เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 4 ยอดเขาร้อยพิษ

ตอนที่ 4 ยอดเขาร้อยพิษ

ตอนที่ 4 ยอดเขาร้อยพิษ


คิดได้ดังนั้น ฟางเช่อก็เริ่มลงมือฝึกฝนทันที

"คัมภีร์อนันต์!"

นั่นคือชื่อของวิชาลึกลับที่เขาได้รับมา

เปิดหน้าแรก

"การฝึกฝนวิชา เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เส้นทางของผู้แข็งแกร่ง ไม่มีวันสิ้นสุด นำพาเจ้าก้าวเดิน จะไปได้ไกลเพียงใด? จักรวาลกว้างใหญ่ไพศาล ข้ายืนอยู่ตรงนี้"

บนหน้าปก มีประโยคนี้เขียนเอาไว้

ฟางเช่อขมวดคิ้ว

ครู่ต่อมา เขาก็เผยรอยยิ้มออกมาบางๆ เอ่ยเสียงเบา

"ข้าอาจจะไม่ด้อยไปกว่าท่านหรอกนะ!"

เปิดไปอีกหน้า

"เมื่อพลังบรรลุจุดสูงสุด วิชาก้าวล้ำลึกซึ้ง เหนือโลกียะบนสรวงสวรรค์ ปรารถนาสิ่งใดล้วนได้มา ทางช้างเผือกนับพันหมื่น ยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอ หากใจไร้ขอบเขต เส้นทางย่อมไร้ขอบเขต นี่แหละคืออนันต์!"

จากนั้นก็เป็นเคล็ดวิชา

แค่อ่านบทแรกจบ ฟางเช่อก็รู้ทันทีว่าวิชานี้ เหนือล้ำกว่าวิชาในชาติก่อนนับพันนับหมื่นเท่า!

ส่วนวิชาในอดีตชาติน่ะหรือ... อย่าพูดถึงเลยดีกว่า

งั้นจะรออะไรอีกล่ะ... ฝึกสิ!

ฟางเช่อรีบนั่งขัดสมาธิ เริ่มฝึกคัมภีร์อนันต์ขั้นที่หนึ่ง

พลังปราณในร่างกายตื่นตัวขึ้นทันที โคจรไปตามเส้นทางของคัมภีร์อนันต์อย่างเคร่งครัด ชั่วพริบตาเดียว เขาก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว อนุภาคปราณวิญญาณธาตุหยางหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายอย่างบ้าคลั่ง

รู้สึกเหมือนมีควันพวยพุ่งออกจากกระหม่อม

ความเร็วในการดูดซับพลังปราณนี้ ทำเอาฟางเช่อถึงกับตกตะลึง

มันเร็วเกินไปแล้ว

หลังจากโคจรครบรอบแรก...

ร่างกายก็สั่นสะท้าน

ฟางเช่อลืมตาขึ้นมาอย่างงุนงง

ด่านคอขวดจากศิษย์ยุทธ์ขึ้นเป็นนักรบยุทธ์... ทะลวงผ่านไปได้ง่ายๆ แบบนี้เลยรึ?

ถึงเขาจะเกิดใหม่ มีประสบการณ์ฝึกฝนมานับไม่ถ้วน และการเลื่อนระดับจากศิษย์ยุทธ์เป็นนักรบยุทธ์ก็เป็นแค่ก้าวแรกที่พื้นฐานที่สุด แต่การทะลวงผ่านได้ง่ายดายขนาดนี้ ก็ทำเอาฟางเช่ออึ้งไปเหมือนกัน

คัมภีร์อนันต์นี่... มันวิเศษขนาดนี้เลยรึ?

เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด

ในเมื่อทะลวงระดับได้แล้ว งั้นก็...

เขาหยิบยาบำรุงโลหิตของสำนักยุทธ์ที่ญาติผู้พี่ให้มา เทกรอกปากรวดเดียวหมดขวด

แล้วเริ่มโคจรพลังต่อ

กลุ่มพลังงานความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วลานบ้านอีกครั้ง

ผ่านไปพักใหญ่...

"ฟู่..."

"นักรบยุทธ์ขั้นสอง"

ฟางเช่อรักษาความมั่นคงของระดับพลังเอาไว้แล้วจึงลืมตาขึ้น

"พี่ใหญ่คนซื่อให้ของดีมาจริงๆ"

สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดก็คือ ทันทีที่คัมภีร์อนันต์เริ่มโคจร หนอนกู่ห้าธาตุในตันเถียนก็ถูกสะกดไว้ทันที!

ฟางเช่อรู้สึกได้เลยว่า หากเขาต้องการ เขาสามารถค่อยๆ หลอมละลายหนอนกู่ห้าธาตุทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้

พลังปราณบางส่วนในตันเถียนได้เปลี่ยนไปเป็นปราณอนันต์เรียบร้อยแล้ว ส่วนหนอนกู่ห้าธาตุก็ได้แต่หดตัวสั่นงันงกอยู่มุมหนึ่ง

มันรับรู้ได้ชัดเจนว่า พลังปราณนี้สามารถหลอมละลายมันได้

เมื่อสัมผัสได้ถึงอานุภาพ ฟางเช่อก็รีบถอนพลังปราณกลับด้วยความตกใจ แล้วก็ปลอบประโลมหนอนกู่ห้าธาตุในร่างกายอย่างทะนุถนอม

นี่มันของล้ำค่าที่ข้าจะใช้แฝงตัวเข้าไปในดงศัตรูเชียวนะ

จะปล่อยให้ตายไม่ได้เด็ดขาด

แต่เดี๋ยวนะ หนอนกู่ห้าธาตุไม่ใช่ว่าหลอมละลายไม่ได้รึไง? คัมภีร์อนันต์ของข้ากลับทำได้อย่างง่ายดายเนี่ยนะ?!

...

อีกด้านหนึ่ง

ณ ตระกูลซู

หลังจากที่ซูเยว่นำข่าวกลับมา ทางตระกูลก็เปิดการประชุมฉุกเฉินทันที

หัวข้อการประชุมมีอยู่สองเรื่อง: ข่าวนี้ จริง หรือ เท็จ?

และถ้าจริง ใครจะเป็นคนไป?

หลังจากการปรึกษาหารือ ก็ได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว: จริงล้านเปอร์เซ็นต์

เพราะ 'จอมราชันย์กระบี่ไร้พ่าย' เป็นยอดฝีมือที่มีตัวตนอยู่จริงในอดีต

"ไอ้เด็กนั่นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย คงจะได้ยินมาตอนที่กำลังสลบอยู่ ข้าเดาว่าน่าจะเป็นฟางเหวินติ่งตาแก่จอมเจ้าเล่ห์นั่นกำลังคุยกับลูกชายฟางเจิ้งหาง เห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ ก็เลยหลุดปากพูดออกมาโดยไม่ทันระวัง แค่ไม่คิดว่าไอ้เด็กนั่นจะฟื้นขึ้นมาได้ยินพอดี"

ผู้อาวุโสตระกูลซูคนหนึ่ง หนวดเคราขาวโพลน แววตาเต็มไปด้วยความฉลาดหลักแหลม

ท่าทางเหมือนคนมั่นใจว่า 'ข้ามองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว'

"ต่อให้เป็นข้า ก็คงนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันแบบนี้"

"ถูกต้อง" ผู้อาวุโสอีกคนเสริม

"แถมช่วงหลายปีมานี้ เยว่เอ๋อร์กับฟางเช่อก็สนิทกันมาก ไอ้เด็กนั่นเชื่อฟังเยว่เอ๋อร์ทุกอย่าง ไม่มีทางพูดโกหกหรอก"

"ใช่ ฮ่าๆๆ... ไอ้เด็กโง่นั่นมันซื่อจะตาย"

"ถูกเผง ยิ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงอ่อนไหว ที่ไอ้เด็กนั่นเพิ่งจะโดนญาติผู้พี่ตัวเองซ้อมปางตาย ยิ่งไม่มีเหตุผลให้ต้องโกหก"

"ดังนั้น เรื่องจอมราชันย์กระบี่ไร้พ่ายนี่... น่าจะเป็นเรื่องจริง"

"คิดไม่ถึงเลยว่าไอ้แก่ตระกูลฟางจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ ปล่อยข่าวลือหลอกลวงผู้คนมาได้ตั้งหลายปี!"

"ถือซะว่าเป็นกฎแห่งกรรมก็แล้วกัน ตาแก่นั่นคงฝันไปก็ไม่ถึงหรอกว่าความลับจะรั่วไหลออกมาด้วยวิธีนี้! ฮ่าๆๆ..."

ท่ามกลางเสียงหัวเราะรื่นเริง

ซูอวิ๋นเหอ ผู้นำตระกูลซู ก็เคาะโต๊ะสรุป

"ในเมื่อมั่นใจแล้ว ก็ต้องรีบลงมือ อย่าชักช้า คราวนี้ ใครสมควรไปดี?"

ผู้อาวุโสเคราขาวที่เป็นผู้นำขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างเคร่งเครียด

"ต้องไม่ลืมนะว่าตระกูลฟางเองก็เคยไปค้นหามาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ ข้าเดาว่า หนึ่ง... คงหาไม่เจอ สอง... กำลังคนไม่พอ ก็ไหนบอกว่ามีสัตว์มีพิษเยอะแยะ แถมยังมีงูพิษระดับปรมาจารย์ด้วยไม่ใช่รึ?"

"ตระกูลฟางน่ะ อย่างแรกคือกำลังคนไม่พอ อย่างที่สองคือไม่กล้ากระโตกกระตาก เรื่องพรรค์นี้ พวกเจ้าก็รู้ว่าไม่มีตระกูลไหนกล้าไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นหรอก"

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมรอยยิ้ม

ใช่สิ ใครจะกล้าไปหาคนมาช่วยล่ะ?

ถ้าคนที่มาช่วยฝีมือด้อยกว่าก็ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าฝีมือเหนือกว่า... แม่งเอ๊ย โคตรจะอันตรายเลยไม่ใช่รึไง? เหมือนขุดหลุมฝังศพตัวเองชัดๆ —— ใครบ้างจะต้านทานความเย้ายวนของสมบัติหรือมรดกแบบนี้ได้?

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่จะไปก็ต้องไปกันเยอะๆ และฝีมือก็ห้ามอ่อนด้อยเด็ดขาด!"

"เพื่อความปลอดภัย พวกเราควรไปกันให้หมดนี่แหละ"

มีคนหนึ่งแย้งขึ้นมา

"จะรอทูตของลัทธิกลับมาก่อนดีไหม?"

คนอื่นๆ ตอบเป็นเสียงเดียวกัน: "ไม่!"

"ถ้ารอเขากลับมา ของดีๆ พวกนี้จะตกถึงมือตระกูลเราหรือไง?"

"อย่ามัวชักช้า รีบเรียกรวมพลทันที!"

"ตกลง!"

คืนนั้นเอง...

ยอดฝีมือทั้งหมดของตระกูลซูได้ปลอมตัว แยกย้ายกันออกจากเมือง ก่อนจะไปรวมตัวกันที่ทุ่งหญ้านอกเมือง แล้วพุ่งทะยานเข้าสู่ความมืดมิดราวกับลูกธนูที่ถูกปล่อยจากแหล่ง

...

ในคืนเดียวกันนั้น

ฟางเช่อก็เก็บข้าวของ พกผ้าปิดหน้าสีดำไว้ในอกเสื้อ แล้วเดินออกจากเรือนเช่นกัน

ไม่ไว้ใจเลยแฮะ

ถ้าตระกูลซูได้ของไปจริงๆ จะทำยังไง?

"คุณชายรอง จะไปไหนหรือขอรับ?"

ตอนเดินออกจากประตูใหญ่ตระกูลฟาง เขาก็ถูกขวางไว้

"จะไปหาหญิงไง มีอะไรเหรอ? ดึกป่านนี้จะให้ออกไปทำอะไรได้ล่ะ?" ฟางเช่อกลอกตาใส่

"..."

ยามเฝ้าประตูหลีกทางให้ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

ท่านเก่งนักนี่!

ท่านออกไปเที่ยวผู้หญิง!

ส่วนข้าต้องมายืนเฝ้าประตูอยู่นี่

ฟางเช่อเดินทอดน่องออกจากประตูเมือง

มุ่งหน้าไปยังทิศใต้ของเมืองที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นแป้งร่ำน้ำอบ

แล้วร่างของเขาก็กลืนหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว

...

ครึ่งชั่วยามต่อมา

ณ คฤหาสน์ของเศรษฐีใหญ่ใจป้ำนอกเมือง

เกิดความวุ่นวายขึ้น

เสียงเกือกม้าดังรัวราวกับห่าฝน พุ่งทะยานห่างออกไปอย่างรวดเร็ว

ชายอ้วนกลิ้งล้มลุกคลุกคลานอยู่บนพื้น

"จับโจร... มันขโมยตัวที่ข้ากำลังขี่อยู่..."

ครูฝึกยุทธ์ประจำคฤหาสน์วิ่งหน้าตั้งมาตามเสียง

"นายท่าน อนุภรรยาคนที่สามถูกขโมยไปหรือขอรับ?!"

...

ฟางเช่อหมอบราบบนหลังม้า ราวกับภูตผีสีดำ

โน้มตัวไปข้างหน้า ปรับท่าทางให้เข้ากับจังหวะการควบของม้า ทุกครั้งที่กระดอนขึ้น ก้นของเขาจะแตะหลังม้าเพียงแผ่วเบา ทำให้น้ำหนักตัวไม่เป็นภาระของม้า ซ้ำยังเป็นแรงส่งให้มันพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้เร็วยิ่งขึ้น

ทักษะการขี่ม้าที่เชี่ยวชาญถึงขีดสุด ทำให้เขารวมเป็นหนึ่งเดียวกับม้า ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงเกือกม้าที่ดังกึกก้องราวกับพายุฝน เขาพุ่งทะยานไปไกลราวกับลูกศร

เป้าหมายคือ... ยอดเขาร้อยพิษ

ระหว่างที่กำลังควบม้าอย่างบ้าคลั่ง ฟางเช่อก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ

สะบัดผ้าปิดหน้าออก

แล้วค่อยๆ ผูกปิดบังใบหน้า

ลมกลางคืนพัดกระหน่ำ ทำให้ผ้าปิดหน้าแนบสนิทไปกับใบหน้า เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ทอประกายเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิด สะท้อนแสงดาวและแสงจันทร์

สี่ชั่วยามแห่งการควบม้าตะบึง

ฟ้าสางเสียแล้ว

เขาเดินทางห่างจากเมืองปี้ปัวมาแล้วเจ็ดร้อยลี้

ม้าเหนื่อยหอบจนแทบจะหมดแรง

ฟางเช่อลงจากม้าที่ริมบึงน้ำแห่งหนึ่ง จูงมันไปกินน้ำและพักผ่อน

"ลำบากเจ้าแล้ว เจ้าม้า ถ้าจำทางได้ก็กลับไปเองนะ แต่ถ้าจำไม่ได้ ก็รอข้ากลับมาแล้วค่อยไปด้วยกัน"

เขาตบแผงคอของมันเบาๆ แล้วกระโจนออกไปท่ามกลางเสียงร้องของม้า

...เขาขโมยม้าอีกตัวแล้ว

คุ้นชินกับเส้นทางเป็นอย่างดี

ควบตะบึงต่อไป

อีกสามร้อยลี้ต่อมา

เขาเข้าสู่เขตภูเขาสลับซับซ้อน ทางเดินขรุขระยากลำบาก ที่นี่คือบริเวณรอบนอกของ ป่าหมื่นวิญญาณ แล้ว

เขาปล่อยม้าให้หากินเองริมลำธารตีนเขา ก่อนจะพุ่งตัวหายเข้าไปในป่าทึบ

ราวกับกิ้งก่าเปลี่ยนสีที่พรางตัวไปกับพงไพร หายตัวไปในพริบตา

ถ้าไม่ได้เห็นคนตระกูลซูตายกับตา ฟางเช่อคงรู้สึกหงุดหงิดใจตายแน่ๆ

คนตระกูลซูออกเดินทางเร็วกว่าเขามาก แต่พวกนั้นต้องเสียเวลาคลำหาทางและตรวจสอบตำแหน่งตลอดเวลา

ดังนั้น แม้ฟางเช่อจะออกเดินทางทีหลัง แต่ก็ยังมาถึงยอดเขาร้อยพิษก่อนคนตระกูลซูถึงสองชั่วยาม

เขายืนอยู่บนยอดเขาข้างๆ เพื่อกะระยะให้แน่ชัด แล้วจึงกระโจนลงไป

แหวกว่ายไปตามดงหนามและพุ่มไม้รกทึบ หลบหลีกหนามแหลมคมได้อย่างพลิ้วไหวไร้ที่ติ

แถมยังมีเวลาแวะขุดสมุนไพรตามรายทางอีกด้วย

ในที่สุด... สมุนไพรทั้งหมดก็ถูกเขานำมาทุบบนก้อนหินด้วยสันมีดจนแหลกละเอียด

กลายเป็นยาสมุนไพรเละๆ ที่ส่งกลิ่นเหม็นฉุนกึก

เขาป้ายยาเละๆ ส่วนน้อยลงบนตัว

แล้วหอบเอาส่วนที่เหลือชิ้นใหญ่ๆ อ้อมไปทางหลังเขาอย่างไม่ลังเล

ตลอดทางที่เดินไป แมลงมีพิษนับไม่ถ้วนได้กลิ่นนี้ก็พากันแตกฮือหนีกระเจิง

เขาเดินมาถึงบึงน้ำแห่งหนึ่งหลังเขาที่ถูกซ่อนไว้ด้วยพุ่มไม้อย่างมิดชิด

เขาแหวกพุ่มไม้ที่ปกคลุมบึงน้ำออกอย่างเบามือ เผยให้เห็นผิวน้ำสีเขียวมรกต

ตู้ม!

ก้อนยาสมุนไพรเละๆ ก้อนใหญ่ถูกโยนลงไปในบึง

จากนั้นเขาก็พิงหลังกับก้อนหินใหญ่ แล้วยืนนิ่งไม่ไหวติง

พริบตาเดียว...

บึงน้ำก็เดือดพล่านราวกับน้ำเดือดจัด

ก้อนยาสมุนไพรพอละลายน้ำก็ทำปฏิกิริยาเหมือนปูนขาว โผล่ฟองอากาศปุดๆ แล้วน้ำในบึงก็ขุ่นคลั่กไปหมด

กลิ่นเหม็นฉุนระเบิดออกใต้น้ำ และแพร่กระจายไปทั่วก้นบึงอย่างรวดเร็ว

ผิวน้ำดูสงบนิ่ง แต่ใต้น้ำนั้นราวกับโดนระเบิดแก๊สพิษ

ไม่กี่นาทีต่อมา

งูน้ำมีพิษและสัตว์มีพิษรูปร่างประหลาดๆ นับไม่ถ้วน ต่างตะเกียกตะกายโผล่พ้นน้ำ ปีนขึ้นฝั่งหนีตายกันอลหม่าน

กลิ่นเวรนี่แม่ง... โคตรเหม็นเลยโว้ย!

หนึ่งเค่อผ่านไป

คลื่นใต้น้ำซัดสาด หัวจระเข้รูปสามเหลี่ยมอวบอ้วนโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ส่งเสียงครางฮื่อๆ ในลำคอ แล้วรีบเผ่นหนีสุดชีวิต

ดูเหมือนมันกำลังด่าทอกลิ่นเหม็นนี้ ถึงขนาดแหวะออกมาสองที

ฟางเช่อยังคงยืนนิ่ง

ครึ่งชั่วยามต่อมา

ไม่มีแมลงมีพิษตัวไหนคลานขึ้นมาอีกแล้ว

ฟางเช่อมมองดูน้ำในบึงที่ค่อยๆ ใสขึ้น และมองเห็นโคลนก้นบึงที่เปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น

เขายังคงนิ่งเงียบ

ผ่านไปอีกครึ่งเค่อ

ก้นบึงสั่นสะเทือน มังกรวารีสีขาวนวลขนาดเท่าผลวอลนัตโผล่ขึ้นเหนือน้ำ

ร่างกายของมันดูเลือนลาง นี่คือมังกรวารีในร่างวิญญาณ แต่ก็ใกล้จะก่อตัวเป็นร่างเนื้อได้แล้ว

บนหัวของมังกรวิญญาณมีเขาสีทอง เปล่งประกายแสงสีทองอย่างชัดเจน

ฟางเช่อเผยรอยยิ้มในดวงตา ปรากฏตัวออกมา แล้วใช้พลังระดับนักรบยุทธ์ที่เพิ่งได้มาหมาดๆ ปล่อยแรงกดดันทางวิญญาณออกไป

"ว่าไง สบายดีไหม?"

ฟางเช่อทักทายพร้อมรอยยิ้มแป้น

ในชาติก่อน ก็ที่ริมบึงแห่งนี้นี่แหละ ที่เขาได้สังหารมารเฒ่าพันพิษและสัตว์เลี้ยงคู่กายของมัน... มังกรวารีเขาทอง!

แต่เขาไม่ได้ทำลายวิญญาณของมังกรตัวนี้จนหมดสิ้น มันจึงหนีรอดลงมาซ่อนตัวในบึงนี้ได้

เพราะเขาพบว่าที่นี่คือ 'ดินแดนเก้าอิม' ที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี เป็นสถานที่หล่อเลี้ยงวิญญาณที่ดีที่สุดทั้งในสวรรค์และโลกมนุษย์

เป็นที่รู้กันดีว่าร่างวิญญาณนั้นดำรงอยู่ได้ยาก การพบสถานที่เช่นนี้จึงเป็นเรื่องยากยิ่ง เขาจึงปล่อยวิญญาณมังกรวารีเขาทองไป ถือเป็นการเผื่อทางหนีทีไล่ให้ตัวเองด้วย

ใครจะไปคิดว่าในชาติก่อนยังไม่ทันได้ใช้ประโยชน์ พอมาชาตินี้กลับได้เจออีกครั้ง

ถือว่าได้พบเพื่อนเก่าก็แล้วกัน

และแรงกดดันทางวิญญาณนี่แหละ คือไพ่ตายที่แท้จริงของการมาเยือนในครั้งนี้

แค่พูดไม่กี่คำ ก็ทำเอาร่างวิญญาณของมังกรวารีเขาทองที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาแข็งทื่อกลางอากาศ

เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันทางวิญญาณที่คุ้นเคย มังกรวารีเขาทองก็หันขวับกลับมาด้วยความสิ้นหวัง และก็ได้เห็นรอยยิ้มเป็นมิตรของฟางเช่อเต็มๆ ตา

"โฮๆ..."

มังกรวารีเขาทองถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาทันที

มันไม่ใช่ฝันร้ายนี่หว่า...

ถ้ามังกรวารีเขาทองยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ฟางเช่อคงไม่กล้ามาเหยียบที่นี่หรอก

แต่ตอนนี้มันเหลือแค่ร่างวิญญาณ ฟางเช่อก็ไม่กลัวแล้ว

ถึงพลังของมันจะยังประมาทไม่ได้ แต่ฟางเช่อก็มั่นใจว่าปราบมันได้อยู่หมัด

และก็เป็นไปตามคาด แค่ใช้แรงกดดันทางวิญญาณ ก็ทำเอาเจ้าตัวเล็กนี่หมอบราบคาบแก้วยอมจำนนทันที

"ไม่ต้องกลัว ข้ามาคราวนี้ เพื่อมาขอให้เจ้าช่วย"

ฟางเช่อส่งคลื่นวิญญาณสื่อสารออกไป

ผ่านไปพักใหญ่ มังกรวารีเขาทองถึงได้สงบสติอารมณ์ลงได้บ้าง แม้จะยังมีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ แต่ก็ควบคุมตัวเองได้แล้ว

ครู่ต่อมา...

ฟางเช่อก็กระโจนลงไปในบึง

มังกรวารีเขาทองกลายร่างเป็นสีขาวบริสุทธิ์ราวกับมีตัวตน ว่ายนำทางอยู่เบื้องหน้า

พวกเขาดำลงไปในถ้ำใต้น้ำอย่างราบรื่น

...

ในขณะที่ฟางเช่อกำลังเข้าไปในถ้ำ...

อีกด้านหนึ่ง คนของตระกูลซูก็เดินทางมาถึงฝั่งตรงข้ามอย่างทุลักทุเลเช่นกัน

ตอนที่ออกเดินทาง ตระกูลซูมากันทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบสี่คน

แต่พอมาถึงที่นี่... เหลือแค่เก้าสิบหกคนเท่านั้น

"ยี่สิบแปดชีวิต ต้องมาทิ้งร่างไว้ในป่าบ้านี่"

ซูอวิ๋นเหอ ผู้นำตระกูลหน้าเครียด

"ไม่นึกเลยว่าป่าแห่งนี้จะอันตรายถึงเพียงนี้ สัตว์มีพิษเยอะสมคำร่ำลือจริงๆ"

"แต่ในที่สุดพวกเราก็มาถึงจนได้ ถือว่าคุ้มค่าแล้ว"

ซูฉางอิง ผู้อาวุโสของตระกูลเอ่ยด้วยความหวัง

"สถานที่ซ่อนสมบัติระดับนี้ ต่อให้อันตรายกว่านี้ ข้าก็ไม่แปลกใจหรอก"

ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น กลุ่มคนที่กำลังถางหญ้าตรงปากถ้ำก็ส่งเสียงร้องโหยหวนขึ้นมา

คนยี่สิบสามสิบคนลงไปนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น

บนพื้นดินปรากฏฝูงมดสีทองตัวเท่าเมล็ดถั่วเหลือง แต่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า เหยียบทีเดียวไม่ตาย

หลายตัวไต่ขึ้นไปบนตัวคน และกัดทะลุเนื้อหนังโดยไม่สนพลังปราณคุ้มกันเลยแม้แต่น้อย

เสียงหึ่งๆ ดังระงม

ฝูงมดสีทองกางปีกบินว่อนเต็มฟ้า

บนพื้นดิน ตะขาบหัวทองโผล่ขึ้นมาเป็นพรวน

ฟ่อๆๆ... ฝูงงูพิษเลื้อยออกมาให้เห็นตัว

ฟิ้วๆๆ...

งูพิษพุ่งลงมาจากต้นไม้ใหญ่รอบๆ ราวกับห่าธนู

แมลงมีพิษนับไม่ถ้วนบินว่อนจนบดบังท้องฟ้า

"เร็วเข้า! ผงไล่พิษ!"

ซูอวิ๋นเหอตะโกนอย่างตื่นตระหนก

หลังจากชุลมุนวุ่นวายกันพักใหญ่

คนตระกูลซูก็สาดผงไล่พิษจนหนาเตอะไปทั่วพื้น ซากแมลงมีพิษร่วงหล่นกองทับถมกันหนาเตอะ

งูนับไม่ถ้วนถูกฟันขาดท่อน ดิ้นกระแด่วๆ อยู่บนพื้น

กว่าวิกฤตครั้งนี้จะผ่านพ้นไป...

ตระกูลซูต้องสูญเสียคนไปถึงหกสิบหกคน!

จากหนึ่งร้อยยี่สิบสี่คน เหลือเพียงสามสิบคนเท่านั้น แถมเพิ่งจะเจอแค่ปากถ้ำด้วยซ้ำ

แถมปากถ้ำยังปิดตายอยู่อีก

—— หลังบานประตูหินหนาทึบ มังกรวารีเขาทองกำลังแผ่คลื่นวิญญาณ สั่งการให้แมลงมีพิษด้านนอกโจมตีอย่างบ้าคลั่ง

...

"ทำไมสัตว์มีพิษมันถึงได้เยอะแยะขนาดนี้วะ!" ซูอวิ๋นเหอทั้งโกรธทั้งกลัว

"นี่มันจอมราชันย์กระบี่บ้าบออะไรกัน? วางกับดักอำมหิตขนาดนี้ ยังกล้าเรียกตัวเองว่าราชันย์อีกรึ?"

"แต่พวกเราก็หาเจอแล้วนี่!" ซูฉางอิงตาวาว

"แค่เปิดประตูบานนี้ ความหวังที่จะผงาดขึ้นของตระกูลซูเราก็อยู่แค่เอื้อมแล้ว ต่อให้ต้องเลื่อนขั้นเป็นตระกูลระดับเจ็ด ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้"

"เพื่อสิ่งนี้ ต่อให้ต้องสูญเสียมากกว่านี้ ก็ยอมแลก!"

"เตรียมพังประตู!"

ซูเยว่หลบอยู่หลังองครักษ์ยุทธ์หลายคน หน้าซีดเผือด

แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด—— เบื้องหน้าเขาคือกองกระดูกขาวโพลน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนในครอบครัวของเขาทั้งนั้น!

ในฐานะคุณชายรองที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม เขาเคยเห็นคนตายเยอะขนาดนี้ที่ไหนกัน? คนที่เพิ่งจะหัวเราะพูดคุยกันเมื่อครู่ ตอนนี้กลับกลายเป็นศพนอนแข็งทื่ออยู่ข้างๆ ซะแล้ว!

ไม่รู้ทำไม...

ในยามคับขันเช่นนี้ จู่ๆ เขาก็นึกถึงประโยคหนึ่งที่ฟางเช่อพูดตอนก่อนจากกัน

"นี่เป็นเพียงการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้น้อยมีต่อการดูแลของพี่ซูตลอดหลายปีที่ผ่านมา"

รอยยิ้มที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มนั้น...

จบบทที่ ตอนที่ 4 ยอดเขาร้อยพิษ

คัดลอกลิงก์แล้ว