหมือนจะเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำกระมัง? ศาสตราวิเศษระดับแก่นทองคำ ก็มิได้วิเศษวิโสอันใด"

หลินเฟิงยิ้มประจบ "ท่านเซียนมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง ย่อมไม่เห็นอยู่ในสายตา เพียงแต่ข้าได้ยินมาว่า ธงเมฆาดำนี้มีคุณสมบัติวิเศษในการเคลื่อนย้ายมิติ นับเป็นของหายากยิ่งนัก ข้าจึงอยากมาลองเสี่ยงดวงดูสักครา"

"เคลื่อนย้ายมิติ?" หลิวหยางเริ่มบังเกิดความสนใจขึ้นมาทันที เคล็ดวิชาและศาสตราวิเศษที่สามารถเคลื่อนย้ายมิติได้นั้นหาได้ยากยิ่ง ทั้งยังมีประโยชน์ใช้สอยไม่รู้จบ แม้แต่เขาก็ยังอดหวั่นไหวไม่ได้

หลิวหยางลองใช้จิตสัมผัสตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วกล่าว "ข้าไม่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของวิเศษในที่แห่งนี้เลย"

หลินเฟิงลอบชำเลืองมองทะเลสาบโลหิตที่อยู่ด้านข้าง อึกอักจนพูดไม่ออก

หลิวหยางสังเกตเห็นอากัปกิริยาของเขา จึงหัวเราะร่า "ของวิเศษอยู่ในแม่น้ำโลหิตยมโลกนี้หรือ? หากมีน้ำแท้แห่งแม่น้ำโลหิตขวางกั้น พลังบ่มเพาะของข้าย่อมยากจะตรวจสอบพบจริงๆ นั่นแหละ ทว่า..."

เขาปรายตามองหลินเฟิง ยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม "ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้ามิได้โกหกข้า? เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน เจ้าจงลงไปงมหาให้ข้าก่อนเถิด"

"เดิมทีข้าตั้งใจมาค้นหาของวิเศษ แต่พอทราบว่าของวิเศษกลับจมอยู่ในแม่น้ำโลหิตยมโลก จึงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ครั้นจะจากไปก็ไม่ตัดใจ ครั้นจะลงไปก็ไม่กล้า" หลินเฟิงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ "พลังบ่มเพาะอันต่ำต้อยเพียงหยิบมือของข้า ไหนเลยจะทนทานต่อการกัดกร่อนของโลหิตมลทินในแม่น้ำโลหิตยมโลกได้? เพียงชั่วครู่คงถูกละลายกลายเป็นเศษซาก"

ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว จ้องมองแม่น้ำโลหิตยมโลกเบื้องล่างราวกับเห็นอสรพิษร้าย

เพื่อถอยห่างจากโลหิตมลทินให้มากที่สุด หลินเฟิงรีบปีนป่ายขึ้นไปบนสะพานหินที่ยื่นออกมาจากหน้าผาเหนือทะเลสาบโลหิต จ้องมองแม่น้ำโลหิตยมโลกที่เชี่ยวกรากเบื้องล่างด้วยความตื่นตระหนก

หลิวหยางหัวเราะร่า "น้ำแท้แห่งแม่น้ำโลหิตนี้เป็นสิ่งชั่วร้ายและโสมมที่สุดในใต้หล้า สามารถแปดเปื้อนพลังบ่มเพาะและศาสตราวิเศษได้ทุกชนิด นับว่าร้ายกาจอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่มันไม่อาจหยุดยั้งข้าได้!"

"ต่อให้ของวิเศษอยู่ใต้แม่น้ำโลหิตยมโลกจริงก็ไม่เป็นไร กลับจะช่วยให้ข้าหายเบื่อได้บ้าง ทว่า..." หลิวหยางแสยะยิ้มเย็นชาจ้องมองหลินเฟิง "ทางที่ดีเบื้องล่างควรจะมีของวิเศษอยู่จริง มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าต้องนึกเสียใจที่เกิดมา!"

ภายนอกหลินเฟิงแสร้งทำสีหน้าเลื่อมใสศรัทธา "ของวิเศษย่อมคู่ควรกับผู้มีความสามารถ การที่ท่านเซียนได้รับสมบัตินี้จึงนับเป็นลิขิตสวรรค์ ข้าได้เฝ้ามองอยู่ด้านข้างก็นับว่าเป็นวาสนาสามชาติภพแล้ว!"

หลิวหยางหัวเราะลั่นด้วยความลำพองใจ หลินเฟิงฉีกยิ้มแห้งๆ อยู่ด้านข้าง ทว่าภายในใจกลับแสยะยิ้มเย็นเยียบ "ข้ากำลังเฝ้ามองอยู่ด้านข้างจริงๆ นั่นแหละ... เฝ้ามองดูว่าเจ้าจะตายอย่างไร!"

จบบทที่ บทที่ 47 ดูซิว่าเจ้าจะตายอย่างไร!

คัดลอกลิงก์แล้ว