เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 รายงานของชิงเหอ

บทที่ 50 รายงานของชิงเหอ

บทที่ 50 รายงานของชิงเหอ


บทที่ 50 รายงานของชิงเหอ

เมื่อได้ยินคำพูดของชิงเหอ เตี่ยนหัวก็ชะงักไปครู่หนึ่ง พลางแอบตกใจในใจ: 'อำเภอจี้สุ่ยภายใต้การปกครองของจวนตระกูลฉีงั้นรึ? หมายความว่ายังไงกัน? โลกใบนี้ไม่ใช่ถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวแล้วหรอกหรือ? ราชวงศ์ปัจจุบันควรจะเป็นราชวงศ์ต้าเจินไม่ใช่รึไง? แล้วอำเภอจี้สุ่ยนี้ไม่ควรถูกปกครองโดยทางการหรอกหรือ? ทำไมจากปากของชิงเหอกลับกลายเป็นว่าถูกปกครองโดยตระกูลฉีไปได้เสียล่ะ? แล้วทางการของราชวงศ์ต้าเจินจะไปอยู่ตรงไหนกัน?'

แม้จะรู้อยู่แล้วว่าจวนตระกูลฉีมีเบื้องหลังที่ลึกซึ้ง และเป็นชนชั้นปกครองในอำเภอจี้สุ่ย ทว่าเตี่ยนหัวไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะเป็นถึงผู้ปกครองที่แท้จริงของอำเภอแห่งนี้!

ชิงเหอจะหลอกเขางั้นรึ? ไม่น่าจะเป็นไปได้!

เตี่ยนหัวนึกถึงจำนวนยอดฝีมือวรยุทธ์ในจวนตระกูลฉี และตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยที่ใช้ชื่ออำเภอ "จี้สุ่ย" มาเป็นสร้อยหน้าชื่อตระกูล

เมื่อนึกถึงหอเก็บคัมภีร์ของตระกูลฉีที่โด่งดังไปทั่วทั้งจังหวัดโยวซาน และนึกถึงรากฐานทางวัฒนธรรมเพียงเศษเสี้ยวที่เขาเห็นในหอเก็บคัมภีร์นั้น...

เรื่องเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ไปที่จุดเดียวกัน: 'พละกำลังและขุมกำลังของตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยนั้นยิ่งใหญ่และมั่นคงมาก ในสังคมโบราณที่ฟ้าสูงฮ่องเต้ไกลเช่นนี้ ตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยต่างหากคือผู้ปกครองที่แท้จริงของอำเภอจี้สุ่ย'

ร่างเดิมเอ๋ย เจ้าช่างเลือกเป้าหมายในการต้มตุ๋นได้เก่งจริงๆ! เวทีเปิดตัวของเจ้านี่มันช่างอลังการงานสร้างเสียเหลือเกิน! ถึงขั้นใช้ตระกูลมหาอำนาจที่ปกครองพื้นที่ทั้งอำเภอมาเป็นเวทีเปิดตัวเชียวรึ!

เจ้าหนีไปตายเสียก่อน ทิ้งกองขยะกองโตนี้ไว้ให้ข้าเช็ดล้าง ชาติที่แล้วข้าไปติดหนี้เจ้ามาหรือไงกันนะ?!

'เฮ้อ— ทะลุมิติมาสู่โลกใบนี้ ได้ครอบครองร่างของเจ้า ได้มีชีวิตใหม่หนึ่งชาติ หากจะคิดแบบนี้ ข้าก็คงเป็นหนี้เจ้ามาแต่ชาติก่อนจริงๆ นั่นแหละ!'

'เซียนซือเหม่อไปอีกแล้ว...' ชิงเหอแอบคิดอย่างจนใจ

ชิงเหอเริ่มชินกับการที่เซียนซือมักจะเหม่อลอยเป็นพักๆ หรือบางทีก็พูดจาที่น่าประหลาดใจ หรือทำเรื่องที่น่าตกตะลึงเป็นประจำ เมื่อเห็นบ่อยเข้าก็เลยกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

อย่างไรเสีย ท่านก็คือเซียนซือ ย่อมต้องมีบางสิ่งที่ต่างจากปุถุชนอย่างพวกนางเป็นธรรมดา เหมือนกับพวกนักยุทธ์ที่มีความต่างจากคนธรรมดาที่ไร้วรยุทธ์นั่นแหละ มันเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้

เมื่อเตี่ยนหัวดึงสติกลับมา ชิงเหอก็รีบก้าวเข้าไปทำความเคารพเพื่อขอลา เมื่อเห็นเตี่ยนหัวพยักหน้าตอบรับ นางจึงแบกตัวนักฆ่าที่นอนอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วเดินลงเขาไปขึ้นรถม้าจากลาอารามจี้สุ่ยเพื่อมุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลฉีทันที

เตี่ยนหัวยืนอยู่ที่หน้าประตูอาราม จ้องมองดูแสงไฟจากโคมไฟบนทางเดินเขาที่ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป เห็นเด็กสาวร่างเล็กคนหนึ่ง มือข้างหนึ่งถือโคมไฟ อีกข้างแบกนักฆ่าร่างใหญ่ไว้ ทั้งสองมือดูจะทำเรื่องหนักๆ ได้อย่างง่ายดาย ทำให้เขาเผลอคิดไปว่ากำลังดูแอนิเมชันเรื่อง 《สิบหมื่นมุขตลก》 ตอน "นาจา" อยู่หรือเปล่า

"โลกที่มีวรยุทธ์นี่... ภาพที่เห็นมันช่าง... ขยันทำลายค่านิยมเดิมๆ ของข้าอยู่เรื่อยเลยนะ!"

แต่อย่างไรเสีย นักฆ่าคนนั้นก็มีคนมาช่วยจัดการไปแล้ว

ส่วนชีวิตนักฆ่าคนนั้นจะเป็นหรือตายต่อจากนี้ เตี่ยนหัวก็ไม่ได้สนใจ ขอแค่ไม่มาตายด้วยน้ำมือของเขาและไม่มาตายให้เห็นต่อหน้าก็พอแล้ว

เรื่องนักฆ่า สำหรับเตี่ยนหัวแล้วเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เพราะในอารามแห่งนี้เขามีทั้งค่ายกลฮวงจุ้ย มีเสื้อคลุมเซียน และมีกระบี่เซียนคุ้มกันอยู่ถึงสามชั้น ต่อให้จะมีนักฆ่าแห่กันมาอีกกี่คนก็ไร้ผล พวกเขาไม่มีทางทำอันตรายอะไรเขาได้เลย

เมื่อปัญหาคลี่คลาย เตี่ยนหัวจึงกลับเข้าอารามเพื่อไปนอนหลับพักผ่อนต่ออย่างสบายใจ

...

ในขณะที่เตี่ยนหัวกลับไปนอนหลับปุ๋ย จวนตระกูลฉีกลับต้องมาวุ่นวายและเปิดไฟสว่างไสวไปทั่วเพราะการมาของนักฆ่าคนนี้

เมื่อรถม้าของชิงเหอเคลื่อนใกล้ถึงจวนตระกูลฉี ฉีเริ่นก็นำฉีจางออกมารอรับอยู่ที่ประตูข้าง ทว่ารถม้ากลับหยุดลงตรงหัวมุมถนนที่ห่างจากประตูใหญ่ไปร้อยเมตร ชิงเหอกระโดดลงจากรถม้าและรีบวิ่งมาที่ประตู หลังจากทำความเคารพฉีเริ่นแล้วนางก็เหลือบมองฉีจางแวบหนึ่ง ก่อนจะรายงานว่า: "ท่านเจ้าบ้าน เซียนซือไม่ได้มาด้วยเจ้าค่ะ"

"ไม่ได้มารึ?" ฉีเริ่นไม่ได้ซักไซ้ต่อว่าทำไมท่านถึงไม่มา แต่กลับถามว่า: "แล้วเซียนซือมีคำสั่งกำชับอะไรมาบ้างไหม?"

ชิงเหอส่ายหน้า: "ไม่มีเจ้าค่ะ เซียนซือเพียงแต่ส่งตัวนักฆ่าให้บ่าว และสั่งให้บ่าวเป็นคนจัดการเอง"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ นางก็แอบปรายตามองฉีจางอีกครั้งก่อนจะกล่าวต่อ: "เซียนซือท่านมีเมตตา จึงไม่ได้ปลิดชีวิตนักฆ่าคนนั้นเสีย ดูท่าท่านคงไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้เจ้าค่ะ"

ฉีเริ่นคิดในใจ: 'มีเมตตางั้นรึ? คนมีเมตตาที่ไหนจะไม่ทิ้งคำสั่งแม้แต่คำเดียวว่า "จงไว้ชีวิตคนผู้นี้"? การที่ท่านไม่ใส่ใจเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องจริง แต่นั่นไม่ใช่ความเมตตาหรอก แต่มันคือความเฉยชาต่างหาก!'

มันคือความเฉยชาที่เทพเซียนมีต่อมนุษย์เดินดิน! นักฆ่าที่เป็นเพียงปุถุชนสามัญ สำหรับท่านแล้วย่อมเป็นเพียงมดปลวกที่ไม่สามารถทำอันตรายท่านได้แม้แต่เศษเสี้ยว

หากไม่มาทำให้ท่านรำคาญใจก็แล้วไป แต่ถ้าทำให้ท่านรำคาญ ท่านย่อมบดขยี้ทิ้งได้ง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว

ที่ยอมไว้ชีวิตนักฆ่า เกรงว่าเป็นเพราะท่านกลัวจะมือแปดเปื้อนเสียมากกว่า จึงได้ส่งตัวมาให้จวนตระกูลฉีของเราเป็นคนจัดการ เพื่อให้พวกเราทำหน้าที่รับใช้ในงานที่ท่านมองว่าโสมมและไม่คู่ควรจะลงมือเอง

ฉีเริ่นเอาความคิดตนเองไปตัดสินผู้อื่น เขาคิดว่า: 'มันก็เหมือนกับการที่จวนตระกูลฉีเลี้ยงพวกก๊กอันธพาลไว้เพื่อคอยจัดการงานสกปรกแทนพวกเราไม่ใช่หรือไง?'

"นักฆ่าคนนั้นเป็นใคร?"

ชิงเหอกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะรายงานเสียงเบาว่า: "ท่านเจ้าบ้าน ที่นี่คนเยอะและปากต่อปากนัก บ่าวว่ารอเข้าไปในจวนแล้วบ่าวค่อยรายงานท่านเป็นการส่วนตัวอย่างละเอียดจะดีกว่าเจ้าค่ะ"

ฉีเริ่นสังเกตเห็นท่าทางของชิงเหอ เขาจึงรู้ว่าเรื่องนี้อาจจะมีเบื้องหลังบางอย่างซ่อนอยู่

"ตกลง"

เมื่อมาถึงห้องรับแขก เขาจึงสั่งให้พวกคนรับใช้ไปพักผ่อน โดยเหลือเพียงชิงซงและชิงถงไว้คอยเฝ้าประตู ภายในห้องรับแขกจึงเหลือเพียงชิงเหอ, ชิงจู๋, ฉีจาง และนักฆ่าที่ถูกผ้าดำคลุมหน้ามิดชิดจนมองไม่ออกว่าเป็นใคร

เมื่อเห็นว่าฉีจางถูกอนุญาตให้อยู่ต่อด้วย ชิงเหอจึงแอบรำพึงในใจ: 'เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ท่านเจ้าบ้านไม่มีวันทอดทิ้งคุณชายรองแน่นอน ดูสิ ในที่สุดท่านเจ้าบ้านก็คิดตก และเริ่มพาคุณชายรองที่ยังไม่ประสีประสาคนนี้เข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องของเซียนซือด้วยตนเองแล้ว'

เรื่องนี้พิสูจน์ว่าการที่นางตัดสินใจเปลี่ยนแผนกะทันหันนั้นถูกต้องแล้ว หากไม่มีเซียนซืออยู่ด้วยคุณชายรองจะได้มีทางลง และท่านเจ้าบ้านจะได้หาทางปกปิดเรื่องของคุณชายรองจากเซียนซือได้อีกครั้งเหมือนในคราวก่อน

หลังจากฉีเริ่นนั่งลงแล้ว เขาก็หยิบคัมภีร์ไม้ไผ่ที่กระบี่เซียนสลักอักษรไว้ขึ้นมาลูบไล้อย่างถนอมด้วยความหลงใหล จากนั้นจึงถามชิงเหอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า: "ชิงจู๋บอกว่าวิธีการส่งข่าวของเซียนซือช่างลึกลับอัศจรรย์นัก ข้าถามรายละเอียดเขาก็กลับบอกว่าเซียนซือส่งข่าวถึงเจ้าโดยเฉพาะ และเขาก็หลบอยู่ในห้องเพื่อเลี่ยงการเสียมารยาทจึงไม่ได้เห็นกับตา ดูท่าคงต้องรอให้เจ้าเป็นคนเล่าให้ฟังเองแล้วล่ะ"

ชิงเหอรู้ดีว่าชิงจู๋จงใจพูดแบบนั้นเพราะไม่อยากแย่งความดีความชอบของนาง ด้วยระดับความสามารถในการฟังของชิงจู๋ เหตุการณ์ในตอนนั้นต่อให้เขาจะไม่ได้เห็นทั้งหมดแต่เขาก็ต้องรับรู้ได้ถึงเจ็ดแปดส่วนแน่นอน

ชิงเหอรู้สึกซาบซึ้งใจ นางจึงหันไปส่งยิ้มขอบคุณให้ชิงจู๋หนึ่งครั้ง ในเมื่อคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นสหายร่วมตายหรือเจ้านาย ซึ่งถือว่าเป็นคนกันเองทั้งสิ้น นางจึงไม่คิดจะถ่อมตัวหรืออึกอักอะไรอีก นางเริ่มบอกเล่าเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงที่ออกรสออกชาติจนเห็นภาพพจน์

"ตอนนั้นบ่าวกำลังนอนหลับอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตูปลุกให้ตื่นเจ้าค่ะ เมื่อบ่าวเปิดประตูออกไปก็ต้องตกใจจนหลุดปากร้องว่า 'กระบี่เซียน' ออกมา เพราะเห็นกระบี่เซียนเล่มหนึ่งกำลังลอยนิ่งอยู่กลางอากาศหน้าห้องนอนของบ่าวเจ้าค่ะ นึกไม่ถึงเลยว่ากระบี่เล่มนั้นจะมีจิตวิญญาณ เมื่อมันได้ยินบ่าวเรียกมัน มันกลับพยักหน้าตอบรับบ่าวจริงๆ นะเจ้าคะ ท่าทางมันเป็นแบบนี้เจ้าค่ะ..." พูดพลาวนางก็ใช้แขนขวาเลียนแบบท่าทางพยักหน้าของกระบี่เซียนได้อย่างแนบเนียน

ฉีเริ่นมองดูท่าทางที่ดูร่าเริงเกินงามของชิงเหอ ในแววตาเขาก็ฉายแววดุร้ายขึ้นมาแวบหนึ่ง: 'เพิ่งส่งตัวออกไปอยู่ข้างนอกได้ไม่กี่วัน ช่างไร้กฎระเบียบขึ้นทุกที!'

ทว่าไม่ว่าในใจจะคิดอย่างไร บนใบหน้าของฉีเริ่นกลับระบายไปด้วยรอยยิ้มชื่นชม เขาพยักหน้าให้ชิงเหอเบาๆ เพื่อเป็นการแสดงการยอมรับและสนับสนุนให้นางเล่าต่อ

เมื่อเห็นท่านเจ้าบ้านยิ้มพยักหน้าให้ ชิงเหอจึงเล่าต่อว่า: "บ่าวรีบถามท่านกระบี่เซียนด้วยความนอบน้อมว่า: 'ท่านกระบี่เซียนมาหาในยามดึกเช่นนี้ หรือว่าเซียนซือมีเรื่องจะสั่งการหรือเจ้าคะ?' กระบี่เซียนก็พยักหน้าอีกรอบเจ้าค่ะ ในขณะที่บ่าวกำลังสงสัยว่าเซียนซือมีธุระอะไรกับบ่าว กระบี่เซียนดูเหมือนจะเดาใจบ่าวออก มันจึงบินเข้าไปในห้องนอนของบ่าว แล้วสลักอักษรลงบนคัมภีร์ไม้ไผ่ที่วางอยู่บนโต๊ะว่า: 'มีนักฆ่า จับได้แล้ว ช่วยจัดการด้วย จะจ่ายค่าแรงให้' นี่คือข้อความที่เซียนซือฝากมาเจ้าค่ะ เมื่อท่านกระบี่เซียนสลักครบทั้งสิบสองคำและแน่ใจว่าบ่าวได้เห็นแล้ว มันก็ไม่รั้งอยู่ต่อ พุ่งตัว 'วูบ—' หายลับไปทันทีเจ้าค่ะ จากนั้นบ่าวจึงปรึกษากับชิงจู๋และให้เขารีบกลับมารายงานท่านเจ้าบ้านที่จวนก่อน ส่วนบ่าวก็รีบนั่งรถม้าไปที่อารามจี้สุ่ยเพื่อเข้าพบเซียนซือเจ้าค่ะ"

จบบทที่ บทที่ 50 รายงานของชิงเหอ

คัดลอกลิงก์แล้ว