- หน้าแรก
- พลิกชะตายุค เจ็ดศูนย์ ขอแต่งงานกับผู้อำนวยการโรงงานดีกว่าชายหยาบกระด้าง
- บทที่ 3 ปอกลอกหมูตัวอ้วน
บทที่ 3 ปอกลอกหมูตัวอ้วน
บทที่ 3 ปอกลอกหมูตัวอ้วน
บทที่ 3 ปอกลอกหมูตัวอ้วน
เสียงหวูดรถไฟดังสนั่นขณะเคลื่อนขบวนเข้าสู่ชานชาลา ฝูงชนจำนวนมหาศาลเบียดเสียดกันลงจากรถและมุ่งหน้าตรงไปยังทางออก
เจียงหงเม่ยเขย่งเท้าชะเง้อคอพยายามมองหาใครบางคน ในที่สุดนางก็เหลือบไปเห็นเงาร่างในชุดสีเขียวอันคุ้นตาในกลุ่มคน จึงอดไม่ได้ที่จะตะโกนเรียกออกไป "ฉีเส้าเฉียง!"
ชายหนุ่มที่เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้นมีรูปร่างสูงโปร่งและกำยำ เขาแบกเป้ทหารไว้บนหลัง แขนเสื้อที่ถลกขึ้นเผยให้เห็นผิวสีทองแดง และในมือทั้งสองข้างยังถือห่อของพะรุงพะรัง
เนื่องจากต้องออกแรงยกของ เส้นเลือดบนท่อนแขนอันหนาแน่นของเขาจึงปูดนูนออกมาให้เห็นเด่นชัด
เขาส่งห่อของในมือให้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่หาบไม้คานอยู่ โดยมีหญิงชราเท้าเล็กๆ เดินตามหลังพลางกล่าวขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"พ่อหนุ่ม ขอบใจมากนะจ๊ะ ยายซึ้งใจจริงๆ ที่ช่วยยายมาตลอดทาง แถมยังช่วยถือของหนักๆ ให้อีก พ่อหนุ่มช่างเป็นคนมีน้ำใจงามจริงๆ"
"ไม่เป็นไรครับยาย แดดเริ่มร้อนแล้ว รีบกลับบ้านเถอะครับ"
เมื่อเห็นหญิงชราและชายผู้นั้นเดินจากไป ฉีเส้าเฉียงก็ก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเจียงหลี
เขาเป็นชายที่ตัวสูงมาก น่าจะสูงเกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร เงาร่างของเขาที่ทาบลงมาทำให้เจียงหลีรู้สึกถึงแรงกดดันอยู่ไม่น้อย
"สหาย มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า"
เจียงหลียังคงนิ่งเงียบ ทำให้เจียงหงเม่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ เริ่มรู้สึกไม่พอใจ ทุกครั้งที่นางยืนอยู่กับเจียงหลี มักจะไม่มีใครสังเกตเห็นนางเลย
นางจึงรีบแทรกขึ้นว่า "ฉันเป็นคนเรียกคุณเองค่ะ ฉันชื่อเจียงหงเม่ย ส่วนนี่เจียงหลีน้องสาวของฉัน"
"คุณแม่ของคุณคงจะเคยพูดถึงฉันในจดหมายบ้างแล้วใช่ไหมคะ"
พอได้ยินชื่อของคนบ้านเจียง ฉีเส้าเฉียงก็นิ่วหน้าทันที
ก่อนที่เขาจะปลดประจำการ แม่ได้เขียนจดหมายไปบอกว่าได้จัดหาคู่หมายไว้ให้เขาที่บ้านเกิด เป็นลูกสาวคนบ้านเจียงจากกองผลิตต้าซู่ผิงที่อยู่หมู่บ้านใกล้ๆ และหญิงสาวคนนั้นชื่อว่าเจียงหงเม่ย
การคลุมถุงชนโดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนแบบนี้มันช่างน่าขันสิ้นดี
เดิมทีฉีเส้าเฉียงตั้งใจจะเขียนจดหมายปฏิเสธ แต่ในเมื่อเขากำลังจะกลับบ้านในอีกไม่กี่วันอยู่แล้ว เขาจึงตัดสินใจว่าจะไปที่บ้านตระกูลเจียงเพื่ออธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจนด้วยตัวเอง
"ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณค่ะ แต่ตรงนี้คนพลุกพล่านเกินไป เราไปหาที่นั่งคุยกันเงียบๆ ดีกว่า" เจียงหงเม่ยพูดพลางกึ่งลากกึ่งจูงเขาเข้าไปในร้านอาหารของรัฐ
เนื่องจากเป็นเวลาอาหาร ร้านอาหารของรัฐจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของหมูสามชั้นตุ๋นและขาหมูน้ำแดงชิ้นโต
เจียงหงเม่ยเดินตรงไปยังช่องสั่งอาหารด้วยความเคยชิน "เอาขาหมูน้ำแดงหนึ่งที่ ปลาน้ำเหลืองนึ่งหนึ่งที่ แล้วก็หมูสามชั้นตุ๋นอีกที่ค่ะ"
"อ้อ วันนี้วันอังคาร น่าจะมีนกพิราบย่างด้วยใช่ไหมคะ เอามาให้ฉันที่หนึ่งด้วย"
พนักงานรับรายการอาหารมองเจียงหงเม่ยด้วยความรู้อยากเห็น เด็กสาวคนนี้แต่งตัวเหมือนนังบ้านนอกแท้ๆ แต่กลับสั่งอาหารราวกับเป็นลูกค้าขาประจำ
ถึงขั้นรู้ด้วยซ้ำว่าทางร้านจะมีนกพิราบย่างขายในวันอังคาร
"รับข้าวสวยกี่ตำลึงดีคะ"
"ข้าวสวยหกตำลึง แล้วก็เกี๊ยวไส้หมูสับต้นหอมอีกสองจานค่ะ"
"ได้ค่ะ จ่ายเงินก่อนนะ ทั้งหมดเก้าหยวนหกสิบสองเฟิน กับคูปองอาหารอีกหนึ่งจิน"
เจียงหงเม่ยถอยฉากออกมาอย่างเป็นธรรมชาติแล้วหันไปมองฉีเส้าเฉียง เป็นสัญญาณให้เขาเป็นคนจ่ายเงิน
"คุณเป็นคนสั่ง คุณก็จ่ายเองสิ" ฉีเส้าเฉียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาโดยไม่มีท่าทีขัดเขินแม้แต่น้อย
เขามีเงินและไม่ได้รังเกียจที่จะเลี้ยงอาหารคู่ดูตัวสักมื้อ แต่การที่เจียงหงเม่ยจงใจสั่งอาหารชุดใหญ่เพื่อปอกลอกเขาเหมือนเห็นเขาเป็นหมูตัวอ้วนแบบนี้ คิดว่าเขาเป็นคนโง่หรืออย่างไร
"เอาบะหมี่น้ำเปล่าหนึ่งชามครับ" ฉีเส้าเฉียงพูดพลางเหลือบมองเส้นผมที่แห้งกรังของเจียงหลี "แล้วก็ซาลาเปาไส้หมูอีกห้าลูก"
เจียงหงเม่ยโกรธจนลืมตัวปีกจมูกกระพือ "คุณเป็นคนยังไงกันคะ แค่เงินเลี้ยงข้าวสักมื้อยังเสียดายเลยหรือ"
ฉีเส้าเฉียงไม่สนใจนาง เขาหยิบซาลาเปาไส้หมูที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ มาถือไว้แล้วหาที่นั่ง "ถ้าไม่มีอะไรจะพูด ผมก็จะกลับบ้านแล้ว"
เจียงหงเม่ยนั่งลงตรงข้ามเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
นางลืมไปเสียสนิทว่าฉีเส้าเฉียงเป็นคนใจดำและเย็นชาเพียงใด ในชาติที่แล้วแม้จะแต่งงานกันไป เขาก็ไม่เคยแสดงความอ่อนโยนให้นางเห็นเลยแม้แต่นิดเดียว มักจะทำให้นางต้องขายหน้าต่อหน้าผู้อื่นอยู่เสมอเหมือนอย่างเช่นในวันนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจียงหงเม่ยก็ไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์อีกต่อไป "วันนี้ที่ฉันมา ก็เพื่อจะบอกให้ชัดเจนว่าฉันไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับคุณ และจะไม่แต่งงานกับคุณด้วย การหมั้นหมายของเราถือเป็นโมฆะ"
"พอกลับไปถึงบ้าน คุณก็ไปบอกแม่ของคุณให้ชัดเจนด้วยว่าครอบครัวของเราจะขอยกเลิกการหมั้น"
ฉีเส้าเฉียงชะงักมือที่กำลังคีบบะหมี่แล้วเงยหน้ามองนางด้วยความประหลาดใจ เขาเองก็ตั้งใจจะมาพูดเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าเจียงหงเม่ยจะเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน
"ได้ การแต่งงานแบบคลุมถุงชนไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ ผมเห็นด้วย"
คาดไม่ถึงว่าฉีเส้าเฉียงจะตอบรับอย่างง่ายดายเช่นนี้ แม้เจียงหงเม่ยจะรู้สึกโล่งอก แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอัปยศและขุ่นเคืองอยู่ลึกๆ
"แต่ทางบ้านของฉันคงไม่ยอมตกลงเรื่องถอนหมั้นแน่ๆ เพราะฉะนั้นคุณต้องไปบอกกับทุกคนว่าคุณเป็นฝ่ายเปลี่ยนใจและไม่อยากแต่งงานเอง"
ฉีเส้าเฉียงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง
การถอนหมั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ในหมู่บ้าน ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายบอกเลิกย่อมต้องถูกติฉินนินทา
ในฐานะลูกผู้ชาย เขาคิดว่าตนเองควรเป็นฝ่ายรับผิดชอบเรื่องนี้ อีกทั้งเขาก็ไม่เคยคิดจะแต่งงานกับเจียงหงเม่ยอยู่แล้ว
เจียงหลีเองก็ตกตะลึงไปไม่น้อย เจียงหงเม่ยกลับชาติมาเกิดใหม่จริงๆ เสียด้วย
ทันใดนั้น เสียงแตรรถยนต์ก็ดังขึ้นที่หน้าร้านอาหารของรัฐ รถยนต์คันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบท่า ชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมคิ้วหนาตาโตกระโดดลงจากที่นั่งคนขับแล้วรีบวิ่งตรงมาหาฉีเส้าเฉียงพร้อมกับทำความเคารพอย่างเข้มแข็ง
"สวัสดีครับผู้บังคับการฉี ผมถังไหวหมิน เรียกผมว่าเสี่ยวถังก็ได้ครับ ท่านผู้ว่าการจังหวัดสั่งให้ผมมารับคุณกลับบ้าน ทานข้าวเสร็จหรือยังครับ"
ฉีเส้าเฉียงทำความเคารพตอบ "ผมปลดประจำการแล้ว ไม่ต้องเรียกผู้บังคับการหรอก เชิญนั่งก่อนสิ ผมขอจัดการธุระตรงนี้ให้เสร็จก่อน"
เขาจัดการบะหมี่ที่เหลืออย่างรวดเร็ว ก่อนจะขอหนังสือพิมพ์จากพนักงานมาห่อซาลาเปาที่เหลือแล้วเดินออกจากร้านไป
แม้ว่าเจียงหงเม่ยจะทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ แต่นางก็ยังรู้สึกกรุ่นโกรธอยู่ นางเดินกระฟัดกระเฟียดมาที่หน้าประตู แต่แล้วสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่รถยนต์คันนั้น
นางคลำเงินเพียงไม่กี่เฟินในกระเป๋าแล้วมองฉีเส้าเฉียงด้วยความหวัง
ที่นั่งด้านหน้าสามารถนั่งได้ถึงสามคน ถึงเขาจะไม่เลี้ยงข้าวนาง แต่อย่างน้อยก็น่าจะให้นางอาศัยรถกลับบ้านไปด้วยในเมื่อเป็นทางผ่านอยู่แล้ว
หากพูดตามหลักการ การหมั้นหมายของพวกนางยังไม่ได้ยกเลิกอย่างเป็นทางการ นางก็ยังถือว่าเป็นคู่หมั้นของเขาอยู่
ทว่าฉีเส้าเฉียงกลับทำราวกับนางเป็นอากาศธาตุ เขาเดินผ่านนางไปหน้าตาเฉยแล้วก้าวขึ้นรถไปทันที
ไม่นานนัก รถยนต์ก็เคลื่อนตัวจากไป ทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันสีดำจางๆ
เจียงหงเม่ยโกรธจนแทบระเบิด ฉีเส้าเฉียงช่างไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย เขาสามารถช่วยเหลือหญิงชราแปลกหน้าบนรถไฟได้ แต่กลับไม่ยอมให้นางอาศัยรถกลับบ้าน
พอนางหันกลับมาเห็นเจียงหลียืนเหม่ออยู่ตรงนั้น นางก็กระทืบเท้าด้วยความโมโห "ปกติแกปากเก่งนักไม่ใช่หรือไง อ่อยผู้ชายเก่งนักนี่ แล้ววันนี้ทำไมถึงทำตัวบื้อเป็นควายแบบนี้!"
"เจียงหงเม่ย พี่อยากให้หนูอ่อยคู่หมั้นตัวเองหรือคะ พี่ชอบโดนสวมเขาขนาดนั้นเลยหรือ"
แววตาของเจียงหลีช่างใสซื่อ แต่คำพูดที่เปล่งออกมาอย่างช้าๆ ของนางนั้นกลับทำให้อีกฝ่ายโกรธจนแทบกระอักเลือด
พนักงานในร้านที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับหลุดขำออกมา วันนี้นางได้รับรู้เรื่องซุบซิบที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
เจียงหงเม่ยโกรธจนหายใจติดขัด นางสะบัดหน้าเดินหนีไปพร้อมกับทิ้งคำพูดไว้ว่า "แกก็เดินกลับบ้านเองแล้วกัน!"
เจียงหลีถึงกับยืนงง การเดินกลับบ้านต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง และด้วยแสงแดดที่แผดเผาเช่นนี้ นางคงเดินไปไม่ไหวแน่ๆ
แต่ถึงจะไหวหรือไม่ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เงาร่างของเจียงหงเม่ยหายลับสายตาไปอย่างรวดเร็ว
เจียงหลีคลำกระเป๋าที่ว่างเปล่าของตนเอง เมื่อไม่มีเงินค่ารถประจำทาง นางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มออกเดินกลับบ้าน
นางเพิ่งจะหายจากอาการป่วยหนักและร่างกายยังไม่แข็งแรงดีนัก หลังจากเดินไปได้เพียงครู่เดียว นางก็ต้องเข้าไปนั่งพักใต้ร่มไม้เพื่อหอบหายใจเอาแรง
ซาลาเปาสองลูกที่กินเข้าไปเมื่อตอนเที่ยงถูกย่อยไปจนหมดสิ้นแล้ว นอกจากนี้ยังต้องคอยระแวดระวังสิ่งรอบข้างอยู่ตลอดเวลา
เส้นทางในสมัยนี้ไม่ได้ปลอดภัยนัก หากต้องเจอกับพวกคนจรจัดหรือนักเลงหัวไม้ ย่อมเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มลงทีละน้อย ทันใดนั้นเสียงเครื่องยนต์รถก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ เจียงหลีเกรงว่าฝุ่นและควันรถจะคลุ้งกระจาย นางจึงขยับตัวเข้าไปหลบที่ข้างทางโดยสัญชาตญาณ