- หน้าแรก
- ข้าสามารถจุดประกายรู้แจ้งสรรพสิ่งได้
- บทที่ 43 เข้ามาขอความช่วยเหลือ
บทที่ 43 เข้ามาขอความช่วยเหลือ
บทที่ 43 เข้ามาขอความช่วยเหลือ
บทที่ 43 เข้ามาขอความช่วยเหลือ
เมื่อตาเฒ่าเฉิงเดินออกจากประตูห้องรับแขก เขาก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างผอมโซจนเห็นกระดูก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด กำลังเกาะกำแพงยืนอยู่ข้างประตูพลางก้มตัวทำความเคารพทักทายเขาอย่างยากลำบาก
ตาเฒ่าเฉิงแทบจำไม่ได้ว่าชายหนุ่มคนนี้คือใคร! เมื่อหวนนึกถึงภาพของเขาเมื่อสองเดือนก่อนที่เพิ่งจะสำเร็จวิชามา มีชื่อเสียงโด่งดังและดูสง่างามมีอนาคตไกล...
เฮ้อ— สิ่งชั่วร้ายพวกนี้ช่างสร้างกรรมนัก!
หวังว่านักพรตที่พักอยู่อารามจี้สุ่ยท่านนั้นจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ปราบผีได้จริงๆ และสามารถช่วยครอบครัวตาเฒ่าหลี่ได้นะ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ตาเฒ่าเฉิงจึงถอนใจเบาๆ พยักหน้าให้หลี่เสี้ยวแล้วจึงเดินออกจากบ้านตาเฒ่าหลี่ไป
หลี่เสี้ยวเดินเข้าห้องรับแขก เห็นตาเฒ่าหลี่เดินวนไปวนมาอยู่กลางห้อง สีหน้าสลับไปมาระหว่างความดีใจและความกังวล
"ท่านพ่อ"
เมื่อได้ยินเสียงหลี่เสี้ยว ตาเฒ่าหลี่ก็หยุดเดินและรีบก้าวเข้าไปพยุงเขานั่งลงทันทีพลางถามด้วยความเป็นห่วง "ทำไมเจ้าถึงเดินออกมาล่ะ? ร่างกายเจ้าอ่อนแอมากนะ ท่านหมอบอกว่าห้ามถูกลมเด็ดขาด"
หลี่เสี้ยวส่ายหน้า "ร่างกายของข้าข้ารู้ดีขอรับ ท่านพ่ออย่าห่วงเลย"
ตาเฒ่าหลี่นั่งลงข้างๆ หลี่เสี้ยวแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า "เมื่อครู่ลุงเฉิงของเจ้ามาแจ้งข่าวดี ท่านบอกว่ามีเต้าจางที่เก่งกาจเรื่องปราบผีมาพักที่อารามจี้สุ่ย พ่อจะไปเชิญท่านมาเดี๋ยวนี้เลย เพื่อมากำจัดวิญญาณร้ายที่น่ารังเกียจนั่นให้เจ้า!"
หลี่เสี้ยวรู้ดีว่าในใจบิดาเองก็คงไม่มีความมั่นใจนักหรอก ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาไปเชิญเซียนซือหรือเต้าจางที่อ้างว่าเก่งกาจมาตั้งกี่คนแล้ว? มีคนไหนได้ผลบ้าง? ล้วนแต่เป็นพวกต้มตุ๋นมาหลอกเอาเงินที่บ้านทั้งนั้น
บิดาเองก็คงไม่แน่ใจว่าคนผู้นี้จะทำได้จริงไหม และคงกำลังกังวลอยู่ลึกๆ แต่ยามที่พูดกับเขาบิดากลับทำท่ามั่นใจเช่นนั้น ย่อมเป็นเพราะต้องการให้เขาสบายใจนั่นเอง
ในเมื่อบิดาทุ่มเทเพื่อเขาถึงเพียงนี้ หลี่เสี้ยวจึงไม่คิดจะทำลายความหวังดีนั้น เขาจึงปั้นยิ้มพยักหน้ากล่าวว่า "ขอรับ ข้าจะรอข่าวดีจากท่านพ่ออยู่ที่บ้าน"
ตาเฒ่าหลี่พูดกำชับหลี่เสี้ยวอีกไม่กี่คำก่อนจะรีบออกเดินทาง เขาเข้าไปในห้องนอนเพื่อจัดระเบียบตัวเองให้ดูดีขึ้นเล็กน้อย หยิบเงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ในบ้านติดตัวมาด้วย ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเขาก็พบว่าข้างนอกมืดจนมองไม่เห็นทาง เขาถึงเพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว เขาจึงเดินกลับเข้าไปจุดคบไฟ แล้วถือคบไฟวิ่งเหยาะๆ มุ่งหน้าไปทางอารามจี้สุ่ย
หลี่เสี้ยวมองตามแผ่นหลังของบิดาที่จากไป เขาเลิกฝืนตัวเองและทรุดตัวพิงเก้าอี้อย่างหมดแรง เหงื่อกาฬไหลพรากเต็มใบหน้า เขาหลับตาพักผ่อนครู่หนึ่งพลางส่ายหน้าเบาๆ "การได้พบนักดีดพิณตู้ที่สามารถสะกดวิญญาณร้ายไว้ได้ชั่วคราว ก็นับว่าโชคดีมหาศาลแล้ว ข้าจะไปโชคดีได้พบคนที่สองได้อย่างไร? ข้าไม่ควรคาดหวัง เพราะความหวังจะนำมาซึ่งความผิดหวัง และความผิดหวังจะทำให้ข้าพังทลาย หากข้าพังจนคิดสั้นไป คนต่อไปก็คือท่านพ่อ! ข้าจะพังไม่ได้! ข้าต้องทนให้ได้!"
"น่าเสียดายที่เสียงพิณของนักดีดพิณตู้ทำได้เพียงสะกดไว้ชั่วคราวแต่กำจัดวิญญาณร้ายไม่ได้ มิฉะนั้นเรื่องคงง่ายขึ้นเยอะ แต่ท่านบอกว่ากำลังหาวิธีอยู่... สิ่งเดียวที่ข้าทำได้ตอนนี้คือต้องอดทน! ทนจนกว่านักดีดพิณตู้จะหาวิธีได้ ต้องทนให้ได้!" นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หลี่เสี้ยวยังประคองสติไว้ได้จนถึงตอนนี้!
ตาเฒ่าหลี่เดินลัดเลาะไปตามทางด้วยความคุ้นเคยเพราะอาศัยอยู่ในย่านอารามเต๋า (เต้ากวานฟาง) มาตั้งแต่เด็ก เขาอาศัยเพียงแสงไฟสลัวจากคบไฟ ค่อยๆ เดินกึ่งวิ่งฝ่าความมืดจนกระทั่งถึงอารามจี้สุ่ยด้วยความเร็วที่สุด
เตี่ยนหัวในตอนนั้นกำลังนอนเล่นอยู่บนเตียงพลางรำพึง "ในโลกโบราณนี่ไม่มีทั้งโทรศัพท์ มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ ไม่มีแม้แต่เครื่องเล่นเพลง หรือแม้แต่หนังสือกระดาษก็ไม่มี พอมืดปุ๊บก็ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากนอน"
มิน่าเล่าสังคมโบราณถึงได้ยึดคติ "ตะวันขึ้นออกทำงาน ตะวันตกดินพักผ่อน" มันเป็นเพราะสภาพแวดล้อมบังคับนี่เอง! บ้านคนธรรมดาที่ไหนจะมีความพร้อมพอที่จะจุดไฟทำกิจกรรมตลอดทั้งคืนกันเล่า
ไม่เพียงแค่ปัญหาเรื่องค่าน้ำมันตะเกียงที่ต้องเสียไปในยามค่ำคืน แต่เขายังไม่มีกิจกรรมบันเทิงที่เหมาะสมจะทำด้วย
ขณะที่เตี่ยนหัวกำลังจะหลับ เสียงเคาะประตู "ปัง ปัง ปัง..." ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูใหญ่
"แปลกจริง ดึกปื่นป่านนี้ใครไม่หลับไม่นอนมาเคาะประตูอารามกันนะ?" เตี่ยนหัวรู้สึกประหลาดใจและยังไม่รู้สาเหตุ
ส่วนเรื่องที่ว่าจะเป็นคนร้ายหรือไม่นั้น ยามที่อยู่ในอารามจี้สุ่ยซึ่งมีค่ายกลฮวงจุ้ยคุ้มครองอยู่ เตี่ยนหัวย่อมกล้าพูดได้เต็มปากว่า: ตราบใดที่ข้ายืนนิ่งอยู่ในอาราม เจ้าต้องก้าวเข้าประตูมาให้ได้เสียก่อนเถอะ
ต่อให้ก้าวเข้าอารามมาได้ หรือเตี่ยนหัวไม่ได้อยู่ในค่ายกลฮวงจุ้ย เขาก็ยังมีเสื้อคลุมเซียนที่มีการป้องกันไร้เทียมทานคุ้มกายอยู่ เตี่ยนหัวพร้อมจะพูดว่า: ข้ายืนนิ่งๆ ให้เจ้าตีเลย เจ้าจะเจาะการป้องกันข้าเข้าหรือเปล่าล่ะ?
เตี่ยนหัวผู้ขวัญกล้าเทียมฟ้าไม่กังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเองเลยสักนิด เขาเดินไปเปิดประตูใหญ่อย่างเปิดเผย เมื่อเห็นชายแก่ที่มีท่าทางเหนื่อยล้าและดูซูบเซียวอยู่ตรงหน้า ด้วยนิสัยที่ถูกปลูกฝังเรื่องการเคารพผู้อาวุโสและรักเด็กตามวัฒนธรรมจีน เตี่ยนหัวจึงถามด้วยน้ำเสียงให้เกียรติว่า "โยมผู้เฒ่า ท่านมาที่อารามจี้สุ่ยยามดึกเช่นนี้ มีเรื่องด่วนอันใดหรือ?"
อาศัยแสงจากคบไฟ ตาเฒ่าหลี่เห็นว่าคนที่มาเปิดประตูคือนักพรตหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีคนหนึ่ง
"เต้าจางน้อย ผู้น้อยมาตามหาเต้าจางแห่งอารามจี้สุ่ย... มีเรื่องสำคัญมากขอรับ!"
"อารามจี้สุ่ยแห่งนี้มีข้าเป็นนักพรตเพียงรูปเดียว"
เมื่อได้ยินคำตอบของเตี่ยนหัว ใจของตาเฒ่าหลี่ก็หล่นวูบไปครึ่งหนึ่ง เงินที่ตั้งใจจะหยิบออกมาแต่แรกเขาก็ชะงักไว้ก่อน
แม้จะเกินความคาดหมายไปบ้าง แต่ตาเฒ่าหลี่ก็คุกเข่าลงกับพื้นทันทีพลางสะอึกสะอื้นกล่าวว่า "ลูกชายของผู้น้อยถูกวิญญาณร้ายตามรังควานจนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ได้ยินมาว่าเต้าจางเก่งกาจเรื่องปราบผีปราบวิญญาณ ได้โปรดช่วยชีวิตลูกชายผู้น้อยด้วยเถิดขอรับ!"
แม้ในใจจะผิดหวังไปกว่าครึ่ง แต่ตาเฒ่าหลี่ที่เหมือนคนกำลังจมน้ำและได้คว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ เขายังคงอ้อนวอนเตี่ยนหัวด้วยความจริงใจอย่างถึงที่สุด
เตี่ยนหัวไม่เคยเป็นหมอมาก่อน เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครมาขอให้เขาช่วยชีวิตแบบนี้!
ทว่าเมื่อได้พบเข้าแล้ว และเป็นเรื่องที่เขาพอจะช่วยได้ เตี่ยนหัวจึงไม่คิดปฏิเสธ เมื่อเห็นท่าทีที่คอขาดบาดตายเขาจึงไม่กล้าชักช้า รีบเข้าไปพยุงตาเฒ่าหลี่ขึ้นพลางกล่าวว่า "โยมผู้เฒ่ารีบลุกขึ้นเถอะ ข้ารับปากจะช่วย นำทางไปเถอะ"
ตาเฒ่าหลี่ในตอนนี้ย่อมไม่มีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว เตี่ยนหัวว่าอย่างไรเขาก็ว่าตามนั้น เขาจึงลุกขึ้นตามแรงพยุงของเตี่ยนหัว แล้วรีบหมุนตัวนำทางไปตามคำเร่งเร้าของอาจารย์
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันกลับไปมอง พบว่านักพรตหนุ่มแห่งอารามจี้สุ่ยคนนี้ถึงขั้นไม่ยอมปิดประตูอารามเสียด้วยซ้ำ แถมยังไม่ได้หยิบเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับปราบผีติดมือมาเลยสักอย่าง แล้วจะไปทำพิธีได้อย่างไร?
ตาเฒ่าหลี่มองอย่างไรก็ดูไม่ชอบมาพากล เขาจึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีว่า "เต้าจาง ท่านไม่ได้ปิดประตูอารามนะขอรับ"
เตี่ยนหัวโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ไม่เป็นไรหรอก ที่อารามมีค่ายกลฮวงจุ้ยคุ้มครองอยู่ ปลอดภัยหายห่วง จะปิดประตูหรือไม่ก็ไม่ต่างกัน"
'ค่ายกลฮวงจุ้ย? มันคืออะไรกันล่ะนั่น?' ตาเฒ่าหลี่นึกสงสัยในใจ
เมื่อเห็นเตี่ยนหัวออกเดินทางไปทั้งอย่างนั้นโดยไม่มีการเตรียมตัวใดๆ และเพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงการช่วยชีวิตลูกชาย ตาเฒ่าหลี่จึงอดไม่ได้ที่จะเตือนอีกครั้ง "เต้าจาง ท่านลืมหยิบของสำหรับทำพิธีปราบผีมาหรือเปล่าขอรับ?"
เตี่ยนหัวถามกลับอย่างงงๆ "ลืมรึ? กระบี่เซียนและเสื้อคลุมเซียนของข้าก็ติดตัวอยู่ตลอดเวลานี่นา? นอกจากของสองอย่างนี้แล้ว การปราบผีปราบวิญญาณยังต้องใช้เครื่องมืออะไรอีกรึ?"
ตาเฒ่าหลี่ถึงกับหน้าถอดสี การปราบผีมันเป็นวิชาของท่านแท้ๆ แม้แต่เครื่องมือที่ต้องใช้ท่านยังไม่รู้เลย กลับมาถามคนนอกอย่างเขาเนี่ยนะ? จะล้อเล่นกันเกินไปหรือเปล่า?
แถมยังอ้างกระบี่เซียน เสื้อคลุมเซียนอีก ท่านเห็นตัวเองเป็นเซียนซือในหนังสือนิยายหรือยังไงกัน!
ตาเฒ่าหลี่ยิ่งรู้สึกว่านักพรตหนุ่มคนนี้ดูไม่น่าเชื่อถือขึ้นทุกที