- หน้าแรก
- การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง
- 068 ประสบการณ์ชีวิต
068 ประสบการณ์ชีวิต
068 ประสบการณ์ชีวิต
“ไม่นึกเลยว่าจะมีคนมาติดต่อฟลาต้าจริงๆ...”
โคลอิกซ์อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่นึกรังเกียจที่ต้องออกมาทำกิจกรรมตอนกลางคืนร่วมกับดันเต้และโคนีเลีย แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าตรรกะของดันเต้มันดูพิลึกพิลั่นเกินไปหน่อย
ดันเต้เอ่ยขึ้น
“สายฟาร์มป่าที่ยอดเยี่ยมมักจะไปดักซุ่มในจุดที่ศัตรูคาดไม่ถึงเสมอแหละ”
โคลอิกซ์ถามด้วยความสงสัย
“นี่นายมั่นใจตั้งแต่แรกแล้วเหรอว่าเธอจะปรากฏตัว?”
ดันเต้ตอบหน้าตาย
“ไม่รู้สิ แค่ประสบการณ์ชีวิตของผมมันบอกว่าควรมาดักซุ่มดูสักหน่อย ถ้าดักแล้วไม่เจออะไรก็ไม่ขาดทุน แต่ถ้าดักเจอก็ถือว่าได้กำไรเน้นๆ ไงล่ะ”
“???”
โคลอิกซ์ถึงกับไปไม่เป็น
ในจังหวะนั้นเอง แมวดำตัวน้อยก็กระโดดขึ้นมาคลอเคลียที่เท้าของดันเต้อย่างคล่องแคล่ว
อาจารย์แมวรายงานว่า
“สุดท้ายฟลาต้าก็โยนการ์ดใบนั้นลงแม่น้ำไปแล้วเมี๊ยว”
“หือ? เจ้าหนุ่มนั่นเริ่มฉลาดขึ้นแล้วแฮะ ทางสว่างอยู่ไม่ไกลแล้ว”
ดันเต้พึมพำ
อาจารย์แมวสวนกลับทันควัน
“โดนแกจัดหนักไปขนาดนั้น ใครจะกล้ากลับมาหาเรื่องตายอีกเมี๊ยว”
“นี่เขาเรียกว่าการใช้คุณธรรมสยบผู้คน เพื่อขัดเกลาจิตใจของพวกคุณชายเสเพลต่างหาก”
ดันเต้แก้ตัว
“ถุย! ไปไกลๆ เลยเมี๊ยว!”
อาจารย์แมวบ่น
นี่คือข้อตกลงระหว่างดันเต้กับอาจารย์แมว เขาตกลงว่าจะพาอาจารย์แมวไปแบกให้ผ่านโลกเงาสักรอบหนึ่ง โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคืออาจารย์แมวต้องช่วยเขาสะกดรอยตามฟลาต้า
ดังนั้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา อาจารย์แมวจึงซ่อนตัวอยู่ในเงาของฟลาต้ามาตลอด และใช้เวทมนตร์ส่งข้อมูลมาบอกดันเต้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังเลิกเรียนในทุกๆ วัน ดันเต้ถึงได้พาโคนีเลียและโคลอิกซ์มาดักซุ่มอยู่ใกล้ๆ กับตำแหน่งที่ฟลาต้าอยู่ได้อย่างแม่นยำ
“แล้วเราจะทำยังไงกันต่อดี?”
โคลอิกซ์ถาม
“ก็ไปขัดเกลาจิตใจเธอไง และหน้าที่นี้ก็ต้องพึ่งคนที่จิตใจดีที่สุดในทีมเราอย่างนายแล้วล่ะ”
ดันเต้ตบไหล่โคลอิกซ์เบาๆ
จากนั้นทั้งสองก็เดินลงบันไดไปพร้อมกัน เนื่องจากพวกเขาเป็นพวกตัวบาง ไม่สามารถกระโดดลงไปเท่ๆ แบบโคนีเลียได้ แม้ว่าเขาจะให้โคลอิกซ์ใช้เวทมนตร์ลมโชว์สกิลเทพพาลงไปก็ได้ แต่ดันเต้รู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ เดินลงบันไดตามปกติแบบคนทั่วไปน่าจะดีกว่า
เมื่อทั้งสามคนและแมวหนึ่งตัวมาสมทบกันอีกครั้ง โคนีเลียก็ได้ทำตามแผนโดยการนำ เหยื่อ มาไว้ที่ห้องใต้ดินของบ้านเช่าหลังหนึ่งที่ดันเต้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
ห้องใต้ดินแห่งนี้ดันเต้ได้ทำการตกแต่งและเสริมความแข็งแรงไว้แบบเรียบง่าย และเมื่อดันเต้มาถึง เขาก็ไม่ลืมที่จะใช้เวทมนตร์ปิดกั้นเสียงที่ยืมมาจากมีอาด้วย
......
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ ในที่สุดหญิงสาวก็เริ่มได้สติคืนมา เมื่อเธอลืมตาอันหนักอึ้งขึ้น ก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ข้อมือทั้งสองข้างของเธอถูกล็อกไว้ด้วยกุญแจมือ และในช่วงที่เธอสลบไป เธอต้องถูกฉีดยาอะไรบางอย่างเข้าไปแน่ๆ เพราะตอนนี้เธอรู้สึกหัวสมองมึนงงและไม่มีเรี่ยวแรงเลยสักนิด
แถมที่แผ่นหลังยังมีรอยฟกช้ำขนาดใหญ่ ความรู้สึกเจ็บจี๊ดจากการถูกฟาดจนสลบก่อนหน้านี้ยังคงทำให้เธอรู้สึกทรมานจนแทบทนไม่ไหว เธอพยายามเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นโต๊ะทรงสี่เหลี่ยมวางอยู่ตรงหน้า โดยมีผู้ชายสองคนนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวนั้น
บนกำแพงด้านหลังของพวกเขามีข้อความตัวเบ้อเริ่มแปะอยู่ว่า
สารภาพลดโทษ กัดฟันสู้รับโทษหนัก
ดันเต้นั่งพิงพนักเก้าอี้ ในมือถือถ้วยชาพลางเป่าไล่ความร้อนจากไอน้ำเป็นระยะ ส่วนโคลอิกซ์ที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังถือปากกาเตรียมจดบันทึก ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ว่าหญิงสาวฟื้นแล้ว แสงไฟสปอร์ตไลท์ดวงจ้าจึงถูกส่องไปที่หน้าของเธอทันที จนเธอต้องหลับตาลงโดยสัญชาตญาณเพื่อหลบเลี่ยงแสงที่ทิ่มแทงตา
“พวก...พวกแก...”
“รู้ไหมว่าทำไมเธอถึงได้มาอยู่ที่นี่?”
ดันเต้วางถ้วยชาลง สายตาจับจ้องไปที่เธอพลางถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“พวกแกทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย! ฉันก็มีสิทธิมนุษยชนนะ!”
หญิงสาวตะโกนด้วยเสียงสั่นเครือ แต่ก็ยังพยายามทำตัวให้ดูเข้มแข็งเหมือนเป็นพลเมืองดีที่ถูกรังแก
“ตอแหลต่อไปสิ”
ดันเต้ตบการ์ดใบหนึ่งลงบนโต๊ะดังปัง
“หลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ แกที่เป็นสมาชิกลัทธิคืนชีพ ยังจะกล้ามาพล่ามเรื่องสิทธิมนุษยชนกับผมอีกงั้นเหรอ?”
การ์ดใบนี้ก็คือใบที่หญิงสาวมอบให้ฟลาต้า แล้วถูกฟลาต้าโยนทิ้งไปนั่นเอง ซึ่งสุดท้ายอาจารย์แมวก็เป็นคนแอบไปเก็บมันกลับมา
“นั่นมันก็ไม่ใช่หน้าที่ของพวกแกที่จะมาทำตัวเป็นศาลเตี้ยกับฉัน!”
ดันเต้เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยขณะมองดูเธอ
“พูดเรื่องอะไรของเธอน่ะ? หญิงสาวบังเอิญพลัดตกน้ำเสียชีวิต ต่อมาพบว่าเป็นสมาชิกของลัทธิคืนชีพ...พาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์วันมะรืนจะเขียนแบบนี้แหละ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ดันเต้พูด หญิงสาวก็เริ่มรู้สึกขนลุกซู่ ใบหน้าเริ่มซีดเผือดลงเรื่อยๆ เธอเชื่อสนิทใจเลยว่าคนอย่างดันเต้สามารถทำเรื่องแบบนั้นได้จริงๆ แต่พอลองคิดดูดีๆ เธอถูกดันเต้จับตัวมาได้ยังไงกัน? ทุกอย่างมันดูผิดปกติไปหมด ทั้งที่เธอเป็นฝ่ายแอบซุ่มอยู่ในมุมมืดแท้ๆ แต่ดันเต้กลับรู้ทันไปเสียทุกอย่าง
หรือว่า...ในใจของเธอเริ่มมีความคิดที่น่ากลัวผุดขึ้นมา แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะคิดต่อ มันเหมือนกับขุมนรกที่เธอไม่อาจหยั่งถึง ยิ่งพยายามเข้าไปแตะต้องมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแต่จะพินาศย่อยยับมากขึ้นเท่านั้น!
ตอนนี้ในใจของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเสียใจอย่างยิ่ง เธอไม่น่าไปหาเรื่องไอ้หมอนี่เลยจริงๆ ตอนนี้ต่อให้เธอติดปีกบินก็คงหนีไม่พ้นแล้ว
ดันเต้จิบชาอีกอึกหนึ่ง เขาคะเนว่าสมาชิกลัทธิคืนชีพคนนี้น่าจะเข้าใจความรุนแรงของสถานการณ์แล้ว เขาจึงโน้มตัวไปข้างหน้า เท้าแขนลงบนโต๊ะ และใช้นิ้วเคาะโต๊ะเพื่อดึงดูดความสนใจของเธอ
“ผมหวังว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว เธอจะให้ความร่วมมือหน่อยได้ไหม?”
“ถ้าเธอยอมพูดตอนนี้ ผมก็จะฟังตอนนี้ และจะไม่ทำให้เธอต้องลำบาก แต่ถ้าเธอไม่พูดก็ไม่เป็นไร พวกเราทั้งสามคนมีวิธีการยังไง เธอก็น่าจะสืบมาดีแล้วนี่”
เมื่อพูดจบ ดันเต้ก็เรียกกวีผู้เสื่อมสลายออกมา แล้วตบไหล่โคลอิกซ์ที่อยู่ข้างๆ
“ไม่มีทางที่ฉันจะทรยศลัทธิหรอก!”
หญิงสาวกัดฟันพูด
ใบหน้าของเธอขาวซีด หลับตาแน่น ร่างกายสั่นเทา เพราะถึงแม้จะยอมทรยศลัทธิเพื่อเอาชีวิตรอด แต่สิ่งที่รอเธออยู่ก็อาจจะเป็นจุดจบที่สยดสยองยิ่งกว่าความตาย! อีกอย่าง เธอไม่เชื่อหรอกว่าดันเต้จะยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ หลังจากได้ข้อมูลแล้ว
“โคนีเลีย!”
ดันเต้ส่ายหัวอย่างระอา
โคนีเลียพยักหน้าอย่างรู้ใจ เธอคว้าคางของหญิงสาวไว้ แล้วเอาผ้าขนหนูม้วนกลมๆ ยัดเข้าไปในปากของเธอ
“โคลอิกซ์ เริ่มจากเวทมนตร์น้ำแข็ง แล้วต่อด้วยเวทมนตร์ไฟ ถ้าถึงตอนนั้นเธอยังไม่ยอมพูด ก็จัดเวทมนตร์ลมต่อได้เลย”
ท่ามกลางสายตาอันตื่นตระหนกของหญิงสาว โคลอิกซ์เดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน จากนั้นเขาก็เล็งไม้เท้าไปที่เธอ
นี่คือไม้เท้าสยองขวัญที่ดันเต้สร้างให้กับโคลอิกซ์ ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับค้อนศึกสยองขวัญของโคนีเลีย ถึงแม้จะไม่มีโบนัสพลังโจมตีใดๆ แต่ความพิเศษของมันคือสามารถทำให้ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า!
ดวงตาของหญิงสาวเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
“อื้อๆ!”
เธอพยายามจะร้องขอชีวิตแต่ก็ส่งเสียงออกมาไม่ได้
ในห้องใต้ดินเต็มไปด้วยไอเย็นของน้ำแข็ง และในวินาทีต่อมาก็มีเปลวไฟลุกโชน พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส
เริ่มจากนรกเยือกแข็ง ตามด้วยนรกกระทะทองแดง ทุกครั้งที่เธอทำท่าจะสลบไป เธอก็จะถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดที่รุนแรงจนแทบจะทำให้เส้นประสาทขาดผึง
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เธอรู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอไม่ได้มีความเสียหายหรือบุบสลายไปเลยแม้แต่น้อย แม้แต่รอยฟกช้ำที่มีอยู่เดิมก็ยังถูกรักษาจนหายสนิท ดูเหมือนว่าความเจ็บปวดนี้จะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่ามานาของโคลอิกซ์จะหมดลง
“แบบนี้พอได้หรือยัง?”
โคลอิกซ์รักษาเธอตามคำสั่งของดันเต้เสร็จแล้วก็หันมาถาม
“วิเศษมาก พอนึกถึงว่าสถาบันนี้เกือบจะฝังกลบพรสวรรค์ของนายไปแล้ว ผมก็รู้สึกเสียดายแทนจริงๆ”
ดันเต้ชื่นชมในผลลัพธ์การรักษาของโคลอิกซ์อย่างไม่ขาดปาก
มีเพื่อนร่วมทีมแบบนี้ เขาจะยังต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีก