- หน้าแรก
- การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง
- 067 สามแสบตัวตึงแห่งเมืองหลวง
067 สามแสบตัวตึงแห่งเมืองหลวง
067 สามแสบตัวตึงแห่งเมืองหลวง
“มันไม่มีการ์ดที่เอฟเฟกต์ไร้เหตุผลอย่าง ความเจ็บปวดลุกลาม อะไรนั่นหรอกครับ ของพรรค์นั้นต้องใช้วัตถุดิบสายเวลาในตำนานถึงจะสร้างขึ้นมาได้”
ดันเต้แบมือยักไหล่พลางอธิบายด้วยท่าทางจนใจ
“และต่อให้หาวัตถุดิบมาได้จริงๆ ผมก็ไม่มีปัญญาทำมันออกมาหรอกครับ ความจริงผมไม่ได้ใช้การ์ดเวทมนตร์เจ็บใจโจมตีด้วยซ้ำ แม้แต่ตุ๊กตาต้องสาป รอบนี้ผมก็ไม่ได้พกเข้าไป”
“ฟลาต้าเขาโง่เองที่ดันไปใช้ปิดกั้นความรู้สึกเจ็บปวด ก็เลยแยกไม่ออกว่าผมได้ลงมือสร้างความเจ็บปวดให้เขาจริงๆ หรือเปล่า”
พอได้ยินคำอธิบายของดันเต้ หลายคนก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก และเริ่มเข้าใจถึงความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ต่อให้ฝีมือการสร้างการ์ดของดันเต้จะเทพแค่ไหน แต่การสร้างการ์ดระดับมหากาพย์สีส้มในระดับเดียวกันถึงสองใบภายในอาทิตย์เดียวนั้นมันดูเว่อร์เกินจริงไปหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น เอฟเฟกต์ของความเจ็บปวดลุกลามยังน่ากลัวเกินไป หากจะบอกว่าเป็นระดับตำนานก็ยังได้เลย
ทว่าฟลาต้าที่สภาพจิตใจพังทลายไปแล้วกลับไม่เฉลียวใจเลยสักนิดว่าเขากำลังโดนดันเต้ใช้การ์ดปลอมต้มตุ๋นเข้าให้ ตอนนี้ฟลาต้ายังคงหลบมุมสั่นประสาทอยู่ในโลกเงา โดนผู้ชมทุกคนรุมประจานผ่านหน้าจอประหนึ่งการประหารชีวิตในที่สาธารณะ
ดูจากสภาพแล้ว เขาคงไม่กล้าโผล่หัวออกมาแน่ๆ อย่างน้อยก็คงต้องรอจนถึงเที่ยงคืน แต่การออกมาตอนเที่ยงคืนนี่ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ ต่อให้จะแอบอยู่ในหุบเขามายาสักสองสามวันแล้วค่อยออกมาก็ใช่ว่าจะปลอดภัย เกิดดันเต้เป็นพวกดักรอจังหวะนรกขึ้นมาจะทำยังไง?
ในที่สุดฟลาต้าก็ร้องไห้ออกมาด้วยความสิ้นหวัง โคลอิกซ์มองดูสภาพของฟลาต้าบนจอภาพผลึกเวทมนตร์ แล้วก็ไม่รู้จะคอมเมนต์ยังไงดี
โคลอิกซ์: “สรุปคือ ต่อให้ฟลาต้าออกมา เขาก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยเหรอ?”
ดันเต้: “ก็ใช่น่ะสิ ผมบอกเขาไปตั้งนานแล้วว่าผมจะไม่ทำร้ายเขา เขาดันมองคนดีอย่างผมในแง่ร้ายเอง ช่วยไม่ได้จริงๆ”
อาจารย์แมวที่ได้ยินถึงกับมุมปากกระตุก
“ไอ้เจ้าดันเต้เอ๋ย หัดทำตัวเป็นคนปกติบ้างเถอะเมี๊ยว”
ดันเต้: “นี่ผมก็ทำตัวเป็นคนดีสุดๆ แล้วนะ ลองเปลี่ยนเป็นพวกโจรชั่วดูสิ ป่านนี้ฟลาต้าคงได้อวัยวะหายไปบ้างแล้วแหละ”
อาจารย์แมว: “...”
โคนีเลีย: “ข้าว!”
โคลอิกซ์ & ดันเต้: “โอเค”
อาจารย์แมว: “??? พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกันน่ะเมี๊ยว?”
โคลอิกซ์: “พวกเรากะว่าจะไปเดินเล่นในเมืองหลวงสักหน่อย แล้วตอนเย็นค่อยไปกินข้าวด้วยกันน่ะ”
อาจารย์แมว: “ข้าไปด้วยเมี๊ยว!”
ดันเต้: “โคนีเลียเลี้ยงนะ แกต้องขอบคุณเธอให้มากๆ ล่ะ อย่างน้อยก็ยอมให้เธอจับตัวนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี”
อาจารย์แมว: “ข้านึกขึ้นได้ว่าตอนบ่ายมีธุระเมี๊ยว...”
ทว่ายังไม่ทันจะได้ชิ่ง ดันเต้ก็คว้าหลังคอคีบมันขึ้นมาเสียก่อน
“มาเถอะน่า จะเกรงใจไปทำไมกัน”
“เมี๊ยวๆๆ!!”
และแล้ว กิจกรรมสร้างสัมพันธ์ในทีมของทีมจิตใจอันงดงามครั้งที่สองก็ได้เริ่มขึ้น ครั้งก่อนหลังจากกลับมาจากโรงเรียนปีศาจ งานเลี้ยงฉลองมีแค่ดันเต้กับโคนีเลีย บรรยากาศเลยไม่คึกคักเท่าห้องคหกรรมในโรงเรียนปีศาจเท่าไหร่
แต่ครั้งนี้ต่างออกไป จำนวนสมาชิกที่เป็นคนและไม่ค่อยเหมือนคนเริ่มเยอะขึ้นแล้ว สุดท้ายอาจารย์แมวก็ต้องยอมจำนน ปล่อยให้โคนีเลียอุ้มมันไว้ในท่าที่นิ่งสงบที่สุด แม้แต่โคนีเลียที่มักจะทำหน้าตายอยู่ตลอดเวลา ก็ยังเผยรอยยิ้มที่มาจากใจออกมา
ตัดกลับไปที่สนามประลองมายา
จนกระทั่งมืดค่ำ ฟลาต้าก็ยังไม่กล้าออกมา สุดท้ายเจ้าหน้าที่เทคนิคของวิทยาลัยเล่นแร่แปรธาตุต้องเปิดประชุมด่วน และใช้สิทธิ์ของผู้ดูแลระบบบังคับเคลื่อนย้ายฟลาต้าออกมา
ทันทีที่ฟลาต้าโผล่ออกมา เขาก็เอามือกุมหัวแล้วกรีดร้องเสียงหลง แต่ความเจ็บปวดที่เขาคิดว่าจะฆ่าเขาให้ตายกลับไม่ปรากฏขึ้นเสียที เขายืนอึ้งอยู่กับที่ราวกับเครื่องค้าง สติสตังยังไม่กลับคืนมาดี
เขาถามด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“ผะ...ผม ทำไมผมไม่เป็นอะไรเลย?”
อาจารย์จากวิทยาลัยเล่นแร่แปรธาตุตอบกลับมาว่า
“นายโดนดันเต้หลอกแล้วล่ะ การ์ดความเจ็บปวดลุกลามนั่นน่ะมันเป็นของปลอม”
ฟลาต้านิ่งเงียบไปนานแสนนาน เขาทั้งร้องไห้และหัวเราะในเวลาเดียวกัน จากนั้นด้วยความโกรธแค้นที่อัดอั้นจนจุกอก ทำให้เขาถึงกับหน้ามืดเป็นลมล้มพับไป
...
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
ณ ถนนในเมืองหลวง ยามดึกสงัด
แสงจันทร์มักจะถูกเมฆดำที่ลอยผ่านบดบังเป็นพักๆ เงาใต้แสงไฟดูมืดมิดผิดปกติ ตอนนี้บนท้องถนนแทบจะไม่มีผู้คนสัญจรผ่านเลย
ฟลาต้าเดินไปตามทางอย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมาย จากคนที่เคยพิถีพิถันเรื่องการแต่งกายอยู่เสมอ ตอนนี้เขากลับสวมเสื้อนอกลุ่ยๆ ปล่อยให้ปกเสื้อยับย่นไม่เป็นทรง เขาดูเหมือนคนเมา หัวตก ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปหมด ฟลาต้าขาดเรียนมาเป็นอาทิตย์แล้ว เขาไม่อยากกลับไปที่สถาบัน และไม่รู้ว่าการเรียนต่อไปมันจะมีประโยชน์อะไร
เนื่องจากตอนนี้เขาได้กลายเป็นตัวตลกของทุกคนไปแล้ว
“หึๆ~”
ทันใดนั้น ร่างที่ดูราวกับภูตผีก็ไม่รู้ว่าโผล่มาเดินข้างเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะใสเหมือนกระดิ่งเงินที่ข้างหู
“อยากจะเหยียบดันเต้ไว้ใต้แทบเท้าไหมล่ะ?”
เสียงของผู้หญิงคนนั้นมีพลังดึงดูดที่ล่อลวงใจคนได้ราวกับมนต์สะกด เหมือนกับดอกฝิ่นที่ทำให้คนลุ่มหลงได้ง่ายๆ
พอได้ยินสิ่งที่เธอพูด ร่างกายของฟลาต้าก็พลันแข็งทื่อขึ้นมาทันที เขาส่งสายตาที่หม่นหมองไร้ประกายมองไปที่ผู้หญิงคนนั้นแต่ไม่ได้ตอบอะไร
“ข้าเชื่อว่าเจ้าคงเข้าใจแล้ว ว่าถ้าจะจัดการกับเขา วิธีธรรมดาๆ มันใช้ไม่ได้ผลหรอก และพวกเรา สามารถมอบพลังที่จะต่อกรกับเขาให้เจ้าได้ มีเพียงความมืดเท่านั้นที่จะต่อต้านความมืดได้”
ผู้หญิงคนนั้นวนเวียนอยู่รอบตัวฟลาต้าเหมือนเงา ก่อนจะแอบยัดการ์ดใบหนึ่งลงในกระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกของเขาอย่างเบามือ
จากนั้นเธอก็ใช้มือทั้งสองข้างกดไหล่ของเขาไว้ แล้วกระซิบที่ข้างหูว่า
“ฟลาต้า ถ้าเจ้าคิดตกเมื่อไหร่ ก็มาหาพวกเราได้ทุกเมื่อนะ”
หลังจากนั้น ร่างนั้นก็สลายหายไปในถนนราวกับกลุ่มหมอกสีดำที่ถูกลมพัด พร้อมกับเสียงหัวเราะจางๆ ที่ทิ้งไว้ ทิ้งให้ฟลาต้ายืนอึ้งอยู่ตรงนั้นเพียงคนเดียว
...
เมื่อผู้หญิงคนนั้นปรากฏตัวอีกครั้ง เธออยู่ที่ตรอกเล็กๆ อีกฝั่งของถนน
“เป็นหมากที่ใช้ได้เลยทีเดียว มีเขาอยู่ เราก็สามารถเริ่มกัดกินดันเต้ไปทีละก้าวได้แล้ว”
เธอกระซิบพึมพำพลางคลายเวทพรางตัวที่ห่อหุ้มด้วยเงาออก
เธอกลายร่างเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยดูอ่อนหวานในชุดกระโปรงสีลินิน นี่คือรูปลักษณ์ดั้งเดิมของเธอ และเป็นรูปลักษณ์ปกติที่เธอใช้ซ่อนตัวอยู่ในเมืองหลวง ไม่มีทางที่ใครจะจินตนาการออกเลยว่าเธอคือสาวกลัทธิชั่วร้ายที่มีพลังกล้าแกร่ง
“ดันเต้ เจ้าถูกกำหนดมาให้ต้องเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของพวกเรา...”
มุมปากของเธออดไม่ได้ที่จะยกโค้งขึ้นอย่างรื่นรมย์
ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะเดินออกจากตรอกเพื่อกลับบ้าน เธอก็สัมผัสได้ถึงเสียงของอากาศที่ถูกแหวกผ่านด้วยความเร็วสูง
ตุ้บ!
ยังไม่ทันที่สมองจะทันได้วิเคราะห์ความผิดปกติ แรงกระแทกหนักหน่วงจากที่ไหนสักแห่งก็ทำให้เธอหมดสติล้มคว่ำไปทันที ฝูงอีกาตกใจบินหนีจากเสียงที่เกิดขึ้นกะทันหัน พร้อมกับความมืดที่ดูจะเข้มข้นขึ้นอีกระดับ
ในตรอกเริ่มมีหมอกดำปกคลุม ราวกับกลายเป็นทางเข้าสู่ขุมนรก เด็กสาวผมแดงกระโดดลงมาจากที่สูง แล้วหยิบค้อนที่เพิ่งขว้างออกไปขึ้นมา จากนั้นเธอก็หยิบถุงผ้ากระสอบสีดำขึ้นมาคลุมหัวของผู้หญิงคนนั้น แล้วใช้เชือกมัดไว้ที่คออย่างแน่นหนา เสร็จแล้วเธอก็ลากขาทั้งสองข้างของผู้หญิงคนนั้นมุ่งหน้าลึกเข้าไปในตรอก
“หึๆ”
ดันเต้ยืนอยู่บนยอดอาคารข้างตรอก ก้มลงมองภาพบนพื้นพลางส่ายหัวเยาะเย้ย
แสงจันทร์สาดส่องลงมาที่ข้างหลังของเขา ทำให้เงาพาดทับใบหน้าได้อย่างพอดิบพอดี มีเพียงดวงตาทั้งสองข้างเท่านั้นที่ฉายประกายชัดเจน โคลอิกซ์ที่อยู่ข้างกายเขาก็คลายเวทพรางตัวออกเช่นกัน พวกเขาทั้งสองคนรวมถึงกวีผู้เสื่อมสลาย ต่างก็ปรากฏตัวออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน
“ผมสงสัยอยู่แล้วว่าต้องมีพวกหัวหมอมาคอยล่อลวงเด็กหนุ่มที่กำลังใจแตกสลายแน่ๆ และแล้วเราก็สามารถจับได้คาหนังคาเขาเลยเห็นไหมล่ะ”