- หน้าแรก
- คุณหนูแม่มดผู้อกตัญญู
- บทที่ 16 คนรักแมว
บทที่ 16 คนรักแมว
บทที่ 16 คนรักแมว
บทที่ 16 คนรักแมว
แอนนาไม่ได้ตอบอะไร เธอยังคงก้มหน้ามองต่ำ แม้ผู้คนในเมืองหลวงจะไม่ได้หิวโหยจนถึงขั้นใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ แต่ความเป็นอยู่ของพวกเขาก็ไม่ได้ดีนัก ทุกคนต่างยุ่งวุ่นวายกับการทำงานที่หนักเกินขีดจำกัดของร่างกาย แอนนาเห็นชายร่างซูบผอมคนหนึ่งกำลังแบกกระสอบที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเขาเสียอีก
"คิดเรื่องพวกนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ออกไปหาอะไรกินกันดีกว่า"
"ค่ะ ป๊ะป๋า"
แอนนากอดลอเรนไว้แน่น ทันทีที่ได้เห็นว่าโลกใบนี้โหดร้ายเพียงใด แอนนาถึงได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าลอเรนปกป้องเธอไว้ดีแค่ไหน
ในสถานที่ที่แม้แต่คนธรรมดายังต้องดิ้นรนถึงเพียงนี้ ลอเรนกลับสามารถเลี้ยงดูแม่มดสองตนให้เติบโตมาได้อย่างดีเยี่ยม
"ไปกันเถอะ"
ลอเรนอุ้มแอนนาขึ้นมา เธอโอบรอบคอของลอเรนและซบหน้าลงกับอกของเขา... ถนนในเมืองหลวงเต็มไปด้วยแผงลอย มีความรุ่งเรืองมากกว่าเมืองเล็กๆ ที่ลอเรนเคยอยู่มากนัก พร้อมด้วยเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่เดินขวักไขว่ไม่ขาดสาย
โลกทัศน์ของโลกใบนี้ค่อนข้างประหลาด มีการผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ทั้งความทันสมัยและความโบราณ เนื่องจากมันเป็นโลกในจินตนาการ ในตอนนั้นจึงไม่มีใครสนใจเรื่องนี้นัก แม้แต่เหล่าสาวกของเทพแห่งราตรีและสายฟ้าก็ยังมีไฟฟ้าใช้
ภายใต้สิ่งล่อใจจากอาหารเลิศรส อารมณ์ของแอนนาก็เริ่มสงบลง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เธอจะปล่อยให้อาหารตรงหน้าสูญเปล่าไม่ได้เด็ดขาด
ลอเรนและคนอื่นๆ เดินเล่นอยู่ข้างนอกเป็นเวลานาน จนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าและงานเลี้ยงเต้นรำของราชาใกล้จะเริ่มขึ้น ลอเรนจึงเริ่มเดินทางกลับ
เมื่อพวกเขาอยู่ไม่ไกลจากพระราชวัง แอนนาก็รั้งแขนลอเรนไว้กะทันหัน
"อาจารย์คะ ช่วยนกตัวน้อยตัวนั้นได้ไหมคะ"
ลอเรนมองไปตามทิศทางที่แอนนาชี้ บนริมถนนมีแมวดำตัวหนึ่งกำลังรังแกนกไนติงเกล แมวดำตัวนั้นใช้เท้าหน้ากดนกไนติงเกลไว้ แล้วจงใจปล่อยมันไป ก่อนจะตะปบมันลงกับพื้นอีกครั้งในตอนที่นกกำลังจะบินขึ้น มันดูจะสนุกสนานกับการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของนกไนติงเกลตัวนั้น
ผู้คนมากมายยืนมุงดูและชื่นชมความคล่องแคล่วของแมวดำ โดยไม่ได้สนใจเสียงร้องของนกไนติงเกลเลย เสียงหัวเราะของพวกเขาฟังดูบาดหูพิกล
แมวดำปล่อยนกออกจากปากอีกครั้ง แต่คราวนี้ขกไนติงเกลสูญเสียความสามารถในการบินไปแล้ว มันได้แต่เดินกะเผลกหนีจากแมวดำอย่างยากลำบาก
ในตอนที่แมวดำกำลังจะพุ่งเข้าหาขกไนติงเกลอีกครั้ง หินก้อนหนึ่งก็พุ่งมากระแทกพื้นตรงหน้ามัน ลอเรนเพิ่งจะแบ่งแต้มไปลงที่ค่าพละกำลังแบบผ่านๆ แรงกระแทกของกรวดหินที่กระเด็นออกมาทำให้แมวดำตกใจหนีไป
ลอเรนไม่ชอบแมว เมื่อครั้งที่เขายังทำงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าในชาติก่อน แมวสร้างปัญหาให้เขาไม่จบไม่สิ้น บ่อยครั้งที่สัตว์ป่าซึ่งเขาพากเพียรช่วยเหลือมากลับต้องถูกแมวทรมานจนตาย
ครั้งหนึ่ง มีกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยนำแมวมาทิ้งไว้ในศูนย์พักพิงของลอเรน ส่งผลให้รังของนกเค้าแมวแคระยูเรเชียที่เขาเพิ่งช่วยมาต้องพบกับจุดจบที่น่าสลดใจ เมื่อลอเรนตามตัวพวกเขาเจอผ่านโซเชียลมีเดีย พวกเขายังคงรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเสียด้วยซ้ำ หากคนพวกนั้นไม่โอ้อวด "ความดี" ของตนเอง ลอเรนก็คงหาตัวพวกเขาไม่พบ
แมวดำส่งเสียงร้องและวิ่งหนีไปหาเจ้าของของมัน ก่อนจะส่งเสียงขู่ใส่ก้อนหิน เจ้าของของมันคือหญิงวัยกลางคนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรา
เธอก้าวเดินบนรองเท้าส้นสูงที่ส้นแหลมเล็ก ลอเรนรู้สึกราวกับได้ยินเสียงร้องระงมของรองเท้าส้นสูงคู่นั้น เมื่อเธอสวมรองเท้าส้นสูง มันดูเหมือนการเทโยเกิร์ตที่มีความหนืดลงในถ้วย ชั้นไขมันซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ราวกับจะล้นออกมาได้ทุกเมื่อ
เธอเดินตรงมาหาลอเรนและกระชากคอเสื้อของเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเหนือกว่า หากวันหนึ่งเธอเกิดความจำเสื่อมขึ้นมา คำพูดเดียวที่เธอคงจำได้คือคำด่าทอที่เหยียดหยามคนบ้านนอก
ลอเรนก้มมองส้นรองเท้าของเธอ เขาคิดว่าเขาต้องถามหาชื่อร้านที่ทำรองเท้าส้นสูงคู่นี้ให้ได้ เพราะหากในอนาคตลอเรนต้องการสร้างเครื่องบิน เขาจะได้มีแหล่งวัตถุดิบสำหรับทำฐานล้อเครื่องบิน
"แกรู้ไหมว่าแมวตัวเมียน้อยๆ ของฉันราคาเท่าไหร่? มันเป็นพันธุ์แท้เชียวนะ คนชั้นต่ำอย่างแกคงไม่มีปัญญาเห็นเงินมากขนาดนี้ไปตลอดชีวิตหรอก"
ความคิดแรกของเธอไม่ใช่การดูแลแมวของตนเอง แต่เป็นการย้ำเตือนว่าแมวของเธอนั้นมีค่ามากเพียงใด
"แกเป็นตัวอะไร? อย่ามาแตะต้องเสื้อผ้าของฉันนะ มันแพงมาก แกไม่มีปัญญาจ่ายหรอก"
ลอเรนสะบัดมือของหญิงผู้นั้นออกอย่างง่ายดาย เขาโน้มตัวลงหยิบนกไนติงเกลที่บาดเจ็บขึ้นมา โดยไม่สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย
"ฉันชื่อซิโมนา เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนเวทมนตร์หลวงเกดแลนด์ สามีของฉันมีชื่ออยู่ในรายชื่อแขกรับเชิญของงานเลี้ยงเต้นรำคืนนี้ และแม้แต่อาจารย์ท่านนั้นก็จะมาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ด้วย!"
เมื่อได้ยินคำพูดของซิโมนา ลอเรนที่กำลังตรวจดูอาการบาดเจ็บของนกไนติงเกลก็รู้สึกเหมือนจะกลั้นไว้ไม่อยู่ ลอเรนไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เข้าสักวัน เขาพยายามอย่างหนักที่จะไม่หลุดหัวเราะออกมา
"อาจารย์คะ..."
แอนนาดึงแขนเสื้อของลอเรน หากความต้องการของเธอสร้างปัญหาให้กับลอเรนจริงๆ แอนนาคงรู้สึกผิดมาก
เมื่อได้ยินแอนนาเรียกลอเรนว่าอาจารย์ ซิโมนาก็เกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาทันที นิยายหลายเรื่องมักมีพล็อตแบบนี้: ขุนนางดูหมิ่นขอทานซึ่งกลายเป็นว่าจริงๆ แล้วคือเจ้าชาย แล้วขุนนางคนนั้นก็ถูกฆ่าตาย ซิโมนาเริ่มพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่พล็อตเช่นนี้จะเกิดขึ้นในชีวิตจริง
เธอกวาดสายตามองผู้คนที่อยู่รอบตัวลอเรน ไม่มีใครดูเหมือนคนธรรมดาเลยจริงๆ และในวินาทีต่อมา ลอเรนก็ลูบผมของแอนนาและพูดขึ้นราวกับไม่มีใครอื่นอยู่ตรงนั้น:
"แอนนา จำไว้นะ อยู่ที่นี่ลูกไม่จำเป็นต้องกลัวพวกสารเลวเสเพลหน้าไหนทั้งนั้น เพราะลูกคือสารเลวเสเพลที่เจ๋งที่สุด"
หลังจากพูดจบ ลอเรนก็หันไปเผชิญหน้ากับซิโมนา พร้อมกับถอดฮู้ดของชุดคลุมสีดำออก:
"ขออนุญาตแนะนำตัวนะครับ ผมชื่อลอเรน เป็นแค่นักประพันธ์เพลงที่ไม่มีอะไรโดดเด่น"
ลอเรนนึกออกแล้วหลังจากได้ยินชื่อซิโมนา เธอเคยปรากฏตัวในเกม เป็นเพียงตัวประกอบที่ไม่ได้เป็นแม้แต่มอนสเตอร์ระดับล่าง แต่ลอเรนกลับจดจำเธอได้แม่นยำ
เพราะเมื่ออาณาจักรเกดแลนด์เข้าสู่สงครามกับอาณาจักรบาโดโลเพื่อนบ้านที่บูชาเทพแห่งโรคระบาด เธอทรยศต่อประเทศของตนโดยไม่ลังเล ทั้งที่โอกาสชนะของพวกเขานั้นไม่ได้น้อยเลย หากไม่ใช่เพราะเธอ อาณาจักรเกดแลนด์คงไม่ต้องพบกับความหายนะถึงเพียงนั้น
หากเป็นเพียงเรื่องนั้น ลอเรนคงไม่ได้ประทับใจในตัวเธอขนาดนี้ ผู้คนมากมายทรยศประเทศหลังจากสงครามเริ่มขึ้น เหล่าขุนนางหนีเร็วกว่าใครเพื่อน สิ่งที่ทำให้ลอเรนขยะแขยงจริงๆ คือการกระทำอื่นๆ ของเธอ เธอไม่เพียงแต่เอาตัวเข้าแลกกับศัตรูแม้จะถูกรังเกียจ แต่เธอยังยุยงให้เหล่านักเรียนของเธอกลายเป็นของเล่นของศัตรูอีกด้วย
สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดคือ ในท้ายที่สุดเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์เป็นฝ่ายชนะ และเธอกลับกลายเป็นบุคคลตัวอย่างที่ได้รับความชื่นชมจากผู้หญิงมากมาย ดังนั้นเธอจึงอยู่ในรายชื่อสังหารของ "บทเพลงสุดท้าย" (final movement)
ในสายตาของลอเรน ซิโมนาถูกตัดสินประหารชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว ลอเรนแค่ไม่อยากให้เธอตายง่ายจนเกินไปนัก
เมื่อตระหนักว่าบรรยากาศเริ่มไม่สู้ดี ผู้คนที่เคยอยู่ข้างซิโมนาก็เริ่มรุมด่าทอเธอทันที แม้แต่ซิโมนาเองก็เริ่มตัวสั่น เธอร้ายแต่เธอไม่ได้โง่ ถึงแม้คนตรงหน้าอาจจะไม่ใช่ลอเรนตัวจริง แต่เธอก็ไม่กล้าเสี่ยง อย่างแย่ที่สุดเธอค่อยไปแก้แค้นทีหลัง... "เสื้อผ้าของผมทำจากวัสดุเกรดสูง ทั้งกันไฟและกันน้ำ ดังนั้นราคาที่สองร้อยเหรียญทองจึงเป็นเรื่องปกติ ยิ่งไปกว่านั้น แรงบันดาลใจหลายอย่างในบทเพลงของผมมาจากนกไนติงเกลตัวนี้ มูลค่าของมันจึงไม่อาจประเมินได้"
"แต่ผมเป็นคนใจกว้าง ผมไม่สนหรอกว่าคุณจะปฏิบัติกับผมอย่างไร... ทว่าชุดคลุมสีดำนี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ มันเต็มไปด้วยอักขระรูนของเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเปรียบเสมือนแท่นบูชา และคุณได้ทำลายเสื้อผ้าของผม..."
ความหมายที่ซ่อนอยู่ในประโยคนี้ชัดเจนยิ่งนัก: มันคือการกล่าวหาว่าซิโมนาลบหลู่ดูหมิ่นศาสนา
ลอเรนยังพูดไม่ทันจบ ซิโมนาก็เริ่มกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เธอเหวี่ยงแมวลงกับพื้น และส้นรองเท้าส้นสูงที่แข็งแรงของเธอก็เหยียบลงบนหัวของแมวทันที:
"ไอ้แมวจรจัดเฮงซวย แกกล้าดีนังไงมาข่วนนกไนติงเกลของท่านอาจารย์!"
นี่เป็นครั้งแรกที่ลอเรนได้รับประสบการณ์ตรงว่า "ท่ากระทืบสงคราม" (war stomp) คืออะไร แอนนาและนาโคริสุต่างก็ปิดตาด้วยความเวทนา
"นี่ไม่ใช่แมวของคุณหรอกหรือ"
"นี่มันแมวจรจัดค่ะ..."
"ชู่ว..." ลอเรนขัดจังหวะซิโมนาที่ยังพยายามแก้ตัว: "ไปทูลพระราชาเถอะ น่ารังเกียจจริงๆ"
หลังจากนั้น ลอเรนก็ไม่มองไปที่ซิโมนาอีกเลย และเดินมุ่งหน้าไปทางพระราชวัง
แขกทุกคนที่เข้าไปจะถูกตรวจตราอย่างเข้มงวด มีการตรวจสอบคำเชิญและรายชื่อ แต่เมื่อลอเรนเดินเข้าไป เหล่าทหารยามกลับแสดงความเคารพอย่างสูงสุด พวกเขาไม่ได้ตรวจคำเชิญของเขา และค้อมตัวคำนับให้อย่างเคร่งขรึม
เมื่อเห็นภาพนี้ หัวใจของซิโมนาก็พลันแตกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน