- หน้าแรก
- ข้าสามารถจุดประกายรู้แจ้งสรรพสิ่งได้
- บทที่ 44 พบวิญญาณร้ายจนได้
บทที่ 44 พบวิญญาณร้ายจนได้
บทที่ 44 พบวิญญาณร้ายจนได้
บทที่ 44 พบวิญญาณร้ายจนได้
แม้จะมองว่านักพรตหนุ่มคนนี้ดูไม่น่าฝากผีฝากไข้ ใจของตาเฒ่าหลี่จึงห่อเหี่ยวไปกว่าเก้าส่วนและแทบไม่เหลือความหวังแล้ว แต่ในเมื่อเชิญท่านลงเขามาแล้วเขาก็คิดเสียว่าลองดูเผื่อฟลุค (มีพุทราไม่มีพุทราก็ขอลองตีดูสักไม้ - 有枣没枣打两杆子) ถือว่ารักษาตามอาการไปก่อน เขาจึงไม่ได้พานักพรตหนุ่มกลับไปทันที เพียงแต่ตลอดทางเขาก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรอีกเลย
บ้านของตาเฒ่าหลี่อยู่ในย่านเต้ากวานฟาง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอารามจี้สุ่ย ผ่านถนนเพียงสองสาย ไม่ถึงชั่วธูปเดือดก็เดินทางมาถึง
ทันทีที่เตี่ยนหัวเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายนี้ เขาก็ได้ยินเสียงพิณแว่วมา ยิ่งเข้าใกล้บ้านตาเฒ่าหลี่เสียงพิณก็ยิ่งดังขึ้น ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมทำให้เขารู้ถึงความลับเบื้องหลังเสียงนั้นได้โดยอัตโนมัติ: "เสียงพิณนี้... มีบางอย่างที่ไม่ธรรมดา ดูเหมือนจะมีสรรพคุณในการกล่อมประสาทให้สงบนิ่ง และช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายสร้างเสริมสิริมงคล"
แม้เตี่ยนหัวจะไม่สันทัดเรื่องดนตรีและแยกแยะไม่ออกว่าเสียงพิณนี้ไพเราะเพียงใด แต่เขาพบว่าหลังจากทะลุมิติมา ประสาทสัมผัสของเขานั้นเฉียบคมมาก เขาสามารถเกิดอารมณ์ร่วมได้ง่ายและเข้าถึงแก่นแท้ของสิ่งนั้นผ่านอารมณ์ร่วมได้โดยตรง
เหมือนตอนที่อยู่ในจวนตระกูลฉี เพียงแค่เขาปรับจังหวะตามชิงเหอและชิงจู๋ เขาก็สามารถเกิดอารมณ์ร่วมกับบรรยากาศโดยรวมของจวนตระกูลฉีได้โดยง่าย
ต่อมาตอนที่เขาได้รับ "วิชาฮวงจุ้ยเร้นลับ" จากการรู้แจ้ง ภายใต้สภาวะวิจัย "ชั่วพริบตาปานหมื่นปี" พรสวรรค์ที่เขาใช้เป็นเครื่องมือนอกจากดวงตาหยินหยางแล้ว ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมนี้ก็นับว่ามีส่วนสำคัญยิ่ง
หลังจากการขัดเกลาในสภาวะ "ชั่วพริบตาปานหมื่นปี" ประสาทสัมผัสของเขาก็เกิดการวิวัฒนาการจากระดับมือสมัครเล่นสู่มืออาชีพ เขาไม่ต้องพึ่งพาความบังเอิญเพื่อให้เกิดอารมณ์ร่วมเหมือนตอนอยู่ที่จวนตระกูลฉีอีกแล้ว ขอเพียงเงื่อนไขครบถ้วน เขาสามารถเลือกที่จะเกิดอารมณ์ร่วมเมื่อไหร่ก็ได้ หรือจะตัดขาดความรู้สึกนั้นเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจปรารถนา
แม้เสียงพิณนั้นจะดูมีเล่ห์กลบางอย่าง และเตี่ยนหัวก็อยากจะเห็นหน้านักดีดพิณคนนั้นด้วยตัวเอง ทว่าเขารู้ดีว่าภารกิจหลักที่เขามาที่นี่คืออะไร เขาจึงไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ และตั้งใจจะจัดการธุระตรงหน้าให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
เตี่ยนหัวเห็นตาเฒ่าหลี่เดินเข้าประตูใหญ่ไป เมื่อยืนยันว่านี่คือบ้านของตาเฒ่าหลี่เขาก็หยุดเดิน เปิดดวงตาหยินหยางแล้วจ้องมองไปที่บ้านหลังนั้น
ดวงตาหยินหยางมีข้อเสียอย่างหนึ่งคือต้องพึ่งพาสายตาอย่างมาก ในคืนที่ทัศนวิสัยย่ำแย่เช่นนี้ หากไม่อยู่ใกล้จริงๆ ดวงตาหยินหยางแทบจะมองไม่เห็นกลุ่มไอหยินหยางเลย
ตาเฒ่าหลี่เดินเข้าบ้านไปแล้วพบว่านักพรตหนุ่มไม่ได้ตามเข้ามา แต่กลับยืนอยู่หน้าประตูท่ามกลางความมืดพลางจ้องมองบ้านของเขา ในเวลาแบบนี้ นักพรตหนุ่มจะเล่นแง่อะไรอีก? ที่จ้องมองบ้านข้าคือต้องการประเมินว่าข้ามีเงินเท่าไหร่รึ? ที่ยืนนิ่งหน้าประตูคือถ้าไม่ให้เงินก็จะไม่ยอมเข้าบ้านใช่ไหม? พอนึกได้ว่าตอนอยู่ที่อารามท่านไม่ได้เรียกเก็บเงิน ใจเขาก็นึกสงสัยอยู่แล้ว ที่แท้มาดักรอเรียกเอาตรงนี้เองน่ะรึ! นี่ท่านจะซ้ำเติมคนลำบากงั้นรึ?
แม้ในชั่วพริบตาตาเฒ่าหลี่จะคิดไปไกลสารพัด ทว่าในเมื่อต้องพึ่งพาคนอื่นและในใจยังเหลือความหวังอยู่น้อยนิด เขาจึงไม่ได้ระเบิดอารมณ์ออกมา แต่กลับแสร้งปั้นยิ้มเดินกลับไปถามด้วยความไม่เข้าใจว่า "เต้าจาง ท่าน... ท่านทำอะไรอยู่หรือขอรับ?"
"ข้ากำลังดูฮวงจุ้ยบ้านของโยมอยู่ โดยทั่วไปแล้วบ้านที่มีภูตผีปรากฏ ฮวงจุ้ยมักจะไม่ดี มักจะมีไอพิฆาตหล่อเลี้ยงภูตผีอยู่ ซึ่งในทางฮวงจุ้ยเรียกว่าพื้นที่อัปมงคล"
ตาเฒ่าหลี่นึกในใจ 'มาแล้ว! ต่อไปคงเรียกเก็บเงินสินะ?'
ตาเฒ่าหลี่กำถุงเงินในอกเสื้อแน่น "คนอยู่บนเขียงย่อมต้องยอมให้เขาฟัน" ในเมื่อต้องพึ่งพาเขาจึงต้องเออออตามน้ำไปก่อน เขาแสร้งแสดงท่าทางหวาดกลัวถามว่า "บ้านของผู้น้อยเป็นพื้นที่อัปมงคลงั้นรึขอรับ? ทะ... ทำอย่างไรดีล่ะขอรับท่าน?"
ตาเฒ่าหลี่คิดว่าต่อไปคงเป็นเรื่องเงินแน่ๆ ทว่านักพรตหนุ่มกลับส่ายหน้าด้วยความสงสัยแล้วกล่าวว่า "บ้านของโยมแม้ไม่ใช่พื้นที่มงคล (ฝูตี้) แต่ก็ไม่ใช่พื้นที่อัปมงคล ฮวงจุ้ยก็แค่ระดับธรรมดาทั่วไป แปลกจริง..." พูดถึงตรงนี้เตี่ยนหัวก็หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง พลางนึกทวนความรู้ในวิชาฮวงจุ้ยเร้นลับแล้วพึมพำกับตนเองว่า:
"อ้อ จริงด้วย นั่นมันกรณีทั่วไป ยังมีกรณีพิเศษที่หาได้ยากอีกหลายอย่าง ที่สามารถกำเนิดภูตผีหรือทำให้ภูตผีสิงสถิตอยู่ได้นานๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่อัปมงคล เพียงแต่ไม่รู้ว่าบ้านหลังนี้เป็นกรณีพิเศษแบบไหน? หรือว่า... จะไม่ใช่เรื่องผีหลอกกันแน่?"
คนบางคนล้มป่วยแล้วแสดงอาการคล้ายกับถูกผีเข้า จนทำให้คนทึกทักไปเองว่าผีหลอก เรื่องแบบนี้ในยุคโบราณมีให้เห็นบ่อยครั้ง ที่พบบ่อยที่สุดคืออาการทางจิตอย่างโรคจิตเภท นั่นเอง
ในโลกยุคโบราณที่ไม่มีพลังเหนือธรรมชาติก็มีตำนานเล่าขานทำนองนี้มากมาย ต่อให้เป็นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่เทคโนโลยีล้ำสมัย ตำนานพื้นบ้านหรือปริศนาที่แก้ไม่ได้พวกนี้ก็ยังมีอยู่ นับประสาอะไรกับต่างโลกยุคโบราณที่เทคโนโลยียังไม่พัฒนาและผู้คนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เช่นนี้!
เป็นจริงอย่างที่ว่า ทฤษฎีย่อมต้องการการปฏิบัติ!
ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน ก็นับว่าเป็นการเปิดหูเปิดตา หากวันหน้าเจอเหตุการณ์ทำนองนี้อีกเขาจะได้มีประสบการณ์ และสามารถสรุปผลลัพธ์คร่าวๆ ได้ทันทีเพื่อแก้ปัญหาให้ถูกจุด
"ฮวงจุ้ยบ้านโยมไม่มีปัญหา เข้าไปข้างในกันเถอะ" เมื่อเตี่ยนหัวพูดจบ เขาก็เดินเข้าบ้านตาเฒ่าหลี่ไปทันที
เอ๊ะ? หมายความว่ายังไงกันนะ? สถานการณ์ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างที่เขาคิดรึเปล่า? ทำไมไม่เรียกเงินแล้วเดินเข้าบ้านไปเฉยๆ แบบนั้นล่ะ?
เมื่อเตี่ยนหัวเข้าบ้านไปแล้วพบว่าตาเฒ่าหลี่ยังยืนอึ้งอยู่ที่เดิม เขาจึงเดินเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง "โยมผู้เฒ่า โยมผู้เฒ่า? โยมไม่เป็นไรใช่ไหม?"
ตาเฒ่าหลี่ได้สติกลับมาทันที เขาส่ายหน้า "ไม่มีอะไรขอรับ ไม่มีอะไร"
ตาเฒ่าหลี่คิดในใจ: 'นักพรตหนุ่มไม่เรียกเก็บเงินก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมข้าถึงรู้สึกผิดหวังเล็กๆ แบบนี้ล่ะ? หรือมันแสดงว่าเขาไม่ใช่คนโลภเงินซึ่งน่าจะดูน่าเชื่อถือขึ้นใช่ไหม? แต่ทำไมพอเขาไม่เรียกเงิน ข้ากลับยิ่งรู้สึกว่าเขาดูไม่น่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่ หรือเป็นเพราะในใจเขาไม่มีความมั่นใจกันแน่ถึงได้ไม่กล้าเรียกเงิน?'
แม้ตาเฒ่าหลี่จะยังมองว่านักพรตหนุ่มดูไม่น่าไว้ใจ ทว่าเพราะมีความหวังเพียงน้อยนิดเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เขาจึงยังคงแสดงท่าทีนอบน้อมเดินนำทางไปจนถึงประตูห้องนอนของลูกชายแล้วกล่าวว่า "นี่คือห้องของลูกชายผู้น้อยขอรับ"
เตี่ยนหัวหยุดอยู่ที่หน้าประตู เปิดดวงตาหยินหยางกวาดมองไปรอบๆ หนึ่งวง แล้วส่ายหน้าอีกครั้ง "ยังคงไม่มีไอพิฆาต ดูท่าคงต้องตัดทิ้งไปอีกหนึ่งกรณีสินะ"
มีพื้นที่ฮวงจุ้ยอัปมงคลบางประเภทที่ไม่ได้ครอบคลุมทั้งบ้าน แต่เจาะจงอยู่แค่ในห้องห้องเดียว โดยมีขอบเขตอิทธิพลเพียงแค่ขนาดห้องเท่านั้น ทว่ากรณีพิเศษนี้ก็ได้ถูกตัดทิ้งไปเช่นกัน
ตาเฒ่าหลี่เริ่มชินกับนิสัยประหลาดของเตี่ยนหัวที่ชอบหยุดยืนนิ่งที่หน้าประตูสักพักแล้ว
เมื่อเห็นเตี่ยนหัวก้าวเท้าไปข้างหน้า ตาเฒ่าหลี่จึงรู้ว่าเข้าไปในห้องได้แล้ว เขาจึงเดินไปเคาะประตู "ลูกรัก พ่อไปเชิญเต้าจางจากอารามจี้สุ่ยมาแล้วนะ สะดวกให้พวกเราเข้าไปไหม"
"เชิญเข้ามาขอรับ" เสียงที่ดูแจ่มใสแต่แฝงความอ่อนแอทว่าหนักแน่นดังมาจากในห้อง
ตาเฒ่าหลี่ได้ยินเสียงนั้นขอบตาก็เริ่มแดงอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่ลืมธุระรีบเปิดประตูให้เตี่ยนหัว "เต้าจางเชิญขอรับ"
เตี่ยนหัวก้าวเข้าประตูห้องนอนไป กลิ่นข้างในดูไม่ค่อยดีนัก ดูเหมือนจะมีกลิ่น... อะไรบางอย่างลอยอบอวลอยู่ เมื่อมองไปเห็นกระโถนที่วางอยู่ที่มุมห้อง เตี่ยนหัวก็เข้าใจเหตุผลทันที เขาแอบถอนใจในใจเบาๆ: 'อีกฝ่ายเป็นผู้ป่วย นี่คือเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เพียงแต่การระบายอากาศคงไม่ค่อยดี กลิ่นจึงค่อนข้างรุนแรงไปนิด'
ท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัว เตี่ยนหัวเห็นชายหนุ่มที่มีร่างกายผอมโซจนเห็นกระดูกนั่งอยู่บนเก้าอี้รูปทรงประหลาดตัวหนึ่ง เก้าอี้ตัวนี้ถูกตั้งไว้อย่างโดดเด่นที่กลางห้องนอน ที่เท้าแขนและขาเก้าอี้ด้านหน้าทั้งสองข้างมีเชือกป่านเส้นหนาที่เปรอะคราบเลือดผูกติดอยู่
เมื่อเตี่ยนหัวเห็นดังนั้นเขาก็อดคิดไม่ได้ว่า: 'ประโยชน์ของเก้าอี้ตัวนี้เห็นได้ชัดเจน คือมีไว้เพื่อผูกมัดและจำกัดอิสรภาพของคนผู้นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เขาทำร้ายตัวเองยามที่ควบคุมสติไม่อยู่ ทำไมมองดูแล้วมันยิ่งเหมือนอาการป่วยทางจิตเข้าไปทุกทีนะ?'
หลังจากรู้แจ้งวิชาฮวงจุ้ยเร้นลับแล้ว เตี่ยนหัวสามารถควบคุมการเปิดปิดดวงตาหยินหยางได้ตามต้องการแล้ว จากนิสัยที่ฝึกฝนมานับหมื่นปีในสภาวะรู้แจ้ง เตี่ยนหัววางตัวอย่างเป็นมืออาชีพโดยการจะเปิดดวงตาหยินหยางเฉพาะตอนดูฮวงจุ้ยเท่านั้น ส่วนในชีวิตประจำวันเขาจะไม่เปิดดวงตาหยินหยางค้างไว้ แม้แต่ตอนทำงานเขาก็จะเปิดเฉพาะตอนที่จำเป็นและรีบปิดทันที
เพราะการเปิดดวงตาหยินหยางค้างไว้จะสิ้นเปลืองพลังจิตอย่างต่อเนื่อง หากเปิดนานเกินไปจะทำให้รู้สึกง่วงเพลีย สมาธิสั้น และยังเป็นภาระหนักต่อร่างกายจนส่งผลเสียต่อสุขภาพได้
ในกรณีที่ไม่มีเคล็ดวิชาเฉพาะทาง โดยทั่วไปจะฟื้นฟูพลังจิตได้ผ่านการนอนหลับเท่านั้น
ซึ่งเห็นได้ชัดว่าในวิชาฮวงจุ้ยเร้นลับไม่ได้มีบันทึกเคล็ดวิชาฟื้นฟูพลังจิตไว้ เขาจึงจำเป็นต้องฝึกฝนการเปิดปิดดวงตาหยินหยางให้เชี่ยวชาญ เพื่อลดการสูญเสียพลังงานที่ไม่จำเป็น และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตตามปกติ
แม้จะรู้สึกว่าเหมือนอาการป่วยทางจิตมากเพียงใด ทว่าเตี่ยนหัวก็ไม่ได้ด่วนสรุปในทันที การตัดสินใจใดๆ ย่อมต้องผ่านการสังเกตด้วยดวงตาหยินหยางเสียก่อน แล้วจึงนำผลที่ได้มาประมวลผลเข้ากับทฤษฎีและกฎเกณฑ์ในวิชาฮวงจุ้ยเร้นลับ ถึงจะนับเป็นการสรุปผลที่ถูกต้อง
เตี่ยนหัวเปิดดวงตาหยินหยางอีกครั้ง จ้องมองไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พิเศษกลางห้องนอน ครั้งนี้เขามองเห็นไอพิฆาตเข้าจริงๆ และในที่สุดเขาก็ได้พบกับ "ภูตผี" ตนนั้นที่กำลังก่อเรื่องเลวร้ายอยู่!
ภูตผีตนนั้นมีรูปร่างเหมือนทารก ทว่าในตอนนี้มันกลับแสดงท่าทางเหมือนทารกที่กำลังหวาดกลัว มันก้มหน้าซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่ม กอดชายหนุ่มไว้แน่นราวกับกำลังโหยหาคำปลอบประโลมจากเขา และดูเหมือนนั่นจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มันรู้สึกปลอดภัย