- หน้าแรก
- จอมราชันย์แห่งราตรี
- ตอนที่ 3 กระบี่ทวนดาบง้าว
ตอนที่ 3 กระบี่ทวนดาบง้าว
ตอนที่ 3 กระบี่ทวนดาบง้าว
ซูเยว่เพิ่งจากไปได้ไม่นาน ก็มีคนมาเยือนอีกคน
"น้องรอง อาการเป็นอย่างไรบ้าง?"
น้ำเสียงสุภาพอ่อนโยนดังมาจากนอกประตู แฝงความกระวนกระวายและรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ
"เข้ามาเถอะ"
ชายหนุ่มชุดขาวผลักประตูเข้ามา คิ้วกระบี่ตาประกายดาว ท่าทางสง่างาม บนใบหน้าประดับรอยยิ้มอบอุ่น แต่ก็มีความเกรงใจและระแวดระวังแฝงอยู่
เดิมทีควรจะเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาเอาการ แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยรอยแส้ มุมปากเขียวช้ำ หางตาปูดบวม ข้อมือที่โผล่พ้นแขนเสื้อก็มีรอยแส้ฟาดให้เห็นเป็นริ้วๆ
เขาคือฟางชิงอวิ๋น ญาติผู้พี่ที่เพิ่งฟาดฝ่ามือเดียวส่งลูกพี่ลูกน้องไปคุยกับรากมะม่วงนั่นเอง
ดูท่าทางจะโดนซ้อมมาไม่เบา
ทันทีที่เห็น 'ตัวการที่ทำให้เจ้าของร่างเดิมตาย' ฟางเช่อก็ประเมินในใจทันที
ให้ตายสิ... ไอ้หมอนี่มันคนซื่อบื้อนี่หว่า!
โหงวเฮ้งแบบนี้ ต่อให้พยายามทำตัวเลว ก็เลวได้ไม่สุด หน้าตาซื่อสัตย์จริงใจทะลุออกมาจากกระดูกเลยก็ว่าได้ ซื่อจนบื้อ!
ช่างแตกต่างกับซูเยว่ที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว
ฟางเช่อสรุปในใจ: คนแบบนี้ถ้าให้เป็นผู้นำตระกูล รักษาของเก่าไว้น่ะพอได้ แต่จะให้บุกเบิกอะไรใหม่ๆ คงไม่ไหว
มิน่าล่ะ ถึงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย แล้วก็โดนหลอกใช้จนได้
ญาติผู้พี่ถูมือไปมาอย่างเก้อเขิน เอ่ยถามฟางเช่อ
"ไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม?"
ฟางเช่อกลอกตาบน
"ก็ต้องขอบคุณท่านแหละ ยังไม่ตาย"
ประโยคนี้เขาไม่ได้ตั้งใจเลียนแบบนิสัยปากหมาของเจ้าของร่างเดิม แต่มันหลุดปากออกไปเอง
พูดจบถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ควรจะทำตัวให้เหมือนอารมณ์ร้ายๆ ของร่างเดิมเข้าไว้ จะได้ไม่เปลี่ยนไปกะทันหันจนน่าสงสัย
แต่พอคิดดูดีๆ ประโยคที่กวนตีนจนแทบกระอักเลือดตายประโยคนี้แหละ... โคตรจะเหมือนร่างเดิมเลย
เขาแอบชะงักไปนิดนึง
พอได้ยินประโยคนี้ ฟางชิงอวิ๋นก็ยิ่งรู้สึกผิด เงียบไปพักใหญ่ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
"ฟางเช่อ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ! ข้าไม่ได้ตั้งใจ"
น้ำเสียงของเขาจริงจัง แผ่วเบา ทว่าหนักแน่น
"น้องรอง สายเลือดเราเชื่อมโยงกัน เป็นตายร่วมกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข!"
"น้องรอง หวังว่าเจ้าจะให้อภัยในความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจของข้าในครั้งนี้"
ฟางเช่อทำหน้าตายไร้อารมณ์ ยิ้มแบบไม่ขยับมุมปาก
"ใช่สิ เพราะงั้นท่านถึงได้ซ้อมข้าปางตายไง! ครอบครัวเดียวกัน เลือดข้นกว่าน้ำ ข้าเข้าใจ เลือดน่ะ... มันต้องตีให้ไหลออกมาก่อน แล้วค่อยเอาไปละลายน้ำไง ยอดเยี่ยม!"
คุยกันไม่รู้เรื่องแล้วโว้ย!
หน้าของฟางชิงอวิ๋นบิดเบี้ยวไปหมด
ทำไมคุยกับไอ้หมอนี่ด้วยภาษาคนไม่รู้เรื่องเลยวะ?
"ที่ท่านอาให้ข้ากลับมาช่วยเจ้าขัดเกลาพลังทะลวงระดับคราวนี้ ก็เป็นความต้องการของท่านปู่ ท่านพ่อ แล้วก็ท่านอาทั้งหลายด้วย"
"พวกเราไม่ทำร้ายเจ้าหรอก" ฟางชิงอวิ๋นอธิบายเสียงเบา
ญาติผู้พี่กำลังพยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองอย่างสุดชีวิต
ฟางเช่อเงียบ
ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านไม่ได้ทำ แต่ดูเหมือนเจ้าของร่างเดิมจะอยู่ในช่วงวัยต่อต้าน ไม่ยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น ยิ่งกับไอ้ญาติผู้พี่ที่สอบได้ที่โหล่ของสำนักยุทธ์คนนี้ด้วยแล้ว ยิ่งไม่เห็นอยู่ในสายตา
ในใจของร่างเดิมมองเหยียดหมอนี่สุดๆ : ไอ้เด็กเรียนซ้ำชั้นเอ๊ย... หึหึ
ได้ยินมาว่านักเรียนรุ่นเดียวกันในสำนักยุทธ์มีเจ็ดพันห้าร้อยคน พี่ใหญ่คนนี้สอบได้ที่เจ็ดพันสี่ร้อยเจ็ดสิบหก แถมกว่าจะรักษาอันดับนี้ไว้ได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น...
เหอะ อัจฉริยะ!
พรสวรรค์สูงที่สุดในตระกูล?
ถุย...
—— นี่คือความคิดที่แท้จริงของร่างเดิมมาโดยตลอด
ดังนั้น ฟางเช่อที่มาสิงร่างนี้ จะมาทำตัวอ่อนโยนพูดจาดีด้วยไม่ได้เด็ดขาด
เขาเลยตอบไปว่า "หึ... หึ"
ฟางชิงอวิ๋นมองหน้าเขาอย่างมีความหวัง หวังว่าจะได้ยินคำพูดที่ฟังดูมีเหตุผลบ้าง แต่ก็ไม่มี
เลยต้องพูดต่อเอง
"ข้ารู้ว่าในใจเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ อีกสองวันข้าก็ต้องกลับสำนักยุทธ์แล้ว ที่ข้ามาวันนี้ ก็แค่อยากจะบอกเจ้าประโยคเดียว"
ฟางเช่อตีหน้าขรึม ราวกับฝาโลงศพที่ไร้อารมณ์ ตอบเรียบๆ
"ว่ามา!"
"..."
ฟางชิงอวิ๋นถึงกับจุก ถอนหายใจอย่างอ่อนแรง
"ไม่ว่าในใจเจ้าจะคิดยังไง หรืออยากจะทำอะไร ก็รอให้เจ้าโตขึ้น สร้างเนื้อสร้างตัวมีครอบครัวก่อน แล้วค่อยทำตกลงไหม? ถึงตอนนั้น ข้าจะช่วยเจ้าอย่างเต็มที่เลย!"
เกลี้ยกล่อมเจ้านี่ไว้ก่อน ตอนนี้มันยังเด็ก ยังไม่รู้ประสา รอให้แต่งงานมีเมีย มีครอบครัว รู้จักโลกมากกว่านี้ เดี๋ยวก็เข้าใจเองแหละ
—— นี่คือความหวังเดียวของผู้ใหญ่ทุกยุคทุกสมัยที่มีต่อเด็กดื้อ: เดี๋ยวโตขึ้นก็ดีเองแหละ!
สำหรับตระกูลฟาง พวกเขาก็เชื่อมั่นว่า เด็กคนนี้จะมีวันที่คิดได้จริงๆ ก็แค่วัยต่อต้าน เด็กที่ไหนก็เป็นกันทั้งนั้นแหละ
ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ก็ดีเอง
รอให้รู้ความเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็ยังไม่สาย!
แน่นอนว่าฟางเช่อเข้าใจดี
เขาจึงตอบไปว่า
"อืม ข้าเชื่อ ว่าถึงตอนนั้น ท่านต้องซ้อมข้าอย่างเต็มที่แน่ๆ!"
ญาติผู้พี่ถึงกับซึมเศร้าไปเลย
ถ้าเปลี่ยนเป็นน้องชายคนอื่นๆ ของตัวเองกล้าพูดแบบนี้ ฟางชิงอวิ๋นมั่นใจเลยว่า เขาคงประเคนทั้งหมัดทั้งเท้า ให้พวกมันได้ลิ้มรสอำนาจของพี่ใหญ่ ให้พวกมันได้มีช่วงเวลาวัยรุ่นที่สมบูรณ์แบบไปแล้ว
แต่สำหรับน้องชายที่อ่อนไหวและสันโดษคนนี้... เขาทำไม่ได้
หมอนี่เป็นลูกชายคนเดียวของท่านอา
"ท่านพูดจบหรือยัง?" ฟางเช่อเริ่มไล่แขก
พี่ใหญ่ ไว้ข้าค่อยดัดนิสัยท่านทีหลังแล้วกัน
ตอนนี้ข้าเพิ่งเกิดใหม่ มีเรื่องต้องทำอีกเยอะ ท่านรีบกลับไปเรียนเถอะ ไปเป็นที่โหล่รองบ๊วยของท่านต่อไปเถอะ
"ฟางเช่อ!"
ฟางชิงอวิ๋นเรียกชื่ออย่างอ่อนแรง
"เอาเถอะ..."
ฟางชิงอวิ๋นวางกล่องใบหนึ่งลง
"ในนี้ ขวดสีขาวคือยาบำรุงโลหิตระดับศิษย์ยุทธ์ ขวดสีดำคือระดับนักรบยุทธ์ เอาไว้ช่วยในการฝึก... เจ้าจำไว้นะ ต้องทะลวงผ่านระดับนักรบยุทธ์แล้วฝึกให้พลังคงที่สักเจ็ดวันก่อน ถึงค่อย..."
"รู้แล้วๆ!"
ฟางเช่อแค่นหัวเราะ
"บุญคุณเล็กๆ น้อยๆ จุ๊ๆๆ... ยานี่คงไม่มีพิษหรอกนะ?"
ฟางชิงอวิ๋นสูดหายใจลึก กำหมัดแน่นจนเกือบจะซัดหน้าลูกพี่ลูกน้องไปแล้ว
ไม่ได้ ข้าต้องอดทน
เขาหน้าเขียวคล้ำเพราะกลั้นอารมณ์
ในที่สุดก็ทนไม่ไหว สะบัดแขนเสื้อหันหลังเดินไปที่ประตู ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง
"น้องรอง! ตั้งใจฝึกฝน แล้วก็รู้จักโตซะบ้างนะ!"
"พี่ใหญ่!"
ฟางชิงอวิ๋นหันกลับมาด้วยความดีใจ
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ฟางเช่อเรียกเขาว่า 'พี่ใหญ่' ฟางชิงอวิ๋นมองเขาอย่างคาดหวัง
"หืม?"
"พี่ใหญ่ ถ้าสำนักยุทธ์เขาจัดอันดับจากท้ายขึ้นมาล่ะก็ อันดับท่านก็ถือว่าสูงใช้ได้เลยนะ"
หน้าของฟางชิงอวิ๋นดำมืดราวกับก้นหม้อ กำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ...
แต่พอนึกถึงแส้ของพ่อ ก็ต้องรีบคลายมือออก
เขามองฟางเช่อด้วยความเคียดแค้น
ตัดสินใจแล้ว รอให้มันรู้ความเมื่อไหร่ ค่อยกระทืบมันทีหลัง!
เขาเดินปึงปังออกไป
ส่วนฟางเช่อก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ ทบทวนดูว่าการแสดงละครของตัวเองเมื่อกี้มีพิรุธตรงไหนหรือเปล่า
แล้วเขาก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งการตั้งคำถามกับตัวเองอย่างหนัก
ปากข้า... มันเป็นบ้าอะไรไปเนี่ย?
เขาเงยหน้าขึ้นมองป้าย [สงวนถ้อยคำดั่งทอง] ที่เพิ่งแขวนไว้บนผนัง
มุมปากกระตุกยิกๆ
ข้าชักจะเข้าใจแล้วว่าทำไมชาติก่อนถึงได้ยึดติดกับเรื่องนี้หนักหนา
แต่ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการรักษาคาแรคเตอร์ของร่างเดิมไปแล้วกัน วันหลังห้ามทำแบบนี้อีกเด็ดขาด
...
ฟางชิงอวิ๋นกลับมาถึงจวนตระกูลฟาง ก็ตรงดิ่งไปที่ห้องหนังสือของบิดาทันที
"อาเช่อเป็นอย่างไรบ้าง?"
ฟางเจิ้งหางถามบุตรชาย
"ดูเหมือนจะฟื้นตัวได้ดีขอรับ ด่าข้าฉอดๆ เสียงดังฟังชัดเลย"
"เฮ้อ..." ฟางเจิ้งหางทำหน้าปวดหัว
"ยังเป็นเหมือนเดิมหรือ?"
"ปากจัดกว่าเดิมอีกขอรับ"
ฟางเจิ้งหางถอนหายใจออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ หนวดเคราสั่นน้อยๆ
"พรุ่งนี้เจ้าก็กลับสำนักยุทธ์เถอะ รอให้อาของเจ้ากลับมา ข้าจะเป็นคนอธิบายเรื่องนี้กับนางเอง"
"ขอรับ" ฟางชิงอวิ๋นเห็นได้ชัดว่ายังโกรธอยู่ ไม่วายบ่น
"ท่านพ่อ ถ้านี่เป็นน้องชายแท้ๆ ของข้าล่ะก็ ข้าคงจะ..."
"เจ้าคงจะอะไร?" ฟางเจิ้งหางตวัดสายตามองลูกชาย เสียงเข้ม
"ในฐานะผู้สืบทอดตระกูลฟาง เจ้ามีน้ำใจแค่นี้เองรึ? แค่เด็กวัยรุ่นคนเดียวก็ทนไม่ได้? โดนเถียงนิดเถียงหน่อยจะเป็นจะตายหรือไง? เขายังเด็กอยู่! แถมปมเรื่องชาติกำเนิดก็ทำให้เขามีปมด้อยอยู่แล้ว ถ้าแม้แต่เจ้าที่เป็นพี่ชายยังไม่ยอมอ่อนข้อให้เขา แล้วเมื่อไหร่เขาจะกลับตัวกลับใจได้เล่า?!"
"ขอรับ! ท่านพ่อพูดถูก"
"อีกอย่าง ก็ต้องเห็นแก่หน้าอาของเจ้าด้วย ไม่เห็นแก่ฟางเช่อ ก็ต้องนึกถึงอาของเจ้าบ้างสิ"
"ขอรับ ลูกเข้าใจแล้ว"
ใบหน้าที่หล่อเหลาและเคร่งขรึมของฟางเจิ้งหางฉายแววหนักใจ
"ชิงอวิ๋น นั่นน้องชายเจ้านะ! เด็กคนนี้โตมาในตระกูลเรา ตระกูลฟางของเราจะสั่งสอนเด็กคนเดียวให้ดีไม่ได้เชียวรึ? อีกอย่าง เพื่ออาของเจ้าแล้ว ยอมทนหน่อยจะเป็นไรไป?"
ฟางชิงอวิ๋นฝืนยิ้ม
"ลูกทราบขอรับ ก่อนกลับ ลูกเลยทิ้งยาบำรุงโลหิตที่สำนักยุทธ์ให้เป็นรางวัลไว้ให้เขาสองขวด"
คราวนี้ฟางเจิ้งหางถึงกับสะดุ้ง
"นี่... นี่มันยาบำรุงโลหิตของสำนักยุทธ์ ของแท้เลยนะ... เจ้า... เจ้า กว่าจะเก็บสะสมมาได้ขนาดนี้ ดันยกให้เขาทีเดียวสองขวดเลยรึ?!"
ยาบำรุงโลหิตในตลาดน่ะมีขายถมไป แต่ของแท้คุณภาพดีที่สุด ก็ต้องเป็นของสำนักยุทธ์และสำนักใหญ่ๆ เท่านั้น ยาของสำนักใหญ่ๆ แม้จะมีสรรพคุณสูงกว่า แต่ก็สร้างมาเพื่อใช้กับวิชาของสำนักตนเอง หากคนนอกนำไปกิน ผลลัพธ์ก็งั้นๆ
มีเพียงยาของสำนักยุทธ์เท่านั้นที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วแผ่นดินสามารถกินได้!
เป็นของแท้ที่สุด ผลข้างเคียงน้อยที่สุด และสิ่งเจือปนก็น้อยที่สุด!
แถมยังใช้เป็นรางวัลภายในสำนักยุทธ์เท่านั้น ไม่เคยปล่อยขายให้คนนอก แสดงให้เห็นถึงความล้ำค่าของมัน
ฟางชิงอวิ๋นยิ้มอบอุ่น
"ท่านพ่อเคยบอกว่า เขาคือน้องชายของข้า ถึงจะแค่ทำให้ท่านอาดีใจสักนิด ยาสองขวดนี้ก็คุ้มค่าแล้วขอรับ"
ฟางเจิ้งหางยิ้มอย่างพึงพอใจ ลุกขึ้นตบบ่าลูกชาย กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็พบว่าลูกชายนั้นไหล่กว้างหลังหนา รูปร่างสูงโปร่ง สูงกว่าตนเองไปเสียแล้ว
เวลาจะยกมือตบบ่าก็แอบลำบากนิดหน่อย
"...เจ้าสูงกว่าพ่อแล้วนะ"
ฟางเจิ้งหางกลืนคำพูดที่เตรียมไว้ลงคอ เปลี่ยนเป็นคำพูดเปรยๆ แทน
"ช่วงนี้ที่สำนักยุทธ์เป็นอย่างไรบ้าง?"
ฟางชิงอวิ๋นหน้าเจื่อน
"ลูกละอายใจยิ่งนัก การประลองประจำปีนี้ ลูกก็ยังคงรั้งท้ายอยู่ในกลุ่มร้อยคนสุดท้ายอยู่ดี เทียบกับคราวก่อน ขยับขึ้นมาได้แค่สองอันดับ จากเจ็ดพันห้าร้อยคน ลูกอยู่ลำดับที่เจ็ดพันสี่ร้อยเจ็ดสิบหก..."
ฟางเจิ้งหางยิ้ม
"ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ พ่อคงจะด่าเจ้าไปแล้ว แต่คำพูดของเจ้าในวันนี้ ทำให้พ่อพอใจมาก กลับไปเถอะ ฝึกฝนไปตามปกตินั่นแหละ จะได้อันดับเท่าไหร่ก็ช่างมัน อย่ากดดันตัวเองเลย แค่ทัศนคติและคำพูดของเจ้าในวันนี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงจิตใจของเจ้าแล้ว การที่เจ้าคิดได้แบบนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะขึ้นเป็นผู้นำตระกูลฟางของเรา เรื่องพลังยุทธ์เอาไว้ทีหลัง"
"พ่อพอใจมาก!" เขายิ้ม
ฟางชิงอวิ๋นหน้าแดงก่ำ รู้สึกประหม่า
"ถะ..ถ้างั้น... ลูกขอตัวไปเก็บของก่อนนะขอรับ"
"อืม ไปเถอะ"
ขณะที่ลูกชายกำลังจะเดินออกจากห้อง ฟางเจิ้งหางก็เรียกไว้
"จิตใจดีน่ะเป็นเรื่องดี แต่ต้องใช้กับคนกันเองนะ ถ้าเป็นศัตรู..."
"แน่นอนว่าต้องถอนรากถอนโคน ไม่ปรานีขอรับ!" ฟางชิงอวิ๋นชิงตอบ
"ถูกต้อง!"
สองพ่อลูกยิ้มให้กัน
"พูดถึงศัตรู ลูกก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เรื่องราวในอดีต..."
"อะแฮ่ม!"
ฟางเจิ้งหางขัดขึ้น
"เจ้ากลับไปตั้งใจฝึกฝนเถอะ!"
ตัดบทเรื่องนี้ไปดื้อๆ
"ขอรับ"
"ตระกูลฟางของเรากำลังจะถูกลดระดับลง ทุกคนต่างก็กำลังพยายามอย่างหนัก หวังว่าเจ้า... จะรับช่วงต่อได้นะ"
เมื่อมองส่งลูกชายเดินจากไป ฟางเจิ้งหางก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง
ใบหน้าซีดเผือด
ราวกับสูญสิ้นเรี่ยวแรงไปจนหมด
"เรื่องราวในอดีต... ถึงจะไม่มีหลักฐาน แต่ก็รู้ดีว่าใครเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง ทว่า... ไม่มีหลักฐาน แถมตอนนี้อีกฝ่ายก็มีอำนาจบารมีล้นฟ้า ถ้าไม่เปิดโปงก็แล้วไป แต่ถ้าเปิดโปงเมื่อไหร่ หายนะก็จะมาเยือนเมื่อนั้น..."
"เฮ้อ..."
ฟางเจิ้งหางถอนหายใจยาว
"ตระกูลเราสืบทอดมาห้าร้อยกว่าปี มีชีวิตคนกว่าสี่ร้อยชีวิตเดิมพันอยู่... จะปล่อยให้ความวู่วามมาทำลายได้อย่างไร?!"
...
ฟางเช่อเริ่มฝึกวิชาอย่างใจจดใจจ่อ
ตอนนั้น... ดูเหมือนเขาจะถูกฆ่าตาย วิญญาณแตกสลาย
จากนั้นก็มีแสงสีขาวสว่างวาบ หอบเอาเศษเสี้ยววิญญาณของเขามาเข้าร่างนี้
และตอนนี้ แสงสีขาวนั้นก็อยู่ในหัวของเขา กลายสภาพเป็นป้ายหยกแผ่นหนึ่งที่กำลังหมุนติ้วๆ
ภายในป้ายหยกมีหยกมรดกซ่อนอยู่
นอกเหนือจากนี้ เขาก็มองอะไรไม่เห็นอีกเลย
สำหรับเรื่องที่ว่าของสิ่งนี้มาได้อย่างไร ฟางเช่อไม่คิดจะหาคำตอบเลยแม้แต่น้อย
วาสนาก็คือวาสนา
เดี๋ยววันหน้าก็คงรู้เองแหละ
ตลอดสามวันที่ผ่านมา เขาใช้เวลาไปกับการย่อยสลายมรดกในป้ายหยกให้กลายเป็นของตัวเอง ฟางเช่อรู้สึกเหมือนถูกรางวัลที่หนึ่ง
หนึ่งคัมภีร์วิชา สี่สุดยอดอาวุธ
กระบี่ ทวน ดาบ ง้าว
"เลือกอาวุธทั้งสี่อย่างนี้มาได้สุดยอดจริงๆ!" ฟางเช่อชื่นชมจากใจ
เพราะนี่คืออาวุธที่ติดอันดับท็อปโฟร์ในทำเนียบอาวุธบนเมฆาของทั้งทวีป!
ชื่อเสียงโด่งดังมานานนับห้าพันปี
เป็นสี่สุดยอดอาวุธที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินมาตั้งแต่ก่อนที่ฟางเช่อในอดีตชาติจะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายยุทธ์เสียด้วยซ้ำ
ดาบตัดเส้นตาย
ทวนกระดูกขาวสลายฝัน
กระบี่เกล็ดหิมะ
ง้าวคลุ้มคลั่ง
ฟางเช่ออดไม่ได้ที่จะใฝ่ฝันถึง
เพราะนั่นคือตำนานที่แท้จริง ตำนานเหนือเมฆา!
อันดับหนึ่งในทำเนียบอาวุธบนเมฆา ดาบตัดเส้นตาย
หลับฝันในโลกีย์ ตื่นมาฟาดฟันดาบ ตัดเยื่อขาดใยมิอาจสำราญใจ น้ำตาหลั่งในสายลม ผู้ใดเล่าโศกศัลย์ บนยอดเมฆาไร้ใจ หิมะร่ายรำเป่าขลุ่ย —— ดาบตัดเส้นตาย, เสวี่ยฝูเซียว
นี่คือบุคคลที่ฟางเช่อในอดีตชาติเคารพรัก ใฝ่ฝันถึง และชื่นชมมากที่สุด ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของฝ่ายผู้พิทักษ์!
อันดับสองในทำเนียบอาวุธบนเมฆา ทวนกระดูกขาวสลายฝัน
เรือใบเดียวดายกลางทะเลเลือด ทวนกระดูกขาวชี้ชะตา ลมฝนโหมกระหน่ำ ตะวันรอนดับสูญ ทิ่มแทงทะลุโลกีย์ สลายฝันหมื่นพัน แตกสลายปลายทวน เหลือเพียงกลิ่นธูปจางๆ —— ทวนสลายฝัน, ต้วนซีหยาง
นี่คือบุคคลที่ฟางเช่อในอดีตชาติเกลียดชังและหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ามากที่สุด เพราะหากเจอคนผู้นี้เมื่อใด มีแต่ตายไม่มีรอด ความฝันในโลกมนุษย์จะสลายไปในพริบตา ชีวิตคนไม่แน่นอน
ภายใต้ชื่อเสียงอันน่าสะพรึงกลัวของทวนกระดูกขาวสลายฝัน ยามใดที่เรือวิญญาณโลหิตของต้วนซีหยางปรากฏตัวขึ้น แทบจะไม่มีใครกล้าใช้ทวนเป็นอาวุธเลยด้วยซ้ำ
เพราะถ้าต้วนซีหยางเห็นเข้า... ตายสถานเดียว!
และตัวเขาในชาติก่อน ก็ตายด้วยคมทวนเล่มนี้นี่แหละ
"สักวันหนึ่ง ข้าต้องชำระหนี้แค้นคมทวนเล่มนี้ของเจ้า ต้วนซีหยาง!"