เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 : ดาบชี้เป้ากานเฉวียน!

บทที่ 14 : ดาบชี้เป้ากานเฉวียน!

บทที่ 14 : ดาบชี้เป้ากานเฉวียน!


อำเภอกานเฉวียน

ด้วยความที่ที่ดินโดยรอบอุดมสมบูรณ์ ครั้งหนึ่งที่นี่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นอำเภอที่ค่อนข้างมั่งคั่ง

ชาวบ้านร้านถิ่น แม้ไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็กินอิ่มนอนอุ่นไม่เดือดร้อน

แต่ทว่า บัดนี้ เมื่อเฉินชวนนำกำลังคนย่างกรายเข้าสู่ตัวเมือง

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือกลุ่มคนร่างกายผอมแห้งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง นั่งเหม่อลอยอยู่ริมถนนด้วยสีหน้าด้านชา

พวกเขาจับเจ่าอยู่ข้างทาง

บ้างก็ร้องขอทาน ภาวนาให้ผู้ใจบุญเจียดเศษอาหารให้สักคำ แม้เพียงน้ำข้าวต้มสักถ้วยก็ยังดี

บ้างก็นั่งอยู่กับลูกเด็กเล็กแดงที่หิวโซจนดูแทบไม่ได้—คนเหล่านี้กำลังขายลูกกิน สนนราคานั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เด็กหนึ่งคนแลกข้าวสารได้เพียงหนึ่งโต่ว

หัวอกคนเป็นพ่อแม่ ย่อมไม่อยากพรากจากลูกในไส้

ทว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ การขายลูกกินไม่ใช่เพียงเพื่อแลกอาหารประทังชีวิตตนเอง แต่ยังเป็นการมอบทางรอดให้กับลูกด้วย

อย่างน้อยคนที่ซื้อไป แม้ชีวิตจะลำบากยากเข็ญ แต่ก็คงพอมีข้าวกิน ไม่ต้องอดตาย

"นี่คือ... อำเภอกานเฉวียนงั้นรึ?"

เฉินชวนเดินทอดน่องไปตามถนน สังเกตสภาพบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

เป็นอย่างที่หลินเยว่เคยกล่าวไว้ไม่มีผิด

"ประตูแดงกลิ่นสุราเนื้อเน่าเหม็นโชย ริมทางกระดูกคนหนาวตายเกลื่อน"

ชาวบ้านต้องขายลูกกินเพื่อความอยู่รอด แต่ในภัตตาคารหรูหรา ผู้คนกลับเสพสุขสำราญ กินทิ้งกินขว้าง

ทันใดนั้น รถมาบคนหนึ่งก็ควบตะบึงมาแต่ไกลจากท้ายถนน

ผู้คนสองข้างทางต่างแตกตื่นหนีตายกันจ้าละหวั่น

เฉินชวนเองก็หลบเข้าข้างทาง มองรถม้าคันนั้นวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสียงก่นด่าอย่างอวดเบ่งของคนขับรถม้ายังคงดังไล่หลังมา

"หลีกไปให้พ้น ไอ้พวกไพร่ชั้นต่ำ!"

"ถ้าขวางทางรถม้านายข้า ต่อให้โดนชนตายก็ถือว่าตายเปล่า!"

รถม้าค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป

คิ้วของเฉินชวนขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปมตาย

"ท่านหัวหน้า บ้านนั้นมันช่างกร่างเหลือเกิน"

"ให้ข้าไปสืบดูไหมว่ารถม้าใคร คืนนี้จะได้ไปจัดการมัน?"

จางเอ้อร์หู่ที่ยืนอยู่ข้างเฉินชวน มองรถม้าที่ลับสายตาไปแล้วพูดด้วยความแค้นเคือง

"เอ้อร์หู่ เจ้าใจร้อนอีกแล้ว"

"จำจุดประสงค์ที่เราเข้าเมืองมาได้ไหม? ทำตามแผน อย่าให้เรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้มาทำให้เสียการใหญ่"

เฉินชวนส่ายหน้าและเตือนสติเสียงเบา

เพื่อยึดอำเภอกานเฉวียน หลังจากระดมพลและเตรียมความพร้อมเสร็จสิ้น เฉินชวนยอมจ่ายแต้มโชคชะตา 3 แต้มในร้านค้าระบบ เพื่อซื้อข้อมูลข่าวสารทั้งหมดเกี่ยวกับอำเภอกานเฉวียน

จากนั้นจึงวางแผนบุกยึดเมืองโดยอ้างอิงจากข้อมูลเหล่านั้น

แม้อำเภอกานเฉวียนจะมีทหารประจำการแค่สองร้อยกว่านาย แต่กำแพงเมืองชั้นนอกนั้นแข็งแกร่งเอาการ

หากบุกโจมตีซึ่งๆ หน้า ย่อมต้องสูญเสียกำลังพลอย่างหนักแน่นอน

ดังนั้น เฉินชวนจึงตัดสินใจนำจางเอ้อร์หู่และกองร้อยที่ 1 ปลอมตัวเป็นชาวบ้านปะปนเข้ามาในเมือง แล้วมุ่งตรงไปยึดค่ายทหารในเมืองทันที

เมื่อเกิดความโกลาหลภายในเมือง กองร้อยที่ 2 และ 3 ที่รออยู่นอกเมือง จะฉวยโอกาสบุกเข้ามาสมทบ แล้วมุ่งตรงไปยังที่ว่าการอำเภอ

ด้วยการประสานงานทั้งจากภายในและภายนอก อำเภอกานเฉวียนย่อมตกอยู่ในกำมืออย่างง่ายดาย

กุญแจสำคัญของแผนการนี้คือชุดเกราะและอาวุธที่เฉินชวนเก็บไว้ใน 'มิติกักเก็บของระบบ'

คนปลอมตัวเข้ามาได้ แต่อาวุธชุดเกราะเอาเข้ามาไม่ได้

แต่สำหรับเฉินชวนผู้ครอบครองระบบ เรื่องแค่นี้จะเป็นปัญหาหรือ?

ย่อมไม่!

"คนของกองร้อยที่ 1 เข้ามาครบหมดแล้วหรือยัง?"

"รายงานท่านหัวหน้า ยอดครบถ้วน กองร้อยที่ 1 เข้ามาในเมืองหมดแล้วขอรับ"

จางเอ้อร์หู่พยักหน้ารับคำ

"ดีมาก ตอนนี้ทำตามแผน ไปรวมพลที่จุดนัดพบ รับอาวุธและชุดเกราะ แล้วเตรียมพร้อมรบ"

เฉินชวนมองดูชาวบ้านริมถนนเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก

"รับทราบขอรับ ท่านหัวหน้า"

...

ณ ที่ว่าการอำเภอกานเฉวียน ในขณะเดียวกัน

นายอำเภอหวังซื่อกุ้ยกำลังนับก้อนเงินในกล่อง ซึ่งมีมูลค่ารวม 500 ตำลึงพอดิบพอดี

"กลิ่นเงินนี่มันช่างหอมชื่นใจจริงๆ"

หวังซื่อกุ้ยหยิบก้อนเงินก้อนหนึ่งขึ้นมาจ่อที่จมูก สูดดมความหอมหวานนั้นอย่างลึกซึ้ง ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุขล้นปรี่

เงินกล่องนี้มาจากไหน?

เรื่องต้องย้อนกลับไปเมื่อวาน ขณะที่หวังซื่อกุ้ยกำลังพักผ่อนอยู่ในที่ว่าการ

จู่ๆ ก็มีคนมาตีกลองร้องทุกข์หน้าศาล กล่าวหาว่ารถม้าของ 'เศรษฐีหวัง' ขับรถประมาทหวาดเสียวกลางตลาด จนชนคนตาย

คนตายถือเป็นเรื่องใหญ่

หวังซื่อกุ้ยไม่กล้าเพิกเฉย รีบส่งคนไปเชิญเศรษฐีหวังมาสอบสวนทันที

พูดถึงเศรษฐีหวังผู้นี้ หวังซื่อกุ้ยพอจะคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง

ตอนที่เขามารับตำแหน่งนายอำเภอกานเฉวียนใหม่ๆ เศรษฐีหวังเคยส่งของขวัญมาคารวะ อ้างว่าแซ่หวังเหมือนกัน ห้าร้อยปีก่อนอาจจะเป็นครอบครัวเดียวกันมาก่อน

แม้จะเป็นแค่คำพูดตามมารยาท แต่หวังซื่อกุ้ยก็ฟังแล้วรื่นหู

เมื่อเศรษฐีหวังมาถึง ผู้ร้องทุกข์ก็พรั่งพรูข้อกล่าวหาถึงความชั่วร้ายของเศรษฐีหวัง

ทว่า เศรษฐีหวังกลับปฏิเสธเสียงแข็ง และแอบกระซิบกับหวังซื่อกุ้ยว่า ยินดีมอบเงิน 500 ตำลึง เพื่อช่วย "คืนความจริง" ให้แก่คดีนี้

ตามคำให้การของเศรษฐีหวัง เรื่องนี้ไม่ใช่รถม้าของเขาชนคนตายแต่อย่างใด

แต่เป็นเพราะรถม้าของเขาถูกกลุ่มชาวบ้านอันธพาลขวางทางเพื่อไถเงิน

มิหนำซ้ำ พอเห็นเขาไม่ยอมจ่าย พวกอันธพาลหิวโซพวกนั้นก็พยายามจะลากเขาลงจากรถมารุมกระทืบ

การกระทำอันป่าเถื่อนเช่นนั้นทำให้ม้าตกใจ

พวกอันธพาลหลบไม่ทันจึงถูกม้าชน และอาจจะเพราะร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว จึงถึงแก่ความตายกลางถนน

ไม่ใช่กรณีขับรถประมาทชนคนตายอย่างแน่นอน

นี่มันใส่ร้ายป้ายสีชัดๆ!

หลังจากหวังซื่อกุ้ยฟังคำแก้ต่างของเศรษฐีหวังจบ เขาก็ตบโต๊ะตัดสินความทันที "บังอาจนัก เจ้าพวกไพร่สวะ รู้ไหมว่าการขวางทางรถม้าเพื่อรีดไถเงินคือความผิดอะไร?"

"นั่นมันปล้นทรัพย์กลางวันแสกๆ!"

"เห็นแก่ว่าเป็นความผิดครั้งแรก ข้าจะไม่ลงโทษหนัก"

"ทหาร! โบยไอ้คนชั่วที่ใส่ร้ายท่านเศรษฐีหวัง 20 ไม้ แล้วโยนออกไปจากที่ว่าการ"

"ท่านนายอำเภอปรีชายิ่งนัก"

เศรษฐีหวังพอใจกับผลลัพธ์นี้มาก วันรุ่งขึ้นจึงส่งคนนำกล่องเงินมามอบให้ถึงที่

500 ตำลึงถ้วน ไม่ขาดแม้แต่แดงเดียว

ส่วนชาวบ้านผู้ร้องทุกข์ที่โดนโบย จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร... หึ ใครจะสน?

"แย่แล้วขอรับใต้เท้า! ใต้เท้า แย่แล้ว!"

ขณะที่หวังซื่อกุ้ยกำลังเคลิบเคลิ้มกับกลิ่นเงิน จู่ๆ เสมียนหน้าห้องก็วิ่งพรวดพราดเข้ามา น้ำเสียงตื่นตระหนกทำเอาหวังซื่อกุ้ยสะดุ้งโหยง

"พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า! ข้าก็อยู่ดีมีสุขเนี่ย!"

"มันจะแย่ได้ยังไง?"

หวังซื่อกุ้ยตกใจจนเกือบกระโดดตัวลอย เขารีบปิดกล่องเงินดังปัง ตวาดลั่นด้วยความโมโห

ถ้าไม่ใช่เพราะเสมียนคนนี้พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง หวังซื่อกุ้ยคงสั่งลงโทษข้อหาบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาตไปแล้ว

"เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับใต้เท้า"

เสมียนหอบแฮกๆ ไม่มีเวลาแม้แต่จะปาดเหงื่อ รีบอธิบาย "มีกลุ่มโจรบุกเข้ามาในเมือง แล้วยึดค่ายทหารไปแล้วขอรับ!"

"แถมมีโจรอีกกลุ่มอาศัยจังหวะชุลมุน บุกเข้ามาจากนอกเมืองสมทบแล้ว!"

"ใต้เท้า พวกโจรมันมุ่งตรงมาที่ว่าการอำเภอเลยขอรับ ไม่สนใจชาวบ้านร้านตลาดเลย"

"และ... และพวกมันมีอาวุธชุดเกราะครบมือ!"

มาถึงตรงนี้ เสียงของเสมียนเริ่มสั่นเครือ

โจรที่มีอาวุธชุดเกราะครบมือ—นั่นมันโจรแน่เหรอ?

หรือจะเป็นกองทัพกบฏ?

"ว่าไงนะ?!"

"โจรบุกเข้าเมือง แล้วกำลังมุ่งหน้ามาที่ว่าการ!?"

"ค่ายทหารแตกแล้ว?!"

พอได้ยินคำอธิบายของเสมียน หวังซื่อกุ้ยก็เย็นวาบไปทั้งตัว ตาพร่ามัว แข้งขาอ่อนจนเกือบจะเป็นลมล้มพับ

"หนีเถอะขอรับใต้เท้า รีบหนีเร็ว"

"ตราบใดที่ขุนเขายังอยู่ ไม่ต้องกลัวจะไม่มีฟืนเผา"

เสมียนรีบเข้าไปประคองหวังซื่อกุ้ยที่โงนเงนจะล้ม แล้วเตือนสติ

ถ้าเป็นกองทัพกบฏบุกมาจริง พวกมือปราบในที่ว่าการก็เหมือนตุ๊กตากระดาษ จะไปต้านทานคมดาบของกบฏได้ยังไง?

"ใช่ ใช่ เสมียนพูดถูก"

"ต้องหนี ต้องหนีแล้ว"

หวังซื่อกุ้ยสะดุ้งเฮือก ได้สติกลับมา เขารีบถลาไปคว้ากล่องเงินบนโต๊ะ คิดถึงเงินทองที่อุตส่าห์สะสมมาหลายปี

นั่นมันแก้วตาดวงใจของเขา จะทิ้งไปได้ยังไง!

"ใต้เท้า นี่มันเวลาไหนแล้ว?"

"ยังจะห่วงเงินอยู่อีกเหรอขอรับ?"

เห็นแบบนั้น เสมียนก็หมดความอดทน ตวาดด้วยความโมโห

ความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า ยังจะมาห่วงเงินไม่กี่ตำลึง บ้าไปแล้วหรือเปล่า?

"ปัง—!"

ทันใดนั้น ประตูก็ถูกถีบเปิดออกผาง

จบบทที่ บทที่ 14 : ดาบชี้เป้ากานเฉวียน!

คัดลอกลิงก์แล้ว