- หน้าแรก
- พลิกชะตายุค เจ็ดศูนย์ ขอแต่งงานกับผู้อำนวยการโรงงานดีกว่าชายหยาบกระด้าง
- บทที่ 17: จับให้ได้คาหนังคาเขา
บทที่ 17: จับให้ได้คาหนังคาเขา
บทที่ 17: จับให้ได้คาหนังคาเขา
บทที่ 17: จับให้ได้คาหนังคาเขา
ทั้งสองฝ่ายไม่อาจหาข้อสรุปที่ตรงกันได้ หวังจวี๋ฮวาจึงกระแทกประตูเดินหนีออกมาด้วยความโมโห
ที่เขื่อนกั้นน้ำตรงทางเข้าหมู่บ้าน มีสมาชิกกองพลกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งรับลมคลายร้อนอยู่ เมื่อเห็นหวังจวี๋ฮวาเดินมา แม่ของเอ้อไหลจื่อก็รีบเข้าไปทักทายพร้อมรอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้าเหี่ยวย่น "แม่ของเทียนซื่อ บุญวาสนาของเจ้านี่มันช่างล้นเหลือจริงๆ เลยนะ"
"ข้าได้ยินมาว่าลูกเขยของเจ้าได้ดิบได้ดีเป็นถึงเจ้าคนนายคนในโรงงานอาหารแล้ว หงเม่ยของเจ้าคงจะได้เสวยสุขสบายไปทั้งชาติก็คราวนี้แหละ"
"แม่ของเอ้อไหลจื่อ ถ้าไม่รู้เรื่องก็อย่าพูดจาส่งเดช ตำแหน่งนั้นเขาเรียกว่ารองผู้อำนวยการโรงงานต่างหากเล่า"
"ว่าอย่างไรนะ?" เมื่อได้ยินดังนั้น หวังจวี๋ฮวาก็รีบคว้ามือคนพูดไว้ทันที "ที่พูดมานี่เรื่องจริงรึ?"
"จะเก๊ได้อย่างไรกัน หลานชายบ้านเดิมของข้าทำงานอยู่ในโรงงานอาหารนั่น วันนี้เขาเอาของมาส่งให้ข้าแล้วก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟังกับปากเชียวนะ"
"แม่ของเทียนซื่อ ในเมื่อเจ้าได้ลูกเขยดีมีสง่าราศีแบบนี้ ครอบครัวกำลังจะรุ่งเรือง ก็อย่าลืมเพื่อนบ้านตระกูลเดียวกันล่ะ..."
คนพูดเอ่ยด้วยน้ำเสียงอิจฉาลึกๆ ใครจะไปรู้ว่าตระกูลเจียงไปทำบุญด้วยอะไรมา ถึงได้มีวาสนาผูกสัมพันธ์หมั้นหมายกับคนตระกูลฉีได้
"นั่นสิ เราเป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งกี่ปีแล้ว เจ้าช่วยบอกลูกเขยให้ฝากงานให้จินเป่าของข้าสักตำแหน่งได้ไหม?" แม่ของเอ้อไหลจื่อขยับเข้าไปใกล้หวังจวี๋ฮวาพลางใช้พัดใบตาลในมือคอยพัดวีให้ด้วยท่าทางพินอบพิเทา
หวังจวี๋ฮวารู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกะบาล ใบหน้าของนางถอดสีทันที หัวใจปวดแปลบราวกับถูกมีดกรีด
ฉีเส้าเฉียงกลายเป็นรองผู้อำนวยการโรงงานอาหารไปแล้วงั้นรึ?
การดองที่แสนวิเศษขนาดนี้กลับต้องพังพินาศเพราะการกระทำโง่ๆ ของนังเด็กหงเม่ยคนเดียวแท้ๆ ช่างเป็นบาปเป็นกรรมจริงๆ!
ยิ่งเสียดายและเจ็บใจมากเท่าไหร่ หวังจวี๋ฮวาก็ยิ่งระเบิดอารมณ์ใส่แม่ของเอ้อไหลจื่อที่พูดไม่เข้าหู "เอ้อไหลจื่อหนังสือสักตัวก็อ่านไม่ออก คู่ควรจะไปทำงานในโรงงานอาหารงั้นรึ? เหอะ กลับไปขุดขี้วัวขี้ควายไป๊!"
ชาวบ้านรอบข้างต่างพากันหัวเราะร่วน ทำให้แม่ของเอ้อไหลจื่อหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
นางเคียดแค้นหวังจวี๋ฮวาอยู่ในใจพลางสบถเบาๆ "เหอะ พอได้ดีเข้าหน่อยก็ดูถูกคนอื่น เจียงหงเม่ยของเจ้าน่ะทั้งขี้เกียจทั้งตะกละ ไม่ช้าก็เร็วฉีเส้าเฉียงคงจะถีบหัวส่งนางกลับมาบ้านแน่ๆ"
หวังจวี๋ฮวาสะบัดหน้าเดินกลับบ้านไป โดยมีสมาชิกกองพลตะโกนไล่หลังมาว่า "แม่ของเทียนซื่อ อย่าเพิ่งไปสิ!"
"พ่อจินกุ้ย!" หวังจวี๋ฮวาร้องลั่นด้วยเสียงโศกเศร้าทันทีที่ก้าวพ้นประตูรั้วบ้าน ราวกับหัวใจของนางถูกควักออกมา
"เรื่องนี้เป็นความจริงรึ?"
หวังจวี๋ฮวายืนยันหนักแน่น เจียงฉางยี่เองก็สีหน้าเปลี่ยนไปทันที ในใจเต็มไปด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง
พวกเขาคิดว่าฉีเส้าเฉียงปลดประจำการมา อย่างมากก็ได้งานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยเฝ้าประตูโรงงาน ใครจะไปนึกว่าเขาจะได้เป็นถึงผู้อำนวยการ
หมู่บ้านที่ราบต้นไม้ใหญ่ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จขนาดนี้มาก่อนเลย!
เจียงฉางยี่เดินกระวนกระวายใจพลางพ่นควันยาสูบฟุ้ง
หากเขารู้ว่างานของฉีเส้าเฉียงดีขนาดนี้ เขาคงไม่ยอมตกลงถอนหมั้นง่ายๆ แบบนั้นแน่
เขาควรจะบังคับให้หงเม่ยแต่งงานกับเขาให้ได้!
"พรุ่งนี้ข้าจะลาหยุดหนึ่งวันเพื่อไปที่สระน้ำค้างขาว การหมั้นหมายของเราทำตามจารีตประเพณีถูกต้องทุกอย่าง ฉีเส้าเฉียงจะมาขอยกเลิกง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้!"
หวังจวี๋ฮวาและเจียงฉางยี่มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ จนไม่ได้สังเกตเห็นร่างหนึ่งที่แอบมุดออกจากโรงเก็บฟืนเงียบๆ
เจียงหงเม่ยคอยหลบเลี่ยงกลุ่มคนด้วยความหวาดระแวง นางใช้เส้นทางเดินเท้าสายเล็กๆ ลัดเลาะจนมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน
บ้านดินสามห้องที่มีต้นกุ้ยฮวาสองต้นอยู่หน้าประตู นี่คือบ้านของแม่หม้ายหลิวไม่ผิดแน่
นางอ้อมไปทางหลังบ้าน ในห้องทั้งสองไม่มีการจุดเทียน มีเสียงคนพูดคุยดังมาจากห้องปีกตะวันออก ส่วนอีกห้องหนึ่งมีเสียงกรนดังสนั่น
เจียงหงเม่ยเลือกไปที่ห้องปีกตะวันตกแล้วใช้นิ้วจิ้มให้กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ปะหน้าต่างเป็นรู นางกลั้นหายใจพลางชะโงกดูข้างในผ่านแสงจันทร์
จวงกัวเหลียงนอนอยู่บนเตียงโดยไม่ได้ถอดรองเท้า เขาหลับสนิทไปแล้ว
เสียงเอี๊ยดดังขึ้นเบาๆ เจียงหงเม่ยปีนขึ้นไปบนขอบหน้าต่างดินเหนียวแล้วมุดเข้าไปในห้องก่อนจะเดินไปที่ข้างเตียง
กลิ่นเหล้าฉุนกะทัดโชยมา จวงกัวเหลียงยังคงกรนฟี้โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด
เจียงหงเม่ยพยายามข่มใจให้นิ่ง นางกุมหัวใจที่เต้นรัวแรงพลางเริ่มแกะกระดุมเสื้อผ้าของตัวเองออก
นางแก้ผมที่มัดไว้ออกแล้วล้มตัวลงนอนข้างๆ จวงกัวเหลียง โดยเหลือเพียงเสื้อซับในตัวเล็กเพียงตัวเดียว
เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายข้างกาย เจียงหงเม่ยก็ค่อยๆ ลูบไล้ไปตามผิวหนังของจวงกัวเหลียงทีละนิ้ว ปลายนิ้วของนางไล่ผ่านสันจมูกโด่งและริมฝีปากที่แดงระเรื่อของเขา
ความหวาดกลัวในตอนแรกมลายหายไป กลายเป็นความสุขที่เอ่อล้นขึ้นมาในใจแทน
"ร้อนเหลือเกิน!" จวงกัวเหลียงพลิกตัวด้วยความมึนงง เขาหลับตาพลางแกะกระดุมเสื้อตัวเองอย่างเก้ๆ กังๆ แล้วโยนทิ้งไปข้างเตียง
ท่ามกลางความสะลึมสะลือ มีร่างกายที่อ่อนนุ่มเข้ามากอดรัด จวงกัวเหลียงไม่ใช่คนอ่อนหัดในเรื่องกามารมณ์ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็เป็นไปตามสัญชาตญาณธรรมชาติ
เช้าตรู่วันถัดมา เสียงกรีดร้องของแม่หม้ายหลิวก็ดังสนั่นไปทั่วท้องฟ้า สมาชิกกองพลที่กำลังรวมตัวกันตรงทางเข้าหมู่บ้านเพื่อขานชื่อก่อนเริ่มงาน ต่างพากันกรูกันเข้าไปในบ้านของนาง
แสงแดดจ้าส่องเข้ามาในห้อง จวงกัวเหลียงลืมตาขึ้นด้วยความงุนงงและเห็นกลุ่มคนยืนอยู่หนาแน่น "เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?"
"ตายจริง ช่างไร้ยางอายเหลือเกิน! ยังไม่ทันแต่งงานก็มานอนกลิ้งเกลือกกันบนเตียงเสียแล้ว!"
"หัวหน้ากองพล ท่านจะว่าอย่างไร? ต้องพากันไปประจานรอบหมู่บ้านไหม?"
ผู้คนมารวมตัวกันมากมาย สมาชิกกองพลที่เบียดเสียดอยู่ข้างหน้าเห็นร่างเปลือยเปล่าสองร่างพัวพันกันอยู่ ต่างก็รีบเอามือปิดตาเด็กๆ พลางร้องบอก "อย่าดูนะ เดี๋ยวตากุ้งยิงจะขึ้น!"
แม่หม้ายหลิวรีบพยายามทำตัวให้พ้นผิด "หัวหน้ากองพล ข้าไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ นะจ๊ะ!"
"พวกเราทุกคน มาช่วยกันลากตัวคู่ชู้ชื่นไร้ยางอายคู่นี้ออกไปที!"
"ผู้ชายคนนี้ลูกเต้าเหล่าใครกัน? ดูหน้าตาไม่คุ้นเลย!"
"ข้าจำได้! เขามาจากหมู่บ้านสระน้ำค้างขาวที่อยู่ข้างๆ นี่ไง พ่อหนุ่มอันธพาลคนดังนั่น!"
"เมื่อวานเขาไม่ได้มาดูตัวกับหลีจื่อบ้านตระกูลเจียงหรอกรึ? แล้วทำไมถึงมาอยู่บนเตียงกับเจียงหงเม่ยได้ล่ะ?"
เมื่อคืนหวังจวี๋ฮวานอนดึก เช้านี้จึงดูเซื่องซึมไร้ชีวิตชีวา นางเดินตามฝูงชนมาอย่างช้าๆ จึงยังเบียดเข้าไปไม่ถึงข้างหน้า
แต่พอได้ยินว่าหนึ่งใน "คู่ชู้ชื่น" ที่นอนกลิ้งเกลือกกันอยู่คือหงเม่ยของนาง นางก็แทบจะลมจับทันที
พอนางตั้งสติได้ ก็รีบผลักคนรอบข้างออกแล้วมุดเข้าไปข้างใน
และนางก็พบว่า คนที่นอนเปลือยกายอยู่บนเตียงนั้นคือหงเม่ยจริงๆ!
หวังจวี๋ฮวาร้องลั่นพลางโผเข้ากอดเจียงหงเม่ย เพื่อบังสายตาที่มุ่งร้ายของพวกชายโสดในหมู่บ้าน
"หงเม่ย ตื่นสิลูก! บอกแม่มาว่าเจ้าโดนเจ้าอันธพาลคนนี้ขืนใจใช่ไหม?"
"ข้าจะฆ่าแก! แกมารังแกหงเม่ยของข้า! ข้าจะฆ่าแกให้ตาย!"
ความจริงเจียงหงเม่ยตื่นมานานแล้ว แต่นางไม่กล้าลืมตาขึ้นมาเผชิญความจริง
เมื่อเห็นจวงกัวเหลียงถูกแม่ของนางจิกทึ้งจนหน้าตาเป็นรอยข่วนหลายแผล นางก็ร้อนใจเป็นกำลัง
"แม่จ๋า! อย่าตีเขาเลย!"
"ดูสิ ดูนั่นสิ! ไหนบอกว่าโดนขืนใจไง? เจียงหงเม่ยคนนี้ยังออกหน้าปกป้องชู้รักของตัวเองอยู่เลย!"
ใบหน้าของจวงกัวเหลียงมืดครึ้มราวกับถ่าน เขาปวดหัวแทบระเบิดและริมฝีปากแห้งผาก
สติของเขายังกลับมาไม่ครบถ้วน แต่เขารู้ดีว่าการข่มขืนผู้หญิงนั้นมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต "เมื่อวานข้าเมาแล้วก็นอนหลับไป ข้าไม่รู้เลยว่านางเข้ามาในนี้ได้อย่างไร"
หัวใจของเจียงหงเม่ยหล่นวูบ นางจินตนาการถึงปฏิกิริยาของจวงกัวเหลียงไว้หลายอย่างหลังจากตื่นมา แต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะปฏิเสธหน้าตายแบบนี้
น้ำตาไหลพรากออกมา เจียงหงเม่ยโผเข้าสู่อ้อมกอดของหวังจวี๋ฮวาพลางร้องไห้คร่ำครวญ "แม่จ๋า ฉันตกเป็นของเขาแล้ว! แม่จ๋า..."
หัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกปวดขมับจนแทบระเบิด เขารู้จักกับจวงกัวเหลียง เพราะเป็นญาติห่างๆ ทางฝั่งแม่
นอกจากนี้ หากเรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์แบบนี้แพร่ออกไป กองพลที่ราบต้นไม้ใหญ่คงจะหมดโอกาสได้รับรางวัลกองพลดีเด่นในช่วงสิ้นปีแน่นอน
เขาจึงอยากจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเล็ก
"จวงกัวเหลียง เจ้ามีอะไรจะพูดไหม?"
"หัวหน้ากองพล เจ้าอันธพาลคนนี้ข่มขืนลูกสาวข้า! ส่งตัวเขาไปที่คอมมูนให้ชาวบ้านประจานเเดี๋ยวนี้!"