- หน้าแรก
- สุดยอดเจ้าสำนัก
- บทที่ 45 รอเจ้าอยู่พอดี ไอ้โล้นสารเลว!
บทที่ 45 รอเจ้าอยู่พอดี ไอ้โล้นสารเลว!
บทที่ 45 รอเจ้าอยู่พอดี ไอ้โล้นสารเลว!
ฮุ่ยขู่ควบคุมอรหันต์แสงทองเข้าโจมตีหลินเฟิง หลินเฟิงใช้ออกด้วยคัมภีร์แท้จริงตี้จ้างรับมือ สามารถต้านทานการโจมตีของอรหันต์แสงทองไว้ได้ชั่วคราว
แม้จะประหลาดใจที่หลินเฟิงเชี่ยวชาญคัมภีร์แท้จริงตี้จ้าง แต่หัวใจที่แขวนอยู่ของฮุ่ยขู่ก็วางลงได้ครึ่งหนึ่ง เพราะเขาสัมผัสได้ว่าพลังต่อต้านของหลินเฟิงนั้นมิได้แข็งแกร่งอันใด อย่าว่าแต่ขอบเขตแก่นทองคำเลย แม้แต่ขอบเขตสร้างฐานก็ยังมิใช่ด้วยซ้ำ
ฮุ่ยขู่แสยะยิ้มเย็นชา "มีความสามารถเพียงเท่านี้ ยังคู่ควรมาอวดโอ้ต่อหน้าอาตมาหรือ? หากรู้อยู่แล้วว่าเจ้ามีดีแค่เปลือกนอก อาตมามิจำเป็นต้องใช้ค่ายกล ก็สามารถส่งวิญญาณเจ้าได้"
หลินเฟิงปรายตามองเขาอย่างเรียบเฉย กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "ก็เป็นเพียงกบในกะลา เฝ้ากระดูกบรรพชน แล้วมาพ่นวาจาโอหังอยู่ที่นี่"
สีหน้าของฮุ่ยขู่แปรเปลี่ยนไป "ไอ้นักพรตจมูกวัว เจ้ากล้าพูดอีกครั้งหรือไม่?"
หลินเฟิงส่ายหน้าอย่างสงบนิ่ง "ค่ายกลนี้คือต้นกำเนิดความเย่อหยิ่งของเจ้าหรือ? วันนี้ข้าจะทำลายความเพ้อฝันของเจ้า ให้เจ้าได้ตระหนักถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของตนเอง"
ฮุ่ยขู่โกรธจัดจนหัวเราะออกมา "อาตมาจะบี้เจ้านักพรตจมูกวัวให้ตายคามือก่อน อรหันต์หนึ่งตนเจ้าอาจต้านทานได้ แต่ทว่า..."
สองฝ่ามือพนมเข้าหากัน น้ำเสียงของฮุ่ยขู่เต็มไปด้วยจิตสังหาร "...แต่ทว่า ยี่สิบสี่ตน เจ้าจะยังต้านทานได้หรือไม่?" ภายใต้การกระตุ้นด้วยจิต อรหันต์แสงทองทั้งยี่สิบสี่ตนต่างโอบล้อมเข้าหาหลินเฟิงพร้อมกัน อรหันต์แต่ละตนล้วนสูงตระหง่านหลายสิบเมตร เมื่อรุกคืบเข้ามาพร้อมกัน พลันก่อเกิดแรงกดดันชนิดที่บดบังผืนฟ้าและทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง
ฮุ่ยขู่จ้องมองหลินเฟิงพลางกล่าวเน้นทีละคำ "วันนี้อาตมาต้องส่งเจ้าลงนรกให้จงได้ เคล็ดวิชาอจลวิทยา คัมภีร์แท้จริงตี้จ้าง เจ้าต้องคายออกมาให้อาตมาอย่างว่าง่าย วิชาเหล่านี้ล้วนเป็นเคล็ดลับของวัดมหาอสุนีบาตแห่งเรา ไฉนจะยอมให้ตัวอัปมงคลเช่นเจ้าครอบครองเป็นของตนเอง!"
หลินเฟิงเงยหน้ามองอรหันต์แสงทองที่โอบล้อมเข้ามาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง หากวัดจากขนาดตัวแล้ว เขาประหนึ่งหลุดเข้าไปอยู่ในดินแดนยักษ์ก็มิปาน
"ค่ายกลเล็กจ้อยเพียงเท่านี้ มิจำเป็นต้องให้ข้าลงมือเอง เพียงศิษย์สองคนของข้าก็จัดการได้แล้ว"
ฮุ่ยขู่ชะงักงัน ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ว่าภายในค่ายกล กลับมีคนพยายามเก็บกู้พระธาตุที่เป็นดวงตาค่ายกล ฮุ่ยขู่บันดาลโทสะทันที "ไอ้สัตว์นรกตัวน้อยสองตัว ช่างบังอาจนัก!"
เมื่อหลินเฟิงดึงดูดความสนใจส่วนใหญ่ของฮุ่ยขู่ไป เซียวเหยียนและเสี่ยวปู้เตี่ยนจึงถูกหลวงจีนมองข้าม
ในสายตาของฮุ่ยขู่ ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นที่หกและขั้นที่เจ็ด เพียงแค่แรงกดดันทางจิตวิญญาณจากค่ายกลแสงพุทธะ ก็เพียงพอที่จะทำให้จิตใจของเจ้าตัวเล็กทั้งสองพังทลายลงได้
ทว่าไม้เท้าอสนีบาตและกระดาษทองคำกลับแสดงอานุภาพ ไม่เพียงช่วยทั้งสองต้านทานแรงกดดันจากค่ายกล แต่ยังทำให้ค่ายกลเกิดการตัดสินผิดพลาด เข้าใจผิดว่าทั้งสองเป็นพวกเดียวกัน
"ทางนี้!" เซียวเหยียนเดินนำไปที่มุมหนึ่งของค่ายกล ภายใต้หมอกแสงสีทองจางๆ จุดแสงหนึ่งบนพื้นกำลังเปล่งประกายระยิบระยับ เมื่อมองดูให้ดี มันคือพระธาตุองค์หนึ่งนั่นเอง
เสี่ยวปู้เตี่ยนร้องอุทานอย่างยินดี "เป็นไปตามที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้จริงๆ" ก่อนลงมือ หลินเฟิงได้บอกพวกเขาแล้วว่า ค่ายกลยี่สิบสี่อรหันต์สวรรค์นี้ เป็นค่ายกลที่เปิดเผยตรงไปตรงมา เน้นเพียงการกักขังและสังหารศัตรู ตัวค่ายกลเองไม่มีผลในการสร้างภาพลวงตา
ยามฮุ่ยขู่วางค่ายกลได้โปรยพระธาตุลงมา เมื่อพระธาตุตกลงสู่พื้นตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอน ตำแหน่งย่อมไม่เปลี่ยนแปลง หากจดจำตำแหน่งของพระธาตุเหล่านี้ได้ ยามเข้าสู่ค่ายกลก็จะสามารถค้นหาพวกมันพบ
เพียงแต่พลังโจมตีของค่ายกลนี้รุนแรงเกินไป มันสร้างร่างจำแลงอรหันต์แสงทองยี่สิบสี่ตนที่มีพลังระดับผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างฐาน ทันทีที่ศัตรูเข้าสู่ค่ายกลก็จะถูกรุมโจมตี ย่อมไม่มีกำลังพอที่จะค้นหาและทำลายพระธาตุที่เป็นดวงตาค่ายกลได้
บัดนี้หลินเฟิงดึงดูดความสนใจของค่ายกลและฮุ่ยขู่ไปแล้ว เซียวเหยียนและเสี่ยวปู้เตี่ยนจึงสบโอกาส ค้นหาพระธาตุทันที
พระธาตุตกลงบนพื้นมิได้วางอยู่นิ่งๆ แต่ฝังลึกลงไปในผิวดิน แผ่รัศมีสีทองจางๆ ออกมา ย้อมพื้นดินโดยรอบให้กลายเป็นสีทองไปด้วย
เซียวเหยียนยกเท้ากระทืบลงบนพื้นสีทองอย่างแรง เกิดเสียงดังทึบหนักหน่วง จากแรงสะท้อนกลับ พื้นดินสีทองนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า เห็นได้ชัดว่าได้รับอิทธิพลจากพลังบ่มเพาะในพระธาตุ
ศิษย์พี่ศิษย์น้องสบตากัน เซียวเหยียนพยักหน้า "ลงมือเลย ข้าจะคุ้มกันให้เจ้าเอง"
เสี่ยวปู้เตี่ยนหยิบกระดาษทองคำออกมาแล้วขยับเข้าไปใกล้พระธาตุ ทันทีที่เขาเข้าใกล้ พระธาตุพลันส่งเสียงสวดมนต์ออกมา ราวกับเป็นการแจ้งเตือน
"ของดี ของดีจริงๆ" เสี่ยวปู้เตี่ยนยิ้มร่า เผยให้เห็นเขี้ยวเสือน้อยที่แวววาวสองซี่ สะบัดกระดาษทองคำในมือคลุมทับลงบนพระธาตุ
ทันทีที่กระดาษทองคำสัมผัสพระธาตุ พระธาตุก็สงบลงทันที การกระทำต่อมาของเสี่ยวปู้เตี่ยนนั้นป่าเถื่อนยิ่งนัก นิ้วทั้งสิบกางออก สองกรงเล็บตะปบลงบนพื้น ขุดหลุมขึ้นมาอย่างดิบเถื่อน
เสี่ยวปู้เตี่ยนออกแรงสองมือพร้อมกัน ราวกับถอนหัวไชเท้า ขุดเอาก้อนดินก้อนหนึ่งขึ้นมา
ตบลงไปหนึ่งฝ่ามือ ก้อนดินที่ยังคงแผ่แสงสีทองจางๆ และแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าพลันแตกละเอียด เหลือเพียงพระธาตุที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน วางสงบนิ่งอยู่กลางกระดาษทองคำ
เซียวเหยียนมองภาพนี้แล้วมุมปากกระตุก กระบวนการทั้งหมดราวกับชายฉกรรจ์ที่ภายนอกดูไร้พิษสง ใช้วิธีที่อ่อนโยนสุภาพที่สุดหลอกล่อให้แม่นางน้อยดื่มยาสลบ หลังจากนางหมดสติไป ก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริงจัดการข่มเหงรังแกนางเสียตรงนั้น
"พวกเจ้าช่างบังอาจนัก!" เสียงตวาดเกรี้ยวกราดของฮุ่ยขู่ดังขึ้นข้างหู ตามด้วยอรหันต์แสงทองขนาดมหึมาพุ่งเข้ามาตรงหน้า ชกหมัดลงมาที่กลางศีรษะของเสี่ยวปู้เตี่ยน
เซียวเหยียนตื่นตัวทันที ใช้วิธีที่หลินเฟิงถ่ายทอดให้ กระตุ้นไม้เท้าอสนีบาตขึ้นต้านรับอรหันต์แสงทอง
หมัดของอรหันต์แสงทองปะทะเข้ากับไม้เท้าอสนีบาต ไม้เท้าอสนีบาตระเบิดแสงพุทธะเจิดจ้าออกมาทันที ท่ามกลางแสงพุทธะที่ไหลเวียน การเคลื่อนไหวของอรหันต์แสงทองพลันชะงักงัน พลังสิบส่วนที่ซัดออกมา ถูกรั้งกลับไปเสียห้าส่วน
พลังอีกห้าส่วนที่เหลือย่อมทำอะไรไม้เท้าอสนีบาตไม่ได้ ศาสตราอาคมพุทธะชิ้นนี้แสดงพลังป้องกันอันแข็งแกร่ง เบี่ยงเบนหมัดขนาดเท่าบ้านออกไปได้โดยตรง
ในเวลานี้ เสี่ยวปู้เตี่ยนใช้กระดาษทองคำห่อหุ้มพระธาตุไว้อย่างมิดชิดแล้ว กระดาษทองคำตัดขาดแสงพุทธะของพระธาตุ พลังบ่มเพาะภายในพระธาตุถูกผนึกไว้ทันที ไม่สามารถรั่วไหลออกมาได้แม้แต่น้อย
ฮุ่ยขู่ตะลึงงัน ค่ายกลยี่สิบสี่อรหันต์สวรรค์ของเขานั้นทรงพลังยิ่งนัก หากจะกล่าวถึงจุดอ่อน นอกจากตำแหน่งค่ายกลที่เคลื่อนย้ายไม่ได้แล้ว ก็คือการใช้พระธาตุยี่สิบสี่องค์เป็นดวงตาค่ายกล ซึ่งจะขาดไปไม่ได้แม้แต่องค์เดียว
เพียงแค่ขาดพระธาตุไปหนึ่งองค์ ค่ายกลก็จะพังทลายลง
เสียงสวดมนต์ข้างหูเลือนหาย กลิ่นไม้จันทน์ค่อยๆ จางไป หมอกแสงสีทองจางๆ ก็ปลิวหายไปตามสายลม
ค่ายกลยี่สิบสี่อรหันต์สวรรค์ที่เคยเล่นงานท่านผู้เฒ่าแร้งและผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างฐานอีกสามคนจนหมดทางสู้ บัดนี้ถูกทำลายลงแล้ว!
เซียวเหยียนและเสี่ยวปู้เตี่ยนเองก็ยังตะลึงงัน นึกไม่ถึงว่าจะเป็นจริงดังที่หลินเฟิงกล่าวไว้ สามารถทำลายค่ายกลได้ง่ายดายปานนี้
หลินเฟิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ลูกศิษย์ทั้งสองหารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วเขากำลังเดินไต่ลวดอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เขาเดินข้ามมาได้สำเร็จอีกครา
ความสำเร็จนี้แยกไม่ออกจากการคำนวณอันมากมาย และโชคช่วยอีกส่วนใหญ่
ประการแรก ฮุ่ยขู่ถูกโลหิตมลทินเล่นงาน สมาธิกว่าครึ่งต้องใช้ไปกับการกำจัดโลหิตมลทิน จึงไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะควบคุมค่ายกลยี่สิบสี่อรหันต์สวรรค์ มิเช่นนั้น เขาคงค้นพบการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเซียวเหยียนทั้งสองได้ตั้งแต่แรกและขัดขวางได้ทันท่วงที
ประการที่สอง เพราะสวัสดิการซ่อนเร้นของระบบ ทำให้ฮุ่ยขู่มองระดับพลังที่แท้จริงของหลินเฟิงไม่ออก จึงเผลอไผลมองเขาเป็นศัตรูตัวฉกาจ ดึงดูดความสนใจทั้งหมดของฮุ่ยขู่ไป ไม่เพียงเท่านั้น ในตอนแรกฮุ่ยขู่ยังไม่กล้าบุกโจมตีเต็มกำลัง ใช้เพียงอรหันต์หนึ่งตนหยั่งเชิง ทำให้หลินเฟิงสามารถต้านทานระลอกการโจมตีแรกที่สำคัญที่สุดนี้ได้ ซื้อเวลาให้เซียวเหยียนทั้งสอง
จากนั้น ก็เป็นดังที่หลินเฟิงคาดการณ์ ไม้เท้าอสนีบาตและกระดาษทองคำ ซึ่งเป็นศาสตราอาคมพุทธะย่อมเกิดการสั่นพ้องได้ง่าย ในสถานการณ์ที่ฮุ่ยขู่ผู้ควบคุมไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก จึงสามารถต้านทานการโจมตีของค่ายกลและเก็บกู้พระธาตุได้สำเร็จ
สุดท้าย และเป็นจุดที่สำคัญที่สุด ก็คือการที่ฮุ่ยขู่ถูกโลหิตมลทินกัดกร่อน พลังฝีมือลดฮวบ มิเช่นนั้นต่อให้ทำลายค่ายกลของเขาได้ ด้วยพลังบ่มเพาะขอบเขตสร้างฐานของฮุ่ยขู่ หลินเฟิงก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้อยู่ดี
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสู่ชัยชนะของหลินเฟิง ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป แผนการย่อมไม่อาจสำเร็จ
แน่นอนว่า หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป หลินเฟิงย่อมต้องอดทนรอโอกาสต่อไป ไม่เสนอหน้ามาหาเรื่องฮุ่ยขู่เป็นแน่
กล้าลงมือ ย่อมต้องมีความมั่นใจว่าจะสำเร็จ!
หลินเฟิงหันไปกล่าวกับเสี่ยวปู้เตี่ยนและเซียวเหยียน "เก็บพระธาตุที่เหลือมาด้วยเถอะ"
เสี่ยวปู้เตี่ยนดีใจจนเนื้อเต้น วิ่งวุ่นไปทั่วราวกับเห็นที่นี่เป็นสวนผักหลังบ้านของตนเอง ทำหน้าที่ "ถอนหัวไชเท้า" อย่างมีความสุข รวบรวมพระธาตุที่เหลืออีกยี่สิบสามองค์อย่างรวดเร็ว รวมกับองค์แรก แล้วส่งมอบถึงมือหลินเฟิง
เมื่อเห็นของรักของหวงตกไปอยู่ในมือหลินเฟิง ดวงตาของฮุ่ยขู่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน คำรามลั่น "ไอ้นักพรตจมูกวัว!" ภายใต้ความตื่นตระหนกและโกรธแค้น พลังบ่มเพาะในกายพลันปั่นป่วน เปลวเพลิงสีเขียวไม่อาจกดข่มโลหิตมลทินได้อีก แสงพุทธะคุ้มกายถูกโลหิตมลทินทะลวงผ่านในชั่วพริบตา
หลินเฟิงมองฮุ่ยขู่ที่ถูกโลหิตมลทินแปดเปื้อนไปทั่วร่าง แอบชูสองนิ้วเป็นรูปตัววีในใจ ที่เขาให้เสี่ยวปู้เตี่ยนเก็บพระธาตุองค์อื่น ก็เพื่อจงใจยั่วโมโหฮุ่ยขู่นั่นเอง หากหลวงจีนผู้นี้ถูกโลหิตมลทินละลายไปเลยย่อมดีที่สุด
แต่ฮุ่ยขู่กลับทำให้เขาผิดหวัง หลวงจีนอารมณ์ร้ายผู้นี้จู่ๆ ก็สงบลง รั้งพลังคุ้มกายทั้งหมดกลับคืน ปล่อยให้โลหิตมลทินปกคลุมทั่วร่าง กัดกร่อนพลังบ่มเพาะที่บำเพ็ญเพียรมาหลายปีอย่างบ้าคลั่ง ฮุ่ยขู่กลับมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแค่จ้องมองหลินเฟิงด้วยสายตาเย็นเยียบ
ในชั่วขณะนี้ อารมณ์บ้าคลั่ง เกรี้ยวกราด และโกรธแค้นบนร่างของฮุ่ยขู่ล้วนเลือนหายไป ในแววตาเหลือเพียงจิตสังหารอันเยือกเย็น
หลินเฟิงร้องแย่แล้วในใจ เป็นไปตามคาด ฮุ่ยขู่กล่าวเสียงเย็น "อาตมาถูกกำหนดให้ลงนรก แต่ก่อนจะไป ต้องลากเจ้ามารนอกรีตเช่นเจ้าไปด้วยกัน!"
วินาทีถัดมา ร่างของฮุ่ยขู่ระเบิดคลื่นพลังบ่มเพาะอันน่าตื่นตระหนก เหนือศีรษะของเขาพลันปรากฏหลุมดำขนาดเล็กขึ้น ทุกสรรพสิ่งรอบด้านหลุมดำล้วนถูกดูดกลืนเข้าไป
ฝุ่นผงเศษหินนับไม่ถ้วน แม้กระทั่งโลหิตมลทินจากแม่น้ำโลหิตยมโลกข้างกายฮุ่ยขู่ ล้วนลอยขึ้นสู่กลางอากาศ พุ่งเข้าหาหลุมดำ
ภายใต้แรงดูดมหาศาล แม้แต่เซียวเหยียนและเสี่ยวปู้เตี่ยนยังยืนไม่อยู่ เท้าลอยจากพื้น กำลังจะถูกดูดเข้าไปในหลุมดำโดยตรง
ฮุ่ยขู่คำรามก้อง "เจ้ามารร้าย รับการโจมตีครั้งสุดท้ายของอาตมาไปซะ สังสารวัฏสุขาวดี! เข้าสู่ประตูสังสารวัฏ ลงนรกไปพร้อมกันเถอะ..."
วาจายังมิทันจบประโยค แสงสายฟ้าสีขาวบริสุทธิ์ที่เจิดจรัสไร้เปรียบและรุนแรงไร้คู่ต่อสู้สายหนึ่งก็พุ่งมาถึงตรงหน้า ระเบิดร่างของฮุ่ยขู่ที่สูญสิ้นพลังบ่มเพาะจนหมดสิ้นให้กลายเป็นหมอกโลหิตคละคลุ้งเต็มท้องฟ้า!
แสงเทวะแม่เหล็กสวรรค์ขั้วอุดร!
หลินเฟิงยื่นมือขวาออกไป นิ้วมือทำท่าเหมือนปืน จากนั้นดึงกลับมาที่ริมฝีปากแล้วเป่าเบาๆ "ก็รอเจ้าอยู่พอดีเลย ไอ้โล้นสารเลว!"
(จบตอน)