- หน้าแรก
- ลงชื่อเข้าใช้หนึ่งล้านปี ออกมาอีกทีพี่คือพระเจ้า
- บทที่ 35 มุ่งหน้าสู่ราชวงศ์พญาหงส์ เผชิญหน้าการซุ่มโจมตี!
บทที่ 35 มุ่งหน้าสู่ราชวงศ์พญาหงส์ เผชิญหน้าการซุ่มโจมตี!
บทที่ 35 มุ่งหน้าสู่ราชวงศ์พญาหงส์ เผชิญหน้าการซุ่มโจมตี!
บทที่ 35 มุ่งหน้าสู่ราชวงศ์พญาหงส์ เผชิญหน้าการซุ่มโจมตี!
"เจ้าจะไปคนเดียวงั้นหรือ?"
ซูชิงเทียนมีสีหน้าเคร่งเครียด คนอื่นๆ ในห้องประชุมต่างมองหน้ากันไปมา แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยความงุนงง
พลังฝึกตนของซูเฉินอยู่เพียงแค่ระดับแปลงจิตขั้นต้นเท่านั้น อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เขาเคยบอกกับทุกคนเอาไว้ ถึงแม้จะไม่มีใครเชื่อเลยก็ตามเถอะ
แต่ต่อให้เขามีพลังการต่อสู้เทียบเท่าระดับแปลงจิตขั้นสูงสุด หรือแม้กระทั่งระดับหลอมรวมความว่างเปล่า มันก็คงไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี
องค์ชายเจ็ดไม่ได้ขาดแคลนกำลังรบระดับหลอมรวมความว่างเปล่าแค่คนเดียวเสียหน่อย
ซูเฉินเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ "วางใจเถอะ มีข้าอยู่ทั้งคน องค์ชายเจ็ดต้องคว้าตำแหน่งรัชทายาทมาครองได้อย่างแน่นอน ไม่มีใครแย่งไปได้หรอก"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ทุกคนก็ตกตะลึงไปอีกครั้ง
สมรภูมิของศึกชิงบัลลังก์เก้ามังกรคือเวทีสำหรับยอดฝีมือระดับหลอมรวมความว่างเปล่า ซูเฉินจะกวาดล้างศัตรูเหล่านั้นได้จริงหรือ?
ซูชิงเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง "ตกลง"
ตอนนี้เขาเชื่อใจลูกชายคนนี้อย่างหมดหัวใจ ซูเฉินมีความลึกลับและแข็งแกร่งมาก พลังของเขาต้องไม่หยุดอยู่แค่ระดับแปลงจิตอย่างแน่นอน ทว่าในเมื่อซูเฉินไม่เคยพูดออกมา เขาก็ไม่อยากซักไซ้ให้มากความ
ประกอบกับการที่ซูเฉินมีท่านอาจารย์ผู้ลึกลับและทรงพลังคอยหนุนหลัง ไม่ว่าท้ายที่สุดองค์ชายเจ็ดจะแย่งชิงบัลลังก์สำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อยซูเฉินก็ต้องปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนอย่างแน่นอน
ตระกูลซูใช้เวลาปรึกษาหารือกันอย่างรวดเร็ว สรุปผลคือให้ซูเฉินเดินทางไปกับหลินจิ่นเพียงลำพัง ส่วนตระกูลซูก็ใช้ชีวิตกันตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ด้านนอกเมืองจันทรา
รถม้ามังกรสามคันจอดรออยู่ตรงนั้น ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างลอบมองด้วยความหวาดหวั่น สัญลักษณ์อันโดดเด่นบนตัวรถม้า ทำให้พวกเขาจดจำได้ทันทีว่านี่คือรถม้าของราชวงศ์พญาหงส์
ซูเฉินและหลินจิ่นเดินเคียงคู่กันออกมาจากประตูเมือง เมื่อหลินจิ่นลอบมองชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบเฉยด้านข้าง แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
ชายผู้นี้จะช่วยเขาแย่งชิงบัลลังก์ได้จริงๆ หรือ?
เมื่อนึกถึงน้ำเสียงอันหนักแน่นของซูชิงเทียนก่อนจากลา หลินจิ่นก็เริ่มรู้สึกสับสน หรือว่าซูชิงเทียนกำลังล้อเขาเล่นกันแน่?
กลิ่นอายบนร่างของซูเฉินแผ่ซ่านออกมาเพียงแค่ระดับแปลงจิตเท่านั้น คนระดับนี้จะสร้างผลกระทบต่อศึกชิงบัลลังก์ได้อย่างไร?
การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทไม่ใช่แค่การห้ำหั่นกันระหว่างองค์ชาย แต่มันถูกแบ่งออกเป็นสองช่วงเวลา
ช่วงแรกคือก่อนที่ศึกชิงบัลลังก์จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ บรรดาองค์ชายต่างก็พยายามลอบสังหารคนของฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด เพื่อตัดกำลังของคู่แข่ง
และเมื่อศึกชิงบัลลังก์เปิดฉากขึ้นอย่างแท้จริง นั่นแหละคือสงครามนองเลือดของจริง โดยจะมีกษัตริย์พญาหงส์เป็นประธานในการจัดการประลอง เพื่อให้ขุมกำลังของแต่ละฝ่ายเข้าต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ท้ายที่สุดผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวก็จะได้ตำแหน่งรัชทายาทไปครอง
นี่ไม่ใช่เพียงแค่การทดสอบความแข็งแกร่งของขุมกำลังเท่านั้น แต่มันยังเป็นการทดสอบสติปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมของเหล่าองค์ชายอีกด้วย ในบรรดาองค์ชายทั้งเก้า แม้องค์ชายใหญ่จะมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด แต่องค์ชายรองและองค์ชายสามก็มียอดฝีมือระดับหลอมรวมความว่างเปล่าน้อยกว่าเขาเพียงแค่สองคนเท่านั้น
หากองค์ชายรองและองค์ชายสามจับมือเป็นพันธมิตรกันชั่วคราว มันก็จะกลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่สำหรับองค์ชายใหญ่
และในตอนนี้ เวลาเปิดฉากศึกชิงบัลลังก์ก็เหลือเพียงแค่เจ็ดวันเท่านั้น ทว่าภายใต้การนำของเขากลับมียอดฝีมือที่สามารถใช้งานได้เพียงแค่สองคน
ศึกครั้งนี้ ความหวังที่จะชนะมันช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน
หลินจิ่นไม่แม้แต่จะนับซูเฉินเป็นหนึ่งในกำลังรบเลยด้วยซ้ำ ในมุมมองของเขา การที่ตระกูลซูส่งซูเฉินมา คงเป็นเพราะไม่อยากให้ตระกูลซูต้องบาดหมางกับเขากระมัง
แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะโทษใคร เพราะอย่างไรเสียโอกาสชนะของเขาก็มีน้อยมากอยู่แล้ว ต่อให้ตระกูลซูทุ่มกำลังช่วยเหลืออย่างเต็มที่ บทสรุปก็คงไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้อยู่ดี
เขาไม่อยากให้ตระกูลซูต้องมาพบจุดจบเพียงเพราะความทะเยอทะยานของตนเอง
หลินจิ่นอดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจ เวลาผ่านไปเพียงสิบกว่าปี ซูชิงเทียนก็เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ กลายเป็นคนที่รู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์เสียแล้ว
หากไม่ต้องการช่วยเหลือเขา ก็ควรจะปฏิเสธมาตรงๆ เหตุใดต้องให้ซูเฉินมาตายเปล่าแบบนี้ด้วย
"คารวะองค์ชายเจ็ด!"
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งรีบก้าวเข้ามาทำความเคารพที่ข้างรถม้ามังกร สายตาของเขาเหลือบมองไปที่ซูเฉิน ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
ระดับแปลงจิต!
หลินจิ่นกล่าวเสียงเรียบ "ผู้นี้คือนายน้อยตระกูลซู ซูเฉิน เขาจะเดินทางไปราชวงศ์พญาหงส์พร้อมกับพวกเรา"
เขาไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับซูเฉินเลยแม้แต่น้อย
จางอันขมวดคิ้วแน่น เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา ดูเหมือนว่าองค์ชายของเขาจะเชิญคนของตระกูลซูมาไม่สำเร็จสินะ
เขาคือหนึ่งในสองยอดฝีมือระดับหลอมรวมความว่างเปล่าขั้นต้นที่คอยรับใช้หลินจิ่น และในครั้งนี้เขาก็ได้รับหน้าที่ให้มาคุ้มกันหลินจิ่นเป็นการเฉพาะ
"องค์ชาย!"
จางอันมีสีหน้ากังวล การที่คราวนี้พวกเขาไม่สามารถหายอดฝีมือระดับหลอมรวมความว่างเปล่ามาเพิ่มได้ นั่นก็หมายความว่าองค์ชายเจ็ดจะมีผู้ช่วยเพียงแค่สองคนเท่านั้น
หลินจิ่นโบกมือปัด "ไปกันเถอะ กลับไปถึงที่นั่นแล้วค่อยว่ากัน"
ทั้งสองคนไม่ได้ให้ความสนใจซูเฉินมากนัก เพราะอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนระดับแปลงจิต ต่อให้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศแค่ไหน แล้วจะเก่งกาจไปได้สักเพียงใดกันเชียว
ไม่นานนัก รถม้ามังกรก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและหายวับไปสุดขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
ม้ามังกรสายเลือดผสมเหล่านี้ถูกฝึกฝนมาตั้งแต่สมัยปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พญาหงส์ พวกมันคือสัตว์พาหนะคู่บารมีของราชวงศ์ สามารถเหาะเหินเดินอากาศด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ เทียบเท่าได้กับความเร็วของยอดฝีมือระดับแปลงจิตขั้นสูงสุดเลยทีเดียว
ซูเฉินนั่งเอนหลังอยู่ภายในรถม้า ทอดสายตามองทิวทัศน์ที่พุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เขาเริ่มครุ่นคิดว่าตัวเองควรจะหาสัตว์พาหนะเท่ๆ มาประดับบารมีบ้างดีหรือไม่
แต่สำหรับสัตว์อสูรระดับธรรมดานั้นเขาไม่ชายตามองหรอก อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับสัตว์เทพเท่านั้นถึงจะคู่ควร
เรื่องนี้คงต้องค่อยๆ ตามหากันไป
ทันใดนั้น ซูเฉินก็มองตรงไปยังเบื้องหน้า มุมปากของเขาแสยะยิ้มเย็นชา
"ไม่คิดเลยว่าปัญหาจะวิ่งมาหาเร็วขนาดนี้"
สิ้นเสียงของเขา ห้วงมิติเบื้องหน้ารถม้ามังกรก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
วินาทีต่อมา รอยแยกมิติขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น รังสีโจมตีอันทรงพลังสี่สายพุ่งทะลวงออกมาจากรอยแยกมิตินั้น พุ่งเป้าหมายมาที่รถม้าของหลินจิ่นด้วยความรวดเร็ว
เมฆหมอกบนท้องฟ้าถูกฉีกกระชากจนแตกกระจาย ได้รับผลกระทบจากพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวนี้
"องค์ชาย ระวัง!"
ม่านตาของจางอันหดเกร็ง เขารวบรวมพลังทั้งหมดในร่างกายหมายจะปัดป้องการโจมตี
ทว่าการโจมตีทั้งสี่สายนั้นช่างรุนแรงและฉับไวเกินไป ประกอบกับเป็นการลอบโจมตี ผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมความว่างเปล่าขั้นต้นอย่างเขา จะต้านทานพลังทั้งหมดนั้นเอาไว้ได้อย่างไร
"อั้ก!"
จางอันกระอักเลือดสีแดงฉานออกมาคำโต กลิ่นอายพลังในร่างกายของเขาลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
โดนซุ่มโจมตี!
ดวงตาของหลินจิ่นเบิกกว้างแทบถลน จิตสังหารอันบ้าคลั่งปะทุขึ้นในดวงตาคู่นั้น นี่พวกมันทนรอไม่ไหวจนต้องรีบมาสังหารเขาเร็วขนาดนี้เชียวหรือ?
เขาหันขวับไปมองรถม้ามังกรอีกคันหนึ่ง ซึ่งเป็นคันที่ซูเฉินโดยสารอยู่ ทว่าในเวลานี้มันกลับถูกทำลายจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงไปแล้ว
ซูเฉินตกตายไปแล้ว สิ่งนี้ทำลายความหวังอันริบหรี่ในใจของเขาจนแหลกสลาย
ตอนที่ออกจากตระกูลซู ซูชิงเทียนยังยืนยันหนักแน่นว่าซูเฉินมีความสามารถมากพอ
แต่ดูจากตอนนี้แล้ว... มันช่างน่าผิดหวังเหลือเกิน
หลินจิ่นไม่คาดคิดเลยว่า สหายรักของเขาจะใช้วิธีส่งคนมาตายแทนแบบนี้
"ฮ่าฮ่าฮ่า องค์ชายเจ็ด วันนี้ท่านไม่มีทางหนีรอดไปได้หรอก"
บุรุษชุดดำสวมไอ้โม่งเดินฝ่าอากาศออกมา รังสีดาบอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา ราวกับสามารถผ่าสวรรค์แยกปฐพีได้ เพียงแค่ปรายตามองก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปทั้งดวงตา
จากนั้นก็มีเงาร่างอีกสามสายเดินตามออกมาจากห้วงมิติ กลิ่นอายของพวกเขาทั้งสามล้วนแข็งแกร่งและน่าเกรงขามไม่แพ้กัน
สี่คน ผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมความว่างเปล่าขั้นกลางทั้งสี่คน
ในขณะที่ฝ่ายของหลินจิ่นมีเพียงจางอันที่เป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมความว่างเปล่าขั้นต้นเพียงคนเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ บทสรุปของศึกครั้งนี้ก็ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
หลินจิ่นเงยหน้าขึ้นมองพวกมัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก "ใครเป็นคนส่งพวกเจ้ามา? พี่ใหญ่? หรือพี่รอง?"
บุรุษถือดาบแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "สมแล้วที่เป็นองค์ชายเจ็ด ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ ช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หาตัวจับยากเสียจริง น่าเสียดายนัก"
พูดจบ เขาก็ตวัดดาบพุ่งทะยานเข้าใส่จางอันทันที หลินจิ่นเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับแปลงจิตขั้นสมบูรณ์ ขอเพียงแค่กำจัดแมลงหวี่แมลงวันอย่างจางอันทิ้งไปได้ การจะสังหารหลินจิ่นก็ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
จางอันแผดเสียงคำรามลั่น "องค์ชาย หนีไป!"
"พวกเจ้าคิดว่าวันนี้จะหนีรอดไปได้งั้นหรือ?"
น้ำเสียงเย็นยะเยือกดังขึ้น รัศมีหลายสิบลี้รอบด้านถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา อุณหภูมิลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมความว่างเปล่าอย่างจางอันยังอดไม่ได้ที่จะสะท้านด้วยความเหน็บหนาว
วินาทีที่คนผู้นี้ลงมือ หลินจิ่นก็รับรู้ได้ทันทีว่ามันคือใคร
ผู้ติดตามขององค์ชายใหญ่ เจ้าหุบเขาเหมันต์ ต้วนอู๋หาน
ส่วนอีกด้านหนึ่ง จางอันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แขนข้างหนึ่งของเขาถูกฟันขาดสะบั้น ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน
ทว่าบาดแผลระดับนี้ไม่ได้ส่งผลถึงชีวิตสำหรับยอดฝีมือระดับหลอมรวมความว่างเปล่า การงอกอวัยวะใหม่ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถสำหรับผู้ฝึกตนในระดับนี้
"องค์ชายเจ็ด โปรดเตรียมตัวตายได้แล้ว"
น้ำเสียงของต้วนอู๋หานเย็นเยียบราวกับวิญญาณร้ายจากขุมนรก หอกน้ำแข็งขนาดยักษ์ควบแน่นขึ้นมากลางอากาศ ก่อนจะพุ่งเข้าแทงหลินจิ่นด้วยความเร็วสูง
ศึกชิงบัลลังก์ในครั้งนี้ สิ่งที่บรรดาองค์ชายต้องการคือบัลลังก์ราชัน แต่สำหรับพวกเขามันคือการแย่งชิงความก้าวหน้าในอนาคต
หากองค์ชายที่พวกเขาสนับสนุนได้ขึ้นครองราชย์ ตัวพวกเขาและขุมกำลังเบื้องหลังก็จะได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล
ในทางกลับกัน หากพ่ายแพ้ นั่นก็หมายถึงการร่วงหล่นลงสู่ขุมนรกอันมืดมิด ดังนั้นพวกเขาจึงมีความกระหายในชัยชนะยิ่งกว่าตัวองค์ชายที่เข้าร่วมการแย่งชิงเสียอีก
"คิดจะฆ่าข้า มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก!"
แววตาของหลินจิ่นทอประกายเย็นเยียบ กลิ่นอายบนร่างของเขาราวกับสามารถทำลายพันธนาการทั้งหมดได้ พลังระดับแปลงจิตขั้นสมบูรณ์พุ่งพรวดขึ้นสู่ระดับหลอมรวมความว่างเปล่าขั้นต้นในพริบตา
จากนั้นเขาก็รีบคว้าตัวจางอันหมายจะฉีกมิติหนีไป
"คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเจ้าก็อยู่ในระดับหลอมรวมความว่างเปล่าด้วย!"
แววตาของต้วนอู๋หานเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
...
[จบแล้ว]