เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 2 ฟางเช่อ

ตอนที่ 2 ฟางเช่อ

ตอนที่ 2 ฟางเช่อ


แสงแดดยามเช้าในฤดูร้อน สาดส่องผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ ทะลุหน้าต่างเข้ามาเป็นเงาตกกระทบลงบนหัวเตียง

ฝุ่นละอองล่องลอยอยู่ในลำแสง ม้วนตัวระเหยเหือดราวกับลูกศรที่พุ่งลงมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า กระทบเข้ากับใบหน้าของฟางเช่อ

เมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้า เขาก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา

ลืมตาได้เพียงครู่เดียวก็ต้องหลับตาลงอีกครั้ง

แต่ถึงกระนั้น เปลือกตาก็ยังคงสัมผัสได้ถึงแสงสว่างที่สาดส่อง

เขาผ่อนลมหายใจออกมาอย่างพึงพอใจ

รอดตายแล้วจริงๆ

แค่หลับตาแล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ โลกก็เปลี่ยนจากชาติก่อนมาเป็นชาตินี้เสียแล้ว

ยามหลับตาคือการจมดิ่งลงสู่ห้วงลึกแห่งความตายอันมืดมิด ยามลืมตาคือความตื้นตันใจอันหาที่สุดไม่ได้ที่ได้สัมผัสโลกใบนี้อีกครั้งในฐานะผู้เกิดใหม่

ความรู้สึกแสบร้อนจากการถูกแสงแดดแผดเผา... นั่นแหละคือรสชาติของการมีชีวิต

...

ลุกขึ้น สวมเสื้อผ้า ทำความสะอาดร่างกาย ล้างหน้าล้างตา

กางกระดาษ ฝนหมึก แตะพู่กัน ตวัดตัวอักษร

...

[นิ่งเสียตำลึงทอง]

สิ้นเสียงตอกตะปูดังปังๆ สองสามครั้ง ป้ายไม้แผ่นหนึ่งก็ถูกตรึงไว้บนผนังฝั่งตรงข้ามโต๊ะหนังสือ

ฟางเช่อถอยหลังออกมาสองสามก้าว เงยหน้าขึ้นมองพลางพยักหน้าน้อยๆ อย่างพอใจ

ด้านหลังเก้าอี้ที่โต๊ะหนังสือ ก็มีป้ายแขวนไว้อีกแผ่นหนึ่ง

[ระวังคำพูดและการกระทำ]

บนโต๊ะมีกรอบไม้ตั้งไว้ ภายในกรอบมีตัวอักษรสี่ตัวเขียนไว้เช่นกัน: [สงวนถ้อยคำดั่งทอง]

ส่วนในห้องโถงรับแขก...

[พูดมากเสียมาก]

ฟางเช่อพยักหน้าอย่างจริงจัง

"ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าต้องจดจำไว้ให้ขึ้นใจ ว่าข้าคือคนเคร่งขรึม ไม่พูดจาเหลวไหล และระมัดระวังทุกการกระทำ!"

จากนั้นเขาก็เงียบไป

ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น

"เดี๋ยวนะ แล้วทำไมข้าต้องคิดแบบนี้ด้วยวะ?"

"แล้วชาติก่อนข้าเป็นใครกันแน่?"

ฟางเช่อเคาะหน้าผากตัวเองเบาๆ

เขามาเกิดใหม่ในร่างนี้ได้สามวันแล้ว

ตลอดสามวันที่ผ่านมา เขาจัดการเรียบเรียงความทรงจำและหลอมรวมวิญญาณเข้าด้วยกัน ทว่าเรื่องที่ประหลาดที่สุดก็คือ... เขารู้ตัวว่าตัวเองเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิด รู้ว่าตัวเองเข้ามาสิงอยู่ในร่างนี้ รู้เรื่องราวมากมายที่เคยผ่านมา และรู้ด้วยว่ายุคสมัยนี้คือหกร้อยปีให้หลังนับจากยุคของเขา

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยประสบพบเจอในชาติก่อน เขากลับจำได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง

แต่สิ่งเดียวที่ลืมไปสนิท... คือลืมไปว่าตัวเองเป็นใคร!

ฟางเช่อไม่เข้าใจเอาเสียเลย

ทว่าลึกๆ แล้ว เขาไม่ได้รู้สึกต่อต้านกับการที่ต้องมาเกิดใหม่เป็นคนอื่นเลยแม้แต่น้อย

กลับยอมรับมันได้อย่างรวดเร็วเสียด้วยซ้ำ

ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง จะมีอะไรให้ไม่พอใจอีกล่ะ?

เขาหรี่ตามองแสงแดดเจิดจ้า แววตาเผยให้เห็นความสับสนจางๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

"เฮ้อ ไม่รู้ป่านนี้พวกเขากับแม่หนูพวกนั้นจะเป็นยังไงกันบ้าง"

แล้วเขาก็ชะงักไป: พวกเขา? แม่หนู? นั่นใครวะ?

...

ร่างนี้มีชื่อว่า ฟางเช่อ

ข้อมูลส่วนตัวมีดังนี้:

รูปร่างไม่ผอมไม่อ้วน หล่อเหลาเอาการ และบึกบึนใช้ได้

ส่วนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดเซนติเมตร น้ำหนักร้อยห้าสิบหกชั่ง ยืนตัวตรงสง่างาม

คิ้วเข้ม หางคิ้วชี้ขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากค่อนข้างหนา เบ้าตาลึกนิดๆ ตาชั้นเดียวแต่พอยิ้มแล้วถึงจะเห็นรอยพับลางๆ

อ้อ... ตาชั้นเดียวหลบในสินะ

แววตาดูเย็นชาและคมกริบ

ฟางเช่อมองดูโหงวเฮ้งของตัวเองในกระจกแล้วก็อดวิจารณ์เจ้าของร่างเดิมไม่ได้: ไอ้หมอนี่ต้องเป็นพวกหัวรุนแรง ชอบทำอะไรสุดโต่งแน่ๆ

โชคดีนะที่ข้าไม่ใช่คนแบบนั้น

แต่ก็นะ... ความเย็นชาหยิ่งยโสแบบนี้ มันก็เข้ากับภาพลักษณ์คนสันโดษ พูดน้อย ตีหน้าตายของข้าในชาตินี้ดีเหมือนกัน

สวมชุดขาวทั้งตัว—— ฟางเช่อขมวดคิ้ว ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ต้องรีบเปลี่ยนทิ้ง

อายุสิบเจ็ดปี

ศิษย์ยุทธ์ขั้นเก้า

สุขภาพแข็งแรง พรสวรรค์ระดับสูง

เป็นญาติห่างๆ ของตระกูลฟาง ใช้นามสกุลฟางตามมารดา เติบโตมาในตระกูลฟาง —— ตรงจุดนี้ฟางเช่อรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจนัก

สาเหตุการตาย: พลาดพลั้งระหว่างทะลวงจุดคอขวดจากศิษย์ยุทธ์ขึ้นเป็นนักรบยุทธ์

หากทะลวงผ่านระดับนักรบยุทธ์ได้ ก็จะสามารถเข้าร่วมการทดสอบของ สำนักยุทธ์ ได้

และนั่นคือ 'ประตูมังกร' บานแรกในชีวิตของเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์

เป็นที่รู้กันดีว่า วิธีที่ดีที่สุดในการทะลวงจุดคอขวดของศิษย์ยุทธ์ คือการหาผู้ที่มีระดับพลังฝึกปรือสูงกว่ามาประลองด้วย เพื่อขัดเกลาพลังระหว่างการต่อสู้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะสามารถทะลวงผ่านไปได้อย่างราบรื่น

จากนั้นก็อาศัยจังหวะนั้น สู้ต่อไปเพื่อรักษาสมดุลของระดับพลังใหม่จนกว่าการประลองจะจบลง กระบวนการทะลวงระดับก็จะเสร็จสมบูรณ์

—— เรียกได้ว่าเป็นความรู้พื้นฐานที่ง่ายแสนง่าย —— และในกระบวนการนี้ ไม่เคยมีใครต้องตาย

ดังนั้น ทางตระกูลจึงส่งญาติผู้พี่ซึ่งเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สูงที่สุด นั่นคือบุตรชายคนโตของผู้นำตระกูล เดินทางกลับมาจากสำนักยุทธ์โดยเฉพาะ เพื่อมาประลองขัดเกลาพลังให้กับฟางเช่อ

นี่ถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยและรัดกุมที่สุดแล้ว

เพราะ 'ฟางชิงอวิ๋น' ญาติผู้พี่คนนี้อยู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงแล้ว เขามีความเชี่ยวชาญในระดับศิษย์ยุทธ์และนักรบยุทธ์เป็นอย่างดี สามารถประคองฟางเช่อให้ก้าวเข้าสู่ระดับนักรบยุทธ์ได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

แต่แล้วอุบัติเหตุก็เกิดขึ้น

เจ้าของร่างเดิมตายเพราะเหตุนี้แหละ

ญาติผู้พี่ที่ตั้งใจมาช่วย ฟาดฝ่ามือใส่ตันเถียนของลูกพี่ลูกน้องด้วยความกระตือรือร้น หมายจะใช้พลังของตนกระตุ้นปราณในตันเถียนของอีกฝ่าย ทว่า... ฟางเช่อกลับไม่ร้องออกมาสักแอะ แล้วก็ร่วงดัง 'ตุบ'

นอนตายคาที่!

...

ญาติผู้พี่ถึงกับยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก

ข้า... ข้าตีลูกพี่ลูกน้องตัวเองตายงั้นรึ?!

เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตระเบิดระเบ้อ!

ตระกูลฟางแทบจะพลิกแผ่นดิน หากระทั่งหมอเทวดาทั่วทั้งเมืองมารุมสุมหัวกันช่วยชีวิตลูกพี่ลูกน้องคนนี้กลับมาได้ —— และนั่นก็คือจังหวะที่ฟางเช่อคนปัจจุบันเข้ามาสวมรอยพอดี

ดูเหมือนว่าลูกพี่ลูกน้องจะฟื้นขึ้นมาแล้ว

แต่ตอนนี้ญาติผู้พี่กำลังถูกท่านลุงจับแขวนคอเฆี่ยนตีอย่างหนัก

ได้ยินมาว่าภาพเหตุการณ์นั้นโหดร้ายทารุณน่าดู

...

ฟางเช่อใช้พลังปราณอันน้อยนิดที่มีอยู่ในตอนนี้ ค่อยๆ โคจรสำรวจเส้นชีพจรของตัวเองอย่างละเอียด จนในที่สุดก็พบว่า... ภายในตันเถียนมีความผิดปกติอยู่จริงๆ

แม้พลังปราณในตอนนี้จะยังตรวจสอบรายละเอียดอะไรไม่ได้มากนัก แต่จากประสบการณ์ของฟางเช่อ สิ่งที่สามารถทำเรื่องพรรค์นี้ได้ ก็น่าจะมีเพียง หนอนกู่ห้าธาตุ ของ ลัทธิเอกะธรรม เท่านั้น

ว่ากันว่า หนอนกู่ห้าธาตุนี้เป็นสัตว์พิษที่มุ่งเป้าไปที่ผู้ฝึกพลังปราณทั้งห้าธาตุ ได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน

มันเป็นกู่พิษที่ทำร้ายคน แต่มันก็เป็นวิชาลับชนิดหนึ่งด้วยเช่นกัน เพราะถ้าหากผู้ถูกกลืนกินพลังปราณไม่ตาย ก็จะได้รับคุณสมบัติบางอย่าง และมันยังสามารถช่วยเสริมการฝึกฝนได้อีกด้วย...

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าไม่ตาย... เจ้าก็จะแข็งแกร่งขึ้น

นี่คือรูปแบบการคัดเลือกคนอย่างหนึ่ง เพียงแต่ต้องแลกมาด้วยความเป็นความตาย

และนี่คือวิธีการที่ลัทธินั้นมักจะใช้อยู่เป็นประจำ

หนอนกู่ห้าธาตุ... เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้ว ไม่ว่าจะมีระดับพลังฝึกปรือสูงส่งเพียงใด ก็ไม่อาจขับไล่หรือสลายมันไปได้!

แล้วไอ้หนอนกู่ห้าธาตุพวกนี้มันมาจากไหนกันล่ะ?

ฟางเช่อค้นหาในความทรงจำ

เหมือนว่า... จะเป็นเจ้านั่นรึเปล่านะ?

จำได้ว่าก่อนหน้าที่จะเริ่มทะลวงระดับ 'เพื่อนรัก' ของร่างเดิมได้นำยาบำรุงโลหิต 'ระดับสูง' มามอบให้ขวดหนึ่ง

และเพื่อการทะลวงระดับ เจ้าของร่างเดิมก็กินมันเข้าไปจนหมดเกลี้ยง นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีเรื่องอื่นที่ผิดปกติอีกแล้ว

มั่นใจได้แปดเก้าส่วนว่าต้องใช่แน่ๆ

"ช่างเป็น 'เพื่อนรัก' ที่ประเสริฐแท้!"

...

ห่างออกไปหลายพันลี้

ชายชุดขาวคนหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้

"หนอนกู่ห้าธาตุสามร้อยตัว ตายเรียบเลยรึ? รอดมาได้แค่ตัวเดียวเอง? แถมตัวที่รอดดันเติบโตได้ดีซะด้วย? ว่าแต่นี่มันตัวไหนหว่า? ทิศทางนี้... เมืองปี้ปัวงั้นรึ?"

"แค่จัดฉากทิ้งไว้เล่นๆ ไม่นึกเลยว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจขนาดนี้"

เขายิ้มออกมาอย่างปิติ พลางเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น

ดูเหมือนว่างานนี้ นอกจากจะทำภารกิจของลัทธิสำเร็จแล้ว เผลอๆ อาจจะได้ศิษย์สืบทอดกลับไปด้วยกระมัง?

...

ฟางเช่อปะติดปะต่อเรื่องราวและพบกับข้อสงสัยกองเป็นภูเขา

ไม่ต้องสงสัยเลย—— เบื้องลึกเบื้องหลังแผนการร้ายและผลประโยชน์ที่ทับซ้อนซึ่งเจ้าของร่างเดิมไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลยนั้น มีมากน้อยแค่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ ปมปัญหามากมายผูกปมพันกันยุ่งเหยิงจนยากจะสางออก

"น้ำลึกเกินไปนะสหาย เจ้าคงรับมือไม่ไหวหรอก"

ฟางเช่อถอนหายใจออกมาเบาๆ

เขาเงยหน้าขึ้นมองป้าย 'ระวังคำพูดและการกระทำ' ที่เพิ่งแขวนไปหมาดๆ

ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

"ให้ข้าจัดการเองเถอะ"

เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปี จะไปรู้อะไรได้มากมาย?

แต่ตอนนี้ข้ามาแล้ว

ข้านี่แหละคือฟางเช่อ

ข้าจะขอลูบคมดูสักหน่อยเถอะ ว่าไอ้พวกปีศาจวัวผีงูพวกนี้ มันจะแน่สักแค่ไหนกันเชียว?

เขาหรี่ตามองแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างจนแสบตา

สีหน้าของเขาสงบนิ่ง

แสงแดดที่สาดส่องไปทุกหนทุกแห่งและแทรกซึมไปทุกอณูนี้... ช่างเหมือนกับคมทวนที่พุ่งลงมาจากฟากฟ้าในอดีตชาติเสียเหลือเกิน

เมื่อมองเห็น... ก็ไม่อาจขัดขืน และไม่มีทางให้หลบซ่อน!

ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น

"น้องฟาง ร่างกายดีขึ้นแล้วหรือยัง?"

สิ้นเสียงทักทาย ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาจากหน้าประตู ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ทว่าในแววตากลับซ่อนเร้นการประเมินและจับจ้อง ใบหน้าจัดว่าหล่อเหลา ทว่าระหว่างคิ้วกลับดูเจ้าเล่ห์แฝงความอำมหิต

ในสายตาของฟางเช่อ เขาสัมผัสได้ถึงความมุ่งร้ายที่ยากจะอธิบาย

"อืม ก็ดีขึ้นแล้ว ต้องขอบคุณท่าน"

ฟางเช่อหลบตาลงเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

ไอ้เจ้านี่แหละ... ซูเยว่!

คุณชายรองแห่งตระกูลซู แห่งเมืองปี้ปัว!

หมอนี่แหละที่เป็นคนเอายาบำรุงโลหิตที่ผสมหนอนกู่ห้าธาตุมาให้เขา

นี่คือตัวการที่แท้จริงที่ทำให้เจ้าของร่างเดิมต้องตาย และยังเป็นคนที่เจ้าของร่างเดิมเรียกว่า 'เพื่อนที่ดีที่สุด พี่น้องที่รักที่สุด'

ตอนแรกฟางเช่อยังแค่สงสัย แต่พอเห็นหน้าและแววตาของหมอนี่ เชื่อมโยงกับความทรงจำ เขาก็มั่นใจทันที

"ต้องยอมรับเลยนะ ว่าญาติผู้พี่ของเจ้าคนนั้นลงมือได้โหดเหี้ยมจริงๆ นี่เขาไม่เห็นเจ้าเป็นคนในครอบครัวเลยสินะ"

ซูเยว่เดินเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามฟางเช่ออย่างสบายอารมณ์ ในใจก็แอบบ่นพึมพำ... ตระกูลฟางนี่ดีกับหลานนอกไส้คนนี้จริงๆ ถึงขนาดสะกดพลังของหนอนกู่ห้าธาตุเอาไว้ได้

เขานั่งตัวตามสบาย ดูออกเลยว่าความสัมพันธ์กับเจ้าของร่างเดิมนั้นสนิทสนมกันมากแค่ไหน

ฟางเช่อทำหน้าตึง แสร้งแค่นเสียงเย็นชา

"ใช่สิ กล้าลงมือถึงขนาดนั้น"

ซูเยว่กล่าวเสริม

"แต่นี่ก็อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้วล่ะนะ ก็แค่หลานนอกไส้นี่นา คนละแซ่ ไม่ใช่สายเลือดแท้ๆ ซะหน่อย แล้วก็... หึหึ การที่พวกเขาจะปฏิบัติกับเจ้าไม่ดี มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่รึไง เราก็พอจะเดากันได้อยู่แล้ว"

ฟางเช่อตีหน้าขรึม จ้องมองใบหน้าของซูเยว่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"...ก็ไม่นึกเหมือนกัน ว่าจะมีไอ้ลูกสุนัขสารเลวตัวไหนมาหวังเอาชีวิตข้า!"

แต่ในใจกลับกำลังคำนวณว่า... ไอ้สารเลวตัวร้ายที่สุดก็คือนั่งหัวโด่อยู่ตรงหน้านี่แหละ! จะเชือดมันยังไงดีนะ?

ความแค้นต้องชำระ! ต้องเร็ว ต้องเด็ดขาด ต้องโหดเหี้ยม ต้องอำมหิต... นี่แหละคือสัจธรรมของชีวิต

"วางใจเถอะ วันหลังข้าจะช่วยเจ้าระบายความแค้นนี้เอง" ซูเยว่พูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

ฟางเช่อฉีกยิ้มประจบประแจง แสร้งทำเป็นซาบซึ้งใจสุดขีด

"บุญคุณของพี่ซู ผู้น้อยจะจดจำไว้ในใจ ไม่มีวันลืมเลือน ชาตินี้จะต้องตอบแทนอย่างสาสมแน่นอน"

ซูเยว่หัวเราะร่วน

"พวกเราพี่น้องกัน พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ!"

แต่ลึกๆ กลับรู้สึกตงิดๆ... ทำไมประโยคเมื่อกี้มันฟังดูแม่งๆ วะ?

ซูเยว่มองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใคร ก็ลดเสียงลงกระซิบ

"ฟางเช่อ เจ้ายังจำวิชาขั้นปฐพีที่ข้าเคยบอกว่าเหมาะกับร่างกายเจ้าสุดๆ เมื่อคราวก่อนได้ไหม?"

"หืม?"

ฟางเช่อเบิกตาตาโต

วิชาขั้นปฐพีส้นตีนอะไรกัน? ถึงต้องทำเป็นความลับขนาดนี้?

เออช่างเถอะ ข้าเกิดใหม่แล้วนี่หว่า... ไม่เป็นไรๆ

"อืม ข้าสืบข่าวมาให้เจ้าแล้ว"

เสียงของซูเยว่เบาลงอีก

"ข้าช่วยหา ป้ายรวมใจ มาให้เจ้าได้แล้วนะ ขอเพียงเจ้าทำตามเงื่อนไขข้อเดียวเท่านั้น... ไปสืบหาเบาะแสลายแทงสมบัติของตระกูลฟางมาให้ได้ หรือแค่อาจจะรู้ข้อมูลวงในสักนิดหน่อยก็พอ วิชาขั้นปฐพีก็จะเป็นของเจ้า แถม... ยังจะชักนำเจ้าเข้าสู่ลัทธิเทพ ให้เจ้ากลายเป็นทายาทผู้สืบทอดต่อไปได้อีกด้วย"

เขากล่าวด้วยความตื่นเต้น

"น้องชาย นี่คืออนาคตทั้งชีวิตของเจ้าเลยนะ หากเจ้าได้เป็นศิษย์สืบทอด ก็เท่ากับว่าทรัพยากรทั้งหมดของลัทธิจะถูกเปิดรับเพื่อเจ้าคนเดียว!"

"นี่มันเส้นทางลัดขึ้นสวรรค์ชัดๆ ถึงตอนนั้น ตระกูลฟางอะไรนั่น... จะรอดพ้นเงื้อมมือเจ้าไปได้ยังไง? อีกอย่าง ตระกูลฟางก็ทำกับเจ้าถึงขนาดนี้แล้ว..."

ฟางเช่อแกล้งขมวดคิ้ว

"ลายแทงสมบัติ?"

"ใช่ ลายแทงสมบัติของแม่ทัพดาบทองที่ลือกันว่าตระกูลฟางซ่อนเอาไว้ไง"

ซูเยว่รีบพูด

"นี่เจ้าลืมไปแล้วรึ?"

แววตาของเขาเริ่มฉายแววไม่พอใจ

ข่าวลือ?

ซ่อนเอาไว้?

สมองฟางเช่อแล่นปรู๊ด แล้วเขาก็ฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาโดยไม่ต้องคิด

"แม่ทัพดาบทองอะไรกัน พวกเจ้าถูกหลอกแล้วต่างหาก"

"หืม?"

ซูเยว่เบิกตากว้างทันที

ฟางเช่อขยับเข้าไปใกล้ กระซิบกระซาบด้วยท่าทางลึกลับ น้ำเสียงไหลลื่นราวกับไม่ต้องใช้สมองแต่งเรื่อง

"ตอนที่ข้าบาดเจ็บสาหัส ตอนที่สลบอยู่ ข้าแอบได้ยิน... เอ่อ ได้ยินท่านตาคุยกัน ถึงได้รู้ว่า... มันไม่ใช่สมบัติของแม่ทัพดาบทองอะไรนั่นหรอก แต่เป็นของคนอื่นต่างหาก"

"ของคนอื่นงั้นรึ?!"

ซูเยว่ตาเหลือกแทบถลนออกจากเบ้า

"แน่นอนสิ!"

ฟางเช่อทำท่าทางขึงขัง

เพราะเขานึกขึ้นได้ถึง 'มารเฒ่าพันพิษ' ที่เขาเคยเชือดทิ้งไปในอดีตชาติ

จู่ๆ เขาก็เข้าใจชายแก่คนนั้นขึ้นมาทันที

ด้วยระดับพลังของมารเฒ่าพันพิษในบริเวณเมืองปี้ปัวแห่งนี้ หรือพูดง่ายๆ คือในรัศมีหลายพันลี้... มันไร้เทียมทานชัดๆ!

แค่ปล่อยพิษออกมานิดหน่อย ก็พอจะทำให้แผ่นดินแห้งแล้งไปไกลนับพันลี้ได้สบายๆ

มิน่าล่ะ ถึงได้สร้างถ้ำที่พำนักไว้ที่นี่—— เพราะไม่มีใครกล้าแหยมไง!

แต่ตอนนี้... หึหึ...

ข้าว่า ข้าหา 'ของตอบแทน' ให้คุณชายรองซูได้แล้วล่ะ

พันพิษ

เยี่ยมยอดไปเลย!

ส่วนซูเยว่ที่อยู่ตรงข้าม กลับหูผึ่งตาสว่างขึ้นมาทันที ถูกหลอก? ไม่ใช่แม่ทัพดาบทอง?

ตระกูลฟางนี่มันจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ของแท้!

ถึงขนาดสร้างข่าวลือหลอกคนอื่นได้แนบเนียนขนาดนี้

มิน่าล่ะ ถึงไม่มีใครได้เบาะแสที่แท้จริงเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

"ก็ไหนลือกันว่าสถานที่ตั้งอยู่ตรงช่องแคบดาบหักที่ห่างออกไปสามพันลี้ไม่ใช่รึ? แล้วทำไมถึงไม่ใช่..."

ซูเยว่แสร้งทำเป็นสับสน แต่จริงๆ แล้วกำลังหยั่งเชิงหลอกถาม

"ไม่ใช่! พวกเจ้าโดนหลอกหมดแล้ว มันไม่ใช่ช่องแคบดาบหัก!" ฟางเช่อตอบเสียงหนักแน่น

"..."

ในใจของซูเยว่เกิดคลื่นยักษ์ถาโถม

เรื่องนั้นก็เป็นข่าวปลอมด้วยรึ?!

"แล้วเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่?" เขารีบซักไซ้

"ข้าก็ฟังไม่ค่อยถนัดหรอกนะ แต่เหมือนจะได้ยินแว่วๆ ว่าเป็นสถานที่อะไรสักอย่างที่อยู่ในรัศมีหนึ่งพันลี้..."

ฟางเช่อทำท่าทางครุ่นคิดขมวดคิ้ว

"รู้สึกจะเป็น... มรดกสืบทอดของ จอมราชันย์กระบี่ไร้พ่าย อะไรทำนองนั้น ไม่ใช่คลังสมบัติหรอก เพียงแต่ว่าไปมาหลายรอบแล้วก็หาไม่เจอ แถมที่นั่น... ยังเต็มไปด้วยสัตว์มีพิษ อันตรายถึงชีวิต มีอยู่ครั้งนึงถึงขนาดไปเจอ 'งูเหลือมพิษ' ระดับปรมาจารย์เข้าด้วยซ้ำ จนต้องยอมถอยกลับมามือเปล่า"

ซูเยว่ดีใจเนื้อเต้นทันที

มรดกสืบทอด!

ของแบบนี้ล้ำค่ายิ่งกว่าคลังสมบัติเสียอีก

แถมยังเป็นมรดกของจอมราชันย์กระบี่ไร้พ่ายด้วย

ระดับชั้นมันสูงกว่าแม่ทัพดาบทองตั้งไม่รู้กี่เท่า

ที่สำคัญที่สุดคือ แค่คำพูดประโยคเดียวของฟางเช่อ ก็แทบจะบอกเบาะแสทั้งหมดออกมาหมดเปลือกแล้ว!

จอมราชันย์กระบี่ไร้พ่าย, มรดกสืบทอด, รัศมีหนึ่งพันลี้, สัตว์พิษชุกชุม, อันตรายถึงชีวิต, งูเหลือมพิษระดับปรมาจารย์!

สำหรับคนในยุทธภพ ข้อมูลแค่นี้ก็เหมือนชี้เป้าให้แล้ว!

"ที่เจ้าพูดมา... เรื่องจริงรึเปล่า?!"

ซูเยว่ถามอย่างตื่นเต้น

"อันนี้ข้าก็ไม่รู้นะ ข้าสลบอยู่แล้วก็ได้ยินท่านตาพูดแบบนี้ เรื่องจริงหรือเท็จข้าไม่กล้ารับประกันหรอก พอข้าลืมตา ท่านตาก็เลิกพูดไปเลย"

ฟางเช่อตอบแบบกำกวม แบมือทำหน้ารู้สึกผิด

"คงต้องค่อยๆ ตรวจสอบและสืบหากันไปนั่นแหละ"

ในใจคิดว่า... ข้าบอกใบ้ชัดขนาดนี้แล้ว ถ้าพวกเจ้ายังหาไม่เจออีก ก็โคตรจะไร้น้ำยาแล้วล่ะ

ยิ่งซูเยว่คิด ก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องจริงแน่ๆ

ยิ่งคิดก็ยิ่งใจเต้นตึกตัก ยิ่งตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่

เขาหันไปมองฟางเช่อ ในใจก็แอบหัวเราะร่า

ไอ้เด็กโง่นี่ คงไม่รู้ตัวสินะ ว่าเผลอหลุดปากเปิดเผยความลับที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนออกมา?

ฮ่าๆๆ...

มาคราวนี้คุ้มค่าจริงๆ

คิดได้ดังนั้น เขาก็อยากจะรีบกลับไปรายงานทันที

แต่ฟางเช่อจะปล่อยให้เขาไปง่ายๆ ได้ยังไง?

หนอนกู่ห้าธาตุ กับ ป้ายรวมใจ... มันหมายความว่ายังไง มีหรือที่คนเจนจัดในยุทธภพอย่างเขาจะไม่รู้?

ฟางเช่อแสร้งถามขึ้นลอยๆ

"เอ่อ แล้วป้ายรวมใจที่ว่า... หามาได้แล้วจริงๆ รึ?"

"ระดับข้าจะหลอกเจ้าทำไม?"

ซูเยว่หยิบป้ายเหล็กแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ

ฟางเช่อยื่นมือออกไปรับไว้อย่างเป็นธรรมชาติ

ซูเยว่: ??

อ้าว... ทำไมถึงหยิบไปดื้อๆ แบบนั้นวะ?

ฟางเช่อมองป้ายเหล็กในมือแล้วก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง

นี่คือป้ายรับรองระดับล่างสุดของ ลัทธิเอกะธรรม ที่สร้างความวิบัติให้แผ่นดินจริงๆ ด้วย

ให้ตายสิ เกิดใหม่คราวนี้ดวงซวยมาเจอศัตรูเก่าเลยรึเนี่ย?

ลัทธิเอกะธรรมต้องการจะชักจูงไอ้หมอนี่งั้นรึ? หรือว่า... มีแผนการอะไรแอบแฝง?

ในชาติก่อน ตัวเขาและเหล่าพี่น้องต้องต่อสู้กับลัทธิเอกะธรรมมาทั้งชีวิต เขารู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของลัทธินี้ดี

สิ่งที่รับมือยากที่สุดขององค์กรนี้ก็คือ... ตราบใดที่ยังไม่เปิดเผยตัวตน ก็จะไม่มีใครรู้เลยว่าคนคนนั้นคือคนของลัทธิเอกะธรรม

สถานะบังหน้าอาจจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ เป็นบัณฑิตผู้ทรงความรู้ เป็นนักปรุงยา หรือแม้กระทั่งชาวบ้านธรรมดาก็ได้...

สาวกและลูกศิษย์กระจายอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า เมื่อใดที่เปิดเผยตัวตนขึ้นมาสักคน เมื่อนั้นก็คือหายนะ

ประวัติศาสตร์ของทั้งทวีป แทบจะเรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์สงครามกับลัทธิเอกะธรรมเลยก็ว่าได้

คนพวกนี้มีความศรัทธาที่แรงกล้า ยอดฝีมือรวมตัวกันมากมาย รับมือยากสุดๆ และไม่สามารถถอนรากถอนโคนได้

แม้แต่หนึ่งในสามผู้นำสูงสุดของฝ่าย ผู้พิทักษ์ อย่าง 'เสวี่ยฝูเซียว' ก็เคยถอนหายใจและกล่าวไว้ว่า: หากลัทธิเอกะธรรมไม่เกิดความแตกแยกจากภายใน การจะกวาดล้างให้สิ้นซากนั้น แทบจะไร้ความหวัง!

ไม่ใช่แค่ไร้ความหวัง แต่ดูเหมือนพวกมันจะยิ่งใหญ่และทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ

และในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ กองกำลังของลัทธิเอกะธรรมก็ยิ่งแผ่ขยายอำนาจ จากที่เคยต้องหลบๆ ซ่อนๆ ตอนนี้สามารถเผชิญหน้ากับฝ่ายผู้พิทักษ์ได้อย่างสูสี หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ

หากวันใดวันหนึ่งพวกมันพลิกจากที่ลับมาอยู่สว่าง เกรงว่าเพียงชั่วข้ามคืน คงเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเป็นแน่

ฝ่ายผู้พิทักษ์ส่งสายลับและยอดฝีมือแทรกซึมเข้าไปนับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เห็นผลอะไรเลย ซ้ำร้ายถ้าถูกจับได้ ก็จะโดนลัทธิเอกะธรรมตอบโต้กลับอย่างโหดเหี้ยม

และเพราะลัทธิเอกะธรรมนั้นแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้เป็นสายลับที่เก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่อาจแทรกซึมเข้าไปถึงระดับแกนนำได้เลย

และ ลัทธิรวมใจ ก็คือหนึ่งในนิกายย่อยของลัทธิเอกะธรรม

สมองฟางเช่อแล่นปรู๊ดปร๊าด: แตกแยกจากภายในงั้นรึ?

ความวุ่นวายภายใน?

จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นมาในหัว

ป้ายรวมใจ?

หนอนกู่ห้าธาตุ?

เขาเก็บป้ายนั้นเข้าอกเสื้ออย่างแนบเนียน พร้อมเอ่ย

"ขอบคุณมากพี่ซู"

เมื่อซูเยว่กลับไปแล้ว หมอนี่จะต้องรายงานเรื่องสถานที่ซ่อนมรดกของจอมราชันย์กระบี่ไร้พ่ายให้ทางตระกูลทราบแน่ๆ จากนั้นก็ต้องตามไปค้นหาด้วยอย่างแน่นอน

ผลงานชิ้นใหญ่ขนาดนี้ ซูเยว่จะปล่อยไปได้ยังไง?

ถ้าเป็นแบบนั้น... คนที่ไปก็คงจะไม่ได้กลับมาสักคน

ป้ายนี่... ข้าขอเก็บไว้เองแล้วกัน ไม่งั้นเดี๋ยวจะเสียของเปล่าๆ

ซูเยว่เห็นฟางเช่อเก็บป้ายเข้าอกเสื้อไปหน้าตาเฉย ถึงจะรู้สึกงงๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อคิดว่ายังไงซะ ตนก็ต้องพามันเข้าลัทธิอยู่ดี ให้มันถือไว้ก่อนก็คงไม่เป็นไร

อีกอย่าง ตอนนี้ในใจของเขามันร้อนรุ่มทนไม่ไหวแล้ว

"ถ้าอย่างนั้นพี่ขอตัวลาก่อน น้องฟางรักษาตัวด้วยนะ อีกสองสามวันข้าจะมาหาใหม่"

"ตกลง"

ฟางเช่อแสร้งทำเป็นครุ่นคิด

"ช่วงนี้ข้าจะลองสืบข่าวเพิ่มเติมดูนะ ไว้คราวหน้าพวกเราไปตามหามรดกนี้ด้วยกัน"

"ได้เลย! ข้าจะรอเจ้านะ"

ซูเยว่หัวเราะร่า

แต่ในใจกลับเหยียดหยามสารพัด

นี่แกยังจะหวังไปตามหาอยู่อีกรึ?

อย่างช้าสุดไม่เกินสามห้าวัน สมบัติก็ต้องตกเป็นของตระกูลข้าแล้วโว้ย!

ไอ้โง่เอ๊ย ตระกูลฟางดีกับแกขนาดนี้ แกดันโดนข้าเป่าหูแค่ไม่กี่ประโยค ก็หันมาแว้งกัดตระกูลตาตัวเองซะแล้ว สมควรแล้วที่โดนหลอกใช้!

"พี่ซูเดินทางปลอดภัยนะ"

"ไม่ต้องมาส่งหรอก ข่าวที่เจ้าบอกวันนี้ ถือว่ามีประโยชน์มากทีเดียว"

"ด้วยความยินดี นี่เป็นเพียงการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้น้อยมีต่อการดูแลของพี่ซูตลอดหลายปีที่ผ่านมา" ฟางเช่อยิ้มมุมปาก คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

ซูเยว่หัวเราะฮ่าๆ แล้วหันหลังเดินออกจากประตูไป

ฟางเช่อยืนฉีกยิ้ม ส่งซูเยว่จนลับสายตา

แววตาของเขาแฝงความหมายลึกล้ำ มุมปากค่อยๆ โค้งขึ้นช้าๆ

จบบทที่ ตอนที่ 2 ฟางเช่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว