- หน้าแรก
- เกมสยองขวัญแล้วไง พอดีตรรกะผมมันโกง
- บทที่ 15 - ตรรกะสมบูรณ์แบบ
บทที่ 15 - ตรรกะสมบูรณ์แบบ
บทที่ 15 - ตรรกะสมบูรณ์แบบ
บทที่ 15 - ตรรกะสมบูรณ์แบบ
"เป็นไปไม่ได้ พลังนี้ของแกมันคืออะไรกันแน่?"
บนท้องฟ้า ซูเหยียนค่อยๆ ฟื้นการควบคุมร่างกายกลับคืนมา แล้วร่วงหล่นลงสู่พื้น
ตรงกันข้ามกับเทพแห่งพรสวรรค์ที่ถูกซูเหยียนดึงเบาๆ ก็ร่วงหล่นจากแท่นบูชาลงมากระแทกพื้นเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ยังไงมันก็โคตรแข็งแกร่งเลยล่ะ" ซูเหยียนยักไหล่
คิดไปคิดมา เขาก็เผยรอยยิ้มแฉ่งออกมา
"ยังจำเกมที่เราเล่นกันคืนแรกได้ไหม ตอนนั้นแกรีบหนีไปก่อน ฉันยังไม่ได้ประกาศจบเกมเลยนะ..."
ซูเหยียนกระตุกเข็มขัดหนังในมือเบาๆ เทพแห่งพรสวรรค์เงยหน้าขึ้นมา ความรู้สึกหวาดกลัวผุดขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
"เพราะงั้น ตอนนี้แกก็ยังคงเป็น 'ลูกรัก' ของฉันอยู่นะ"
"มะ... เป็นไปไม่ได้ ข้ออ้างไร้สาระแบบนี้ มันจะเป็นไปได้ยังไง?!"
"ใช่ เพราะงั้น มันก็เลยไม่ไร้สาระไงล่ะ" ซูเหยียนทำหน้าซื่อตาใส ชูนิ้วชี้ทั้งสองข้างขึ้นมาวาดเป็นวงกลมอย่างจริงจัง
"นี่เรียกว่า... ตรรกะสมบูรณ์แบบ"
ซูเหยียนค่อยๆ เดินเข้าไปหาเทพแห่งพรสวรรค์ เข็มขัดหนังปรากฏขึ้นในมืออีกครั้ง
ส่วนเทพแห่งพรสวรรค์ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้น ร่างกายสุดสยองที่ควรจะเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าเกรงขามกลับสั่นเทาไปทั้งสี่ขา มันสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวอย่างรุนแรงจากตัวซูเหยียน
"จะให้เทพมารกำพร้าอย่างแก ได้ซาบซึ้งถึงความรักที่พ่อมีต่อลูกก็แล้วกัน!"
ซูเหยียนง้างเข็มขัดขึ้นสูง
เพียะ!
"อ๊าก! ไอ้มะ... แกกล้าดียังไง?!"
เพียะ!!
"โอ๊ย!!! ไอ้สารเลว แกรู้ตัวไหมว่ากำลังทำ..."
เพียะ!!!
"โอ๊ยยย เชี่ยเอ๊ย!!!!"
ในที่สุด ราวกับถูกต้อนให้จนมุม ร่างของเทพแห่งพรสวรรค์ก็สลายกลายเป็นกลุ่มควัน มุดหนีออกจากเข็มขัด แล้วจ้องซูเหยียนเขม็งด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
"เปล่าประโยชน์ ต่อให้ฉันทำอะไรแกไม่ได้ แต่เข็มขัดกากๆ ที่ไม่มีพลังวิญญาณแบบนี้ก็ไม่มีทางฟาดฉันจนตายได้หรอก!"
"ก็นะ ถึงยังไงมันก็แค่ทักษะระดับ F ฉันก็ไม่ได้หวังสูงขนาดนั้นหรอก" ซูเหยียนก้มมองความรักจากเข็มขัดหนังในมือ พลางพูดด้วยความเสียดาย
"แต่ว่า การจะจบแบบ TE ได้ ก็มีแค่ต้องฆ่าแกทิ้งในช่วงเวลานี้เท่านั้นแหละนะ"
"ฮะ ฮ่าๆๆ!" เทพแห่งพรสวรรค์เหมือนได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก มันหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"ขุนพลหัวเราะด้วยเหตุใดรึ?"
"เลิกโลกสวยได้แล้ว! คนนอกที่ไม่มีพลังวิญญาณอย่างแก ถ้าไม่รู้วิธีล่ะก็ ไม่มีทางกำจัดฉันได้หรอก เหมือนพวกอิเคดะในตอนนั้นไงล่ะ!"
"โอ๊ะ? พูดแบบนี้ก็แปลว่า ขอแค่รู้วิธีก็จัดการได้งั้นสิ?"
"ต่อให้เป็นแก ก็ไม่มีทางรู้เรื่องที่พวกอิเคดะไม่รู้หรอก"
เทพแห่งพรสวรรค์หุบยิ้ม ดูเหมือนจะรู้ตัวว่าหลุดปากพูดอะไรออกไป มันจ้องซูเหยียนด้วยสายตาเยียบเย็น
"ฉันพอจะเดาออกแล้วล่ะ"
แต่ซูเหยียนกลับทำท่าเหมือนคาดการณ์ไว้แล้ว
"ขนาดทำลายศาลเจ้าทิ้งยังขับไล่เทพมารอย่างแกไปไม่ได้ ศาลเจ้าของแก... คงไม่ได้มีแค่แห่งเดียวสินะ?"
"แก?!"
"ตอนที่เห็นโครงกระดูกของมาดาราเมะ สึบากิตายนอกหมู่บ้านสิ้นเทพ ฉันก็เข้าใจเหตุผลที่แกพยายามขัดขวางไม่ให้ฉันเข้าไปในหมอกขาวแล้ว"
"ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน พวกแกก็เตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้แล้ว โดยการสร้างศาลเจ้าอีกแห่งที่ไม่มีใครรู้จักเอาไว้ตรงเขตรอบนอกหมู่บ้าน"
"ส่วนแก ต่อให้จะลึกลับแค่ไหนก็เป็นแค่สิ่งชั่วร้ายที่อยู่รอดได้ด้วยการสูบกินเลือดเนื้อของชาวบ้าน ถ้าถูกตัดขาดจากแหล่งพลังงาน ก็อยู่ห่างจากความตายไม่ไกลแล้ว"
"น่าเสียดายที่อิเคดะกับคุราชิมะในตอนนั้นมองข้ามจุดบอดนี้ไป สุดท้ายก็เลยปล่อยให้แกเกือบจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้"
"และสิ่งที่ฉันต้องการ ก็คือการทำลายที่สิงสถิตของแกให้สิ้นซาก เพื่อให้กระแสเวลากลับคืนสู่จุดเริ่มต้น"
"แบบนั้น 'อิเคดะ ฮินะ' ถึงจะสามารถหนีออกจากหมู่บ้านสิ้นเทพได้จริงๆ"
"หึ รู้แล้วจะทำไมล่ะ?" เทพแห่งพรสวรรค์ตั้งสติได้เร็วมาก มันแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
"ถ้าตอนนั้นแกยอมเสี่ยงตายบุกเข้าไปในหมอกขาว เพื่อทำลายศาลเจ้าของฉัน ฉันก็คงไม่มีปัญญาไปห้ามแกหรอก"
"แต่แกรู้ไหมว่า ทันทีที่แกทำลายรูปปั้นเทพเจ้าด้านนอก ฉันก็ไม่มีทางปล่อยให้แกเข้าใกล้รูปปั้นเทพเจ้าบนยอดเขานี่ได้อีกแน่ แกน่าจะรู้ดีใช่ไหม?"
"แค่ลำพังแกคนเดียว ไม่มีทางหนีรอดเงื้อมมือฉันไปได้หรอก!"
"เหตุผลมันก็ใช่แหละนะ"
เทพแห่งพรสวรรค์คิดว่าหลังจากเผยไพ่หมดหน้าตัก ซูเหยียนจะแสดงความสิ้นหวังออกมาให้เห็น
แต่ใครจะไปคิด ซูเหยียนกลับแค่ก้มหน้ามองอากาศธาตุ พึมพำว่า "ในที่สุดก็ 100% สักที" แล้วก็เงยหน้าขึ้นมาหัวเราะ
"แต่แกลืมอะไรไปหรือเปล่า... ฉันยังมีคู่หูคู่ซี้อยู่อีกตัวนะ?"
...
หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ บริเวณรอบนอกหมู่บ้านสิ้นเทพ
"เอ๊ะ นี่มัน?"
ตอนที่ซูเหยียนกำลังจะวางศพแมวส้มลงในหลุมลึก หน้าต่างข้อมูลที่เด้งขึ้นมาก็ทำให้เขาถึงกับอึ้งไป
หลังจากที่เขามองดูคำอธิบายของแมวส้มตอนสุ่มได้ใหม่ๆ เขาก็ไม่เคยกดเรียกมันขึ้นมาดูอีกเลย
แต่ตอนนี้ หน้าต่างข้อมูลที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า กลับมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนิดหน่อย
[ชื่อ: แมวของชโรดิงเงอร์ (ระดับ ?)]
[คำอธิบาย: แมวส้มที่ถูกอาบไล้ด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย สามารถสื่อสารทางใจกับเจ้าของได้ในระดับหนึ่ง ได้รับการตั้งชื่อจากเจ้าของว่า 'แมวของชโรดิงเงอร์']
[หมายเหตุ: ไม่รู้ทำไม บนตัวมันถึงได้เกิดกฎเกณฑ์อันแสนพิลึกพิลั่นขึ้นมา]
ซูเหยียนลูบคลำร่างของแมวส้มเบาๆ ความเย็นเฉียบนั้นยืนยันได้ชัดเจนว่าแมวส้มตายไปแล้วจริงๆ
ในเมื่อเป็นแบบนั้น แล้วทำไมข้อมูลของสัตว์อัญเชิญถึงเปลี่ยนไปได้ล่ะ?
เว้นเสียแต่ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่
พอมองดูชื่อของแมวส้ม หัวใจของซูเหยียนก็เต้นรัวขึ้นมากะทันหัน หรือว่า...
"เป็นไปไม่ได้!!!"
บนยอดเขาหมู่บ้านสิ้นเทพ ทันทีที่ซูเหยียนพูดจบ เทพแห่งพรสวรรค์ก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ไอหมอกสีดำจำนวนมหาศาลทะลักออกจากร่างของมัน ราวกับลูกโป่งที่ถูกเจาะรู อากาศสูบเอาพลังไปอย่างบ้าคลั่ง
บนท้องฟ้าที่มืดมิด รอยแยกนับไม่ถ้วนเริ่มลุกลามและสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
"นั่นมันก็แค่สัตว์เดรัจฉานธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง จะรอดชีวิตมาได้ยังไง!!!"
เทพแห่งพรสวรรค์รีบแผ่สัมผัสออกไปให้ไกลที่สุด ในส่วนลึกที่สุดของหมอกขาว สถานที่ที่ควรจะไม่มีใครเข้าใกล้ได้ กลับมีร่างสีขาวซีดจางยืนตระหง่านอยู่!
ใต้เท้าของมัน คือศาลเจ้าขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางกองซากศพ
"ดันเจี้ยนรอบนี้ให้บทเรียนราคาแพงกับฉันเลยล่ะ"
เสียงฝีเท้าของซูเหยียนค่อยๆ ดังใกล้เข้ามา เขานั่งยองๆ ลงบนพื้น แล้วหยิบเศษซากรูปปั้นกระเบื้องสีขาวที่เขาฟาดจนแตกกระจายขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม
รูปปั้นเทพเจ้าถูกเขาฟาดจนแหลกละเอียดไปก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังคงเหลือชิ้นส่วนขนาดใหญ่เอาไว้บ้าง ซูเหยียนเลือกหยิบชิ้นส่วนหัวที่แตกยับเยินขึ้นมา
"ต่อให้เป็นทักษะที่กากแค่ไหน ในช่วงเวลาสำคัญ ก็อาจจะระเบิดพลังที่คาดไม่ถึงออกมาได้เหมือนกัน"
"เหมือนกับที่ฉันได้ 'ตีความ' ชื่อของเจ้าชโรไปในตอนนั้นไงล่ะ"
ซูเหยียนทอดสายตาออกไปไกลแสนไกล ราวกับสามารถมองทะลุหมอกขาวที่บดบังทัศนวิสัย ไปสบตากับดวงตาอันแสนสงบนิ่งคู่หนึ่งได้
"ตราบใดที่ฉันมองไม่เห็นการมีอยู่ของมัน มันก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ หรือตายไปได้ตลอดกาล"
"แกรู้ไหม ฉันสงสัยมาตลอดเลยนะ ว่าตอนที่เพิ่งเริ่มดันเจี้ยน ทำไมเจ้าชโรถึงได้ทำพฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้ติดต่อกันถึงสองครั้ง"
"แต่พอมาคิดดูอีกที สิ่งที่เรียกว่า 'สื่อสารทางใจ' ในคำอธิบายของสัตว์อัญเชิญ ในมุมมองของสัตว์อัญเชิญกับเจ้านายอาจจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยก็ได้"
"ตอนที่ฉันรู้สึกสงสัยกับวิกฤตที่อยู่หลังประตู พอความรู้สึกนี้ถูกส่งไปถึงสมองของแมวตัวหนึ่ง มันก็อาจจะแปลความหมายได้ว่า 'นี่อะไรอะ ไม่รู้แฮะ ขอดูหน่อยละกัน'"
"พอเป็นเรื่องหมอกขาว มันก็อาจจะแปลว่า 'นี่อะไรอะ ไม่รู้แฮะ พุ่งชนเลยละกัน'"
"พอฉันรู้ความจริง ฉันถึงได้เข้าใจว่า เมื่อเทียบกับความคิดที่ซับซ้อนแล้ว การส่งผ่านแค่อารมณ์ความรู้สึกที่บริสุทธิ์ไปให้มัน ก็เพียงพอแล้วล่ะ"
ซูเหยียนบีบรูปปั้นหัวกระเบื้องสีขาวในมือแน่น
ตรงขอบหมู่บ้านสิ้นเทพ โครงกระดูกแมวผอมโซราวกับรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง ในเบ้าตาที่กลวงโบ๋ฉายแววตาที่เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจออกมา
การเผชิญหน้าระหว่างซูเหยียนกับเทพแห่งพรสวรรค์ผ่านไปแค่ชั่วโมงเดียว แต่ในห้วงมิติเวลาที่แสนสับสนวุ่นวายนี้ มันอาจจะผ่านไปเป็นศตวรรษแล้วก็ได้
และสิ่งที่มันกำลังรอคอยอยู่ ก็คือการเชื่อมโยงของความรู้สึกนั่นเอง
"เหมียว—"
มันยกกรงเล็บกระดูกอันแหลมคมขึ้นมา ก่อนจะฟาดลงบนรูปปั้นเทพมารสุดตลกขบขันที่อยู่ใต้เท้า
"ทีนี้ ก็หอบเอาสถานะเทพเจ้าสุดน่าสมเพชกับพลังกากๆ ของแก ไสหัวไปอยู่อีกฝั่งของกาลเวลาซะเถอะ!"
ภายใต้สายตาอันสิ้นหวังของเทพแห่งพรสวรรค์ ซูเหยียนก็ทุ่มรูปปั้นเทพเจ้าในมือลงพื้นอย่างแรง แล้วกระทืบซ้ำจนแหลกละเอียด!
แสงสีขาวสว่างจ้าโอบอุ้มโลกทั้งใบเอาไว้
[ความคืบหน้าของโลกในเกม: 100% เริ่มการประเมินฉาก]
[ประเมินฉาก: ยอดเยี่ยม]
[ระดับความกลัวที่ 'สิ่งนั้น' มีต่อคุณเพิ่มขึ้น 1% ระดับความกลัวปัจจุบัน: 100%]
[ภารกิจหลักเสร็จสิ้น เคลียร์ดันเจี้ยนสำเร็จ...]
[จบแล้ว]