- หน้าแรก
- สุดยอดเจ้าสำนัก
- บทที่ 43 ผู้ฝึกตนสายกระบี่แห่งสู่ซาน
บทที่ 43 ผู้ฝึกตนสายกระบี่แห่งสู่ซาน
บทที่ 43 ผู้ฝึกตนสายกระบี่แห่งสู่ซาน
กลิ่นอายชีวิตในร่างของจูอี้กำลังค่อยๆ เลือนหายไป
ใบหน้าอ้วนท้วนของหวงซานยังคงยิ้มร่า ดวงตาเล็กหยีคู่หนึ่งฉายแววอำมหิต เขากำลังทรมานจูอี้อย่างใจเย็น ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย พลางหันกลับไปมองด้านหลัง
ณ ปากทางออกอุโมงค์แห่งหนึ่ง ปรากฏร่างชายหนุ่มอาภรณ์ขาวดุจหิมะ สวมหมวกสานสีครามยืนตระหง่าน
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าภายใต้หมวกสาน หน้าตาถือว่าคมคาย ผิวขาวจัด บนใบหน้ามีจุดกระสีขาวเล็กน้อย
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดบนร่างคนผู้นี้ คือกระบี่ยาวที่เหน็บอยู่ข้างเอว บนฝักกระบี่สลักลวดลายภูผาสายธารดูเรียบง่ายแต่หนักแน่น
ผู้คนในที่นั้นนอกจากจูอี้ที่สติเริ่มเลือนรางแล้ว เมื่อเห็นกระบี่ยาวต่างก็รูม่านตาหดเกร็ง "คนของนิกายดาบสู่ซาน?"
แม้เขาจะเงยหน้ามองหวงซานที่ลอยอยู่กลางอากาศ แต่สีหน้ากลับดูราวกับผู้ที่อยู่สูงกว่ามองลงมาเบื้องล่าง เขาแสยะยิ้มกว้าง "เจ้าอ้วน เคยเห็นนักพรตหนุ่มสวมชุดคลุมขาว สวมอาภรณ์ขนนกและมงกุฎดารา ที่พาเด็กน้อยมาด้วยหรือไม่?"
น้ำเสียงของชายหนุ่มฟังดูยโสโอหังและไร้มารยาท แม้ใบหน้าของหวงซานจะยังเปื้อนยิ้ม แต่แววตากลับเย็นเยียบลงแล้ว
ต่อหน้าเสวียนจีโหว หวงซานคือบ่าวรับใช้ แต่คนอื่นกลับมิกล้าดูแคลนคนสนิทข้างกายของเสวียนจีโหวผู้นี้
อย่าว่าแต่ในจวนเสวียนจีโหวเลย แม้แต่ในอาณาเขตต้าโจวทั้งหมด คนส่วนใหญ่เมื่อเผชิญหน้ากับเขา ต่างก็ต้องเรียกขานอย่างนอบน้อมว่า "คุณชายสามหวง"
ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างฐานหลายคนเริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจ ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างฐานคนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ลงมือ คิดว่าหากตนไม่แสดงผลงานบ้างคงดูไม่ดี จึงคิดจะประจบหวงซาน ตวาดขึ้นว่า "นี่คือคุณชายสามหวงแห่งจวนเสวียนจีโหว รู้จักกฎระเบียบเสียบ้าง มิเช่นนั้นต่อให้เป็นนิกายดาบสู่ซานก็คุ้มกะลาหัวเจ้าไม่ได้!"
ชายหนุ่มสวมหมวกเต๋าได้ยินดังนั้น เพียงแค่หัวเราะไร้เสียง สายตามิได้ปรายตามองไปทางนั้นด้วยซ้ำ
แต่กระบี่ยาวข้างเอวกลับพุ่งออกจากฝักด้วยเสียงกัมปนาท กลายเป็นประกายแสงเย็นเยียบสายหนึ่ง พุ่งเข้าใส่ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างฐานผู้นั้น
หวงซานหน้าขรึมลง "สามหาว!" ไอเย็นคละคลุ้งทั่วฟ้าควบแน่น หมายจะแช่แข็งกระบี่ของชายหนุ่มสวมหมวกเต๋า
ทว่าเมื่อประกายกระบี่ของชายหนุ่มสวมหมวกเต๋ากำลังจะปะทะกับไอเย็นของหวงซาน มันกลับหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
หวงซานชะงักไปเล็กน้อย วินาทีต่อมาสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ตะโกนลั่น "ระวัง!"
ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างฐานที่ถูกโจมตียังไม่ทันได้ตอบสนอง ประกายกระบี่ที่หายไปกลับปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอย่างกะทันหัน ในระยะประชิด!
ประกายกระบี่ทะลวงศีรษะ แล้วบินกลับเข้าฝักกระบี่ของชายหนุ่มสวมหมวกเต๋า
ในยามนี้ ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างฐานผู้นั้นเพิ่งจะได้สติ อ้าปากอยากจะพูด แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา รอยเลือดค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่หว่างคิ้ว วินาทีต่อมาก็ระเบิดออก เลือดสดๆ สาดกระเซ็นไปในอากาศ
"ช่างกล้านัก!" หวงซานหน้าเขียวคล้ำ สะบัดมือโยนจูอี้ทิ้งไปให้ลูกน้องคนหนึ่ง เมื่อไร้การกดดันจากพลังบ่มเพาะของเขา จูอี้ก็ได้สติคืนมา กระอักเลือดเสียออกมาคำโต ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนป่วยหนัก
หวงซานในยามนี้ไม่สนใจเขาอีกแล้ว ใบหน้าอ้วนท้วนเต็มไปด้วยความเย็นชา "สะบั้นมายา ทะลวงมิติ วิชากระบี่เซ่าเจ๋อแห่งสู่ซานสมคำร่ำลือจริง แต่เจ้ามาอวดเบ่งผิดที่แล้ว ที่นี่คือต้าโจว และคนที่เจ้าฆ่า คือคนของจวนเสวียนจีโหว!"
ชายหนุ่มสวมหมวกเต๋าฉีกยิ้ม "ข้ากำลังถามเจ้าว่า เคยเห็นนักพรตหนุ่มสวมชุดคลุมขาว สวมอาภรณ์ขนนกและมงกุฎดารา ที่พาเด็กน้อยมาด้วยหรือไม่?"
หวงซานโกรธจัดจนหัวเราะออกมา "นิกายดาบสู่ซานกำเริบเสิบสานจนเคยตัว กล้าฆ่าคนของจวนเสวียนจีโหวข้า เจ้าอย่าหวังจะมีชีวิตรอดออกไปจากอาณาเขตต้าโจว!"
ชายหนุ่มสวมหมวกเต๋ายิ้มกล่าว "ดูท่าเจ้าคงไม่คิดจะตอบคำถามข้า เช่นนั้นเก็บเจ้าไว้ก็ไร้ประโยชน์" กล่าวจบ ประกายกระบี่ก็พุ่งออกจากฝักอีกครั้ง
"ผนึกน้ำแข็งทั่วหล้า หมื่นลี้เหมันต์โปรย!" หวงซานคำรามก้อง สองมือประสานอิน ทันใดนั้นพายุหิมะก็พัดโหมกระหน่ำทั่วตำหนักใต้ดิน ไอเย็นนับไม่ถ้วนควบแน่น อากาศขาวโพลนไปทั่วบริเวณ
ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างฐานที่เหลือและจูอี้ แม้เป้าหมายของหวงซานจะไม่ใช่พวกเขา แต่เพียงแค่คลื่นพลังตกค้าง ก็ทำให้พวกเขาแทบจะแข็งตาย
ไม่ใช่แค่ร่างกายที่แข็งทื่อ แม้แต่ความคิดก็เชื่องช้าลง สมองไม่อาจสั่งการ
นี่คือลางบอกเหตุว่าแม้แต่วิญญาณก็จะถูกแช่แข็ง!
เพื่อป้องกันกระบี่บินที่สามารถเคลื่อนย้ายมิติของคู่ต่อสู้ หวงซานเร่งเร้าพลังบ่มเพาะถึงขีดสุด รอบกายเต็มไปด้วยไอเย็น ไม่ว่ากระบี่บินจะโผล่มาจากที่ใด ก็สามารถป้องกันได้
"วิชากระบี่เซ่าเจ๋อแห่งสู่ซานแม้จะลึกลับพิสดาร แต่เน้นลูกเล่น พลังทำลายล้างโดยตรงจึงไม่เพียงพอ เขาเป็นผู้ฝึกตนสายกระบี่ระดับแก่นทองคำ สังหารขอบเขตสร้างฐานย่อมง่ายดาย แต่หากคิดจะจัดการข้า ฝันไปเถอะ!"
ขณะที่หวงซานกำลังคิด ท่ามกลางไอเย็น เสียงของชายหนุ่มสวมหมวกเต๋าก็ดังขึ้น "ต้าโจว? เสวียนจีโหว? เข้มแข็งจริง แต่ปัญหาคือเจ้าอ่อนแอ คำพูดที่ว่าจะไม่ให้ข้ามีชีวิตรอดออกไปจากอาณาเขตต้าโจว จูหงอู่พูดได้ แต่เจ้าพูดไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เป็นจูหงอู่ สักวันข้าก็จะก้าวข้ามเขาไปให้ได้"
ไอเย็นในตำหนักใต้ดินพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง ประกายกระบี่อันหนาวเหน็บและทรงพลังสายหนึ่งพุ่งทะลวงวงล้อมไอเย็น ฟาดฟันตรงเข้าใส่หวงซาน
ประกายกระบี่สายนี้เจิดจรัสบาดตา แสงเย็นวาบวับ ทุกประกายแสงที่เปล่งออกมา ล้วนเป็นประกายกระบี่ที่ทรงพลังไร้เทียมทาน
กระบี่นี้ ราวกับประกายกระบี่นับหมื่นพันสาย หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว หมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่ง ไร้ผู้ต่อต้าน!
ต่างจากกระบี่เซ่าเจ๋อที่เคลื่อนย้ายมิติได้ก่อนหน้านี้ กระบี่นี้ไร้ซึ่งลูกเล่นแพรวพราว มีเพียงพลังที่บรรลุถึงขีดสุด
หวงซานหน้าถอดสี "มิใช่วิชากระบี่เซ่าเจ๋อ แต่เป็นวิชากระบี่เซ่าซางที่ดุดันแข็งกร้าวที่สุดในหกสุดยอดวิชากระบี่แห่งสู่ซาน? เขาถึงกับเชี่ยวชาญวิชากระบี่ถึงสองแขนง?!" ด้วยความตื่นตระหนก หวงซานรีบควบแน่นพลังบ่มเพาะ สร้างโล่น้ำแข็งทมิฬขึ้นเบื้องหน้า
นี่คือวิชาป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของหวงซาน ก่อนหน้านี้เมื่อเผชิญหน้ากับยันต์แก่นทองคำเขายังไม่ใช้ แต่บัดนี้กลับใช้ออกมาอย่างไม่ลังเล
ทว่าทุกอย่างล้วนไร้ประโยชน์ เมื่อเผชิญกับกระบี่ผ่าฟ้าของชายหนุ่มสวมหมวกเต๋า หมอกหนาวเหน็บทั่วฟ้า แตก! โล่น้ำแข็งทมิฬ ก็แตก!
เมื่อเห็นประกายกระบี่พุ่งมาถึงตรงหน้า หวงซานคำรามอย่างไม่ยินยอม "น้ำแข็งหมื่นปี มิอาจสั่นคลอน!"
ผิวหนังของหวงซานปรากฏชั้นน้ำแข็งปกคลุม ร่างทั้งร่างราวกับถูกแช่แข็งเป็นก้อนน้ำแข็ง ดุจน้ำแข็งหมื่นปี แข็งแกร่ง ดื้อรั้น ไม่อาจทำลาย! ทั้งยังใสกระจ่าง เก่าแก่และหนักแน่นยิ่งนัก!
แต่ทว่า ไร้ประโยชน์!
ท่ามกลางสายตาหวาดผวาของหวงซาน ประกายกระบี่เมินเฉยต่อการป้องกันของเขาโดยสิ้นเชิง ราวกับมีดตัดเต้าหู้ ทะลวงเข้าร่าง แล้วระเบิดออกภายในกาย ทันใดนั้นประกายกระบี่นับหมื่นสายก็พุ่งทะลุออกจากร่างของหวงซาน
ร่างอ้วนใหญ่ของหวงซาน ระเบิดออกกลางอากาศราวกับลูกโป่งที่ถูกเป่าจนแตก กลายเป็นหมอกโลหิตคละคลุ้งทั่วฟ้า
ประกายกระบี่ที่ระเบิดออกมายังไม่สิ้นฤทธิ์ พุ่งทำลายชั้นน้ำแข็งและผนังหินโดยรอบจนเป็นรูพรุนราวกับรังผึ้ง
จูอี้จ้องมองชายหนุ่มสวมหมวกเต๋าที่เก็บกระบี่เข้าฝักอย่างเหม่อลอย ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างฐานของจวนเสวียนจีโหวที่อยู่ข้างกายเขาก็ยืนนิ่งงันราวกับไก่ไม้
หนึ่งกระบี่ เพียงกระบี่เดียว ชายหนุ่มสวมหมวกเต๋าผู้นี้ก็สังหารหวงซานที่เป็นขอบเขตแก่นทองคำเหมือนกันได้
หวงซานยังมีวิชาอีกมากมายที่ยังไม่ได้ใช้ แม้แต่ระเบิดแก่นทองคำก็ยังทำไม่ทัน ก็ถูกคู่ต่อสู้สังหารเสียแล้ว
จูอี้พลันรู้สึกอยากจะหัวเราะ คำพูดของหวงซานที่ว่า "เป็นผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำเหมือนกัน พลังบ่มเพาะก็ยังมีสูงมีต่ำ" ยังคงก้องอยู่ในหู บัดนี้ตัวเขาเองกลับกลายเป็นเครื่องพิสูจน์คำพูดประโยคนั้นได้ดีที่สุด
"ช้าก่อน ชุดคลุมยาวสีขาว นักพรตหนุ่มสวมอาภรณ์ขนนกและมงกุฎดารา ช่างคล้ายกับคนที่ข้าเจอในวัดวันนั้นยิ่งนัก หรือว่า..." จูอี้ใจเต้นแรง ก้มหน้าเงียบงัน "ไม่รู้ว่าเขากับผู้ฝึกตนสายกระบี่แห่งสู่ซานผู้นี้ ใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน?"
ชายหนุ่มสวมหมวกเต๋ามองพวกเขาแล้วฉีกยิ้ม "จงจำชื่อข้าไว้ หลิวหยาง ผู้ที่จะสังหารจูหงอู่"
มองดูผู้คนที่ยืนตะลึงงัน หลิวหยางขยับหมวกสานของตน แล้วหันหลังเดินจากไป "น่าเบื่อ ไร้รสชาติสิ้นดี ข้าไปตามหานักพรตหนุ่มที่ลบหลู่นิกายดาบเพลิงอัคคีผู้นั้นต่อดีกว่า"
เขาเลียริมฝีปาก หัวเราะหึๆ "คนผู้นั้นน่าจะอยู่ในตำหนักใต้ดินแห่งนี้ หวังว่าเขาจะมอบความบันเทิงให้ข้าได้มากกว่านี้นะ"
............
ยามนี้อารมณ์ของหลินเฟิงย่ำแย่ถึงขีดสุด
"ครืนนนนนน——"
เบื้องหน้าคือแม่น้ำสีแดงฉานดั่งโลหิตที่ไหลเชี่ยวกราก ดำมืดหม่นหมอง ส่งกลิ่นคาวคลุ้งชวนอาเจียน เพียงแค่ได้กลิ่นนี้ หลินเฟิงก็รู้สึกว่าการโคจรพลังบ่มเพาะในร่างติดขัดยากลำบาก
ก่อนหน้านี้ในตำหนักใต้ดินเกิดการปะทะของพลังบ่มเพาะอย่างรุนแรง ส่งผลให้มิติแปรปรวน หลินเฟิงและศิษย์ทั้งสองที่กำลังเดินทางอยู่ถูกดูดเข้าไปในรอยแยกมิติ และถูกส่งตัวมายังส่วนลึกของตำหนักใต้ดินโดยตรง
โชคดีที่ทั้งสามคนไม่พลัดหลงกัน แต่หลินเฟิงคิดไม่ถึงเลยว่า คณะของตนจะมาโผล่ที่ริมแม่น้ำโลหิตยมโลกใต้พิภพ
หลินเฟิงมองดูน้ำที่ชั่วร้ายและสกปรกที่สุดในใต้หล้านี้ น้ำตาตกใน แต่ภายนอกยังต้องวางมาดมั่นใจต่อหน้าศิษย์ทั้งสอง ค่อยๆ อธิบายเรื่องน้ำแท้แห่งแม่น้ำโลหิตให้พวกเขาฟังอย่างเป็นขั้นเป็นตอน บอกให้พวกเขาอยู่ห่างจากสิ่งสกปรกโสโครกนี้ไว้
เมื่อได้ฟังความร้ายกาจของแม่น้ำโลหิตยมโลก เซียวเหยียนและเสี่ยวปู้เตี่ยนต่างหน้าซีดเผือด รีบพยักหน้า เดินตามหลังหลินเฟิงอย่างกระชั้นชิด หลีกหนีแม่น้ำโลหิตราวกับกลัวจะติดเชื้อ
หลินเฟิงเดินไปพลางครุ่นคิดไปพลาง "ศาสตราวิเศษธงเมฆาดำนั่นแม้จะดี แต่ก็ไม่สำคัญ ได้มาถือเป็นโชค เสียไปถือเป็นชะตา แต่จูอี้นั้น อุตส่าห์ลงแรงไปขนาดนี้ ศิษย์คนนี้ต้องเอามาให้ได้"
ขณะที่กำลังคิด เสี่ยวปู้เตี่ยนที่อยู่ด้านข้างก็กระตุกแขนเสื้อหลินเฟิง "ท่านอาจารย์ ดูตรงนั้นสิ"
หลินเฟิงได้สติ มองไปตามทิศที่เสี่ยวปู้เตี่ยนชี้ เห็นชายร่างใหญ่ผมสั้นสวมชุดสีเทา เนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบเลือด นั่งขัดสมาธิอยู่อย่างทุลักทุเลริมแม่น้ำโลหิตยมโลก นั่นคือภิกษุฮุ่ยขู่เมื่อครู่นี้เอง
ฮุ่ยขู่มีสีหน้าเจ็บปวดกลัดกลุ้ม รอบกายมีแสงพุทธะสีทองจางๆ กะพริบไหว บนผิวของแสงพุทธะ เปลวเพลิงสีเขียวและคราบเลือดสีแดงกำลังพัวพันกันอยู่
หลินเฟิงเข้าใจทันที "ภิกษุรูปนี้ ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงโดนน้ำแท้แห่งแม่น้ำโลหิตเข้า ตอนนี้กำลังใช้แสงพุทธะคุ้มกาย แล้วใช้เปลวเพลิงสีเขียวขับไล่โลหิตมลทิน"
เห็นฉากนี้ บนใบหน้าของหลินเฟิงก็ปรากฏรอยยิ้มที่อบอุ่นและอ่อนโยนดุจแสงตะวันในฤดูใบไม้ผลิขึ้นมาตามความเคยชิน