- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรบ้าอะไร ข้านั่งกดเกมสบายๆ ก็กลายเป็นเซียน
- บทที่ 2 - เจียงหลิงซู่
บทที่ 2 - เจียงหลิงซู่
บทที่ 2 - เจียงหลิงซู่
ศิษย์ใหม่หลายคนที่อยู่ด้านล่างต่างเปลี่ยนสายตาที่ใช้มองคังฝูลู่ไปในทันที
บางคนก็ชื่นชม บางคนก็อิจฉา หรือไม่ก็รู้สึกขบขัน
คังฝูลู่กล่าวต่อไปว่า "ข้อมูลเกี่ยวกับยอดเขาทั้งห้าแห่งสำนักแสงเทวะได้ถูกส่งต่อให้พวกเจ้าได้รับรู้กันหมดแล้ว
นับตั้งแต่บัดนี้ ผู้ที่ได้คะแนนประเมินระดับโทและระดับตรีจะได้เริ่มเลือกยอดเขาที่จะเข้าร่วม"
ผลการประเมินแบ่งออกเป็นสามระดับคือ เอก โท และตรี
ระดับเอกคือคะแนนดีที่สุด ระดับโทรองลงมา และระดับตรีคือแย่ที่สุด
ดังนั้นผู้ที่ได้ระดับโทและตรีจึงต้องเป็นฝ่ายเลือกยอดเขาที่จะเข้าร่วมก่อน
ผู้ที่ได้ระดับโทจะได้เป็นศิษย์สายใน ส่วนผู้ที่ได้ระดับตรีจะเป็นเพียงศิษย์ใช้แรงงาน
มีเพียงผู้ที่ได้ระดับเอกเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์กลายเป็นศิษย์สืบทอด!
ส่วนผู้ที่ได้ระดับเอกนั้น แต่ละคนล้วนเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะและจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่
จุดประสงค์หลักที่บรรดาศิษย์พี่ใหญ่ของแต่ละยอดเขาเดินทางมาที่นี่ ก็เพื่อมาทำความรู้จักและเชิญชวนศิษย์ใหม่ที่ได้ระดับเอกเหล่านั้นให้ไปเข้าร่วมยอดเขาของตนนั่นเอง
"ศิษย์พี่คังช่างสง่าผ่าเผยยิ่งนัก หากเข้ายอดเขาห้าแสงรับรองว่าไม่มีทางขาดทุนแน่นอน!"
"ข้าขอเลือกเข้ายอดเขาหมื่นวิถีดีกว่า บนเส้นทางบำเพ็ญเพียร เคล็ดวิชาคือสิ่งสำคัญที่สุด!"
"ความฝันของข้าคือการเป็นแพทย์โอสถ มีเพียงแพทย์โอสถเท่านั้นที่จะช่วยกอบกู้แคว้นซางได้ ข้าจะเข้ายอดเขาโอสถเทวะ!"
"ยอดเขาศึกสงครามเหมาะกับคนอย่างข้าที่สุด!"
"น่าเสียดายที่ยอดเขาเจ็ดสีไม่รับศิษย์ทั่วไปกับศิษย์ใช้แรงงาน ไม่อย่างนั้นข้าต้องเลือกยอดเขาเจ็ดสีแน่ ได้ยินมาว่าบนนั้นมีศิษย์พี่อยู่แค่คนเดียว
ถ้าข้าได้เข้าร่วม ข้าก็จะเป็นศิษย์คนที่สอง ทรัพยากรจะต้องมีเหลือเฟือแน่นอน"
เวลาผ่านไปไม่นานนัก พวกที่ได้ระดับโทและตรีต่างก็เลือกยอดเขาที่ตนเองต้องการเข้าร่วมจนเสร็จสิ้น
ในจำนวนนั้นมีผู้เลือกเข้ายอดเขาห้าแสงมากที่สุด หากไม่นับยอดเขาเจ็ดสี ยอดเขาโอสถเทวะถือว่ามีคนเลือกน้อยที่สุด เพราะใช่ว่าทุกคนจะสามารถเป็นแพทย์โอสถได้ หากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปหลายสิบปีโดยไร้ความก้าวหน้าก็อาจถูกขับไล่ออกจากสำนัก สู้เอาเวลาไปตั้งใจบำเพ็ญเพียรยังจะดีกว่า
ทุกคนต่างเลือกยอดเขาของตนเองเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเจ็ดคนสุดท้ายที่ได้รับการประเมินระดับเอก เป็นชายสี่คนและหญิงสามคน
"ศิษย์น้องทุกท่าน เจ็ดคนนี้พวกเราจะเลือกกันอย่างไรดี" คังฝูลู่เอ่ยถาม สายตาของเขาจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มในชุดดำคนหนึ่งไม่วางตา นั่นคือเป้าหมายที่เขาถูกใจที่สุด
คนอื่นๆ คล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้จึงไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
ทันใดนั้นจูกัดมั่วศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาโอสถเทวะก็พูดขึ้นมาว่า "ก่อนมาที่นี่ท่านอาจารย์สั่งไว้ว่า ครั้งนี้ให้ยอดเขาเจ็ดสีเป็นฝ่ายเลือกก่อน"
เมื่อได้ยินประโยคนี้คังฝูลู่ก็ถึงกับถอนหายใจ
เดิมทีเขาตั้งใจจะปิดบังข้อมูลข้อนี้ไว้ เพราะมันไม่ใช่ประกาศที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
เขากลัวว่าฉีหยวนจะเลือกคนที่เขาหมายตาเอาไว้
ท้ายที่สุดแล้วยอดเขาเจ็ดสีก็มีศิษย์เพียงแค่คนเดียว ซึ่งถือเป็นจุดดึงดูดใจที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับคนอื่นๆ
หากไปยอดเขาอื่นจะต้องแข่งขันกับศิษย์อีกนับไม่ถ้วน แต่ถ้าไปยอดเขาเจ็ดสีก็จะมีคู่แข่งเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
แถมคู่แข่งเพียงคนเดียวที่ว่ายังดูพึ่งพาไม่ได้เอาเสียเลย
ศิษย์ใหม่ทั้งเจ็ดคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นต่างมองมาที่ฉีหยวนด้วยสายตาที่ร้อนแรง
บนใบหน้าของพวกเขาแทบจะเขียนคำว่า 'เลือกข้าสิ' เอาไว้เลยทีเดียว
"ศิษย์น้องฉีหยวน เชิญท่านเลือกคนได้เลย" คังฝูลู่กล่าว
เขาไม่ได้บอกข้อมูลของทั้งเจ็ดคนนี้ให้ฉีหยวนรู้ เพราะเกรงว่าหากคนที่มีพรสวรรค์สูงถูกเลือกตัวไป ยอดเขาห้าแสงของเขาจะต้องขาดทุนย่อยยับแน่
ฉีหยวนมองไปยังคนทั้งเจ็ดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ในเมื่อท่านอาจารย์สั่งให้เขามาเลือกศิษย์เพื่อเพิ่มสีสันให้ยอดเขาเจ็ดสีสักหน่อย
เขาก็ต้องเลือกคนที่เหมาะสมให้ได้
ขณะที่เขามองไปยังคนทั้งเจ็ด ข้อมูลบางอย่างก็ลอยขึ้นมาในดวงตาของเขา
คนแรกที่เขามองคือเด็กหนุ่มชุดดำผู้นั้น ซึ่งก็คืออัจฉริยะที่คังฝูลู่ให้ความสนใจมากที่สุด
เมื่อเห็นดังนั้นหัวใจของคังฝูลู่ก็กระตุกวูบ
เด็กหนุ่มชุดดำผู้นั้นครอบครองรากวิญญาณธาตุแสงที่หาได้ยากยิ่ง
รากวิญญาณชนิดนี้เหมาะสมกับยอดเขาห้าแสงมากที่สุด หากได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาแสงศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าอาจจะบรรลุขั้นสุดยอดได้เลย
ขณะที่ฉีหยวนจ้องมองเด็กหนุ่มชุดดำ ข้อมูลชุดหนึ่งก็ไหลเข้ามาในหัวของเขา
[นี่คือเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง ทว่าการเข้าร่วมสำนักแสงเทวะของเขากลับแฝงเป้าหมายที่มิอาจบอกใคร]
เป้าหมายที่มิอาจบอกใครหรือ
ฉีหยวนปัดตกชายคนนี้ในทันที
ส่วนเรื่องที่จะเอาข้อมูลนี้ไปบอกคนอื่นในสำนักแสงเทวะน่ะหรือ
ไม่มีทาง!
เมื่อสามเดือนก่อนเขาเคยเปิดโปงว่าเจ้าสำนักแสงเทวะเป็นสายลับของสำนักมารปรารถนา แต่สุดท้ายเขากลับถูกขังเดี่ยวแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
แน่นอนว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเก่งกาจของท่านอาจารย์ของเขาอย่างมาก
ในสายตาของฉีหยวน สำนักแสงเทวะมีปัญหาซ่อนอยู่ทุกซอกทุกมุม
และโลกใบนี้ก็เต็มไปด้วยปัญหาเช่นกัน
ในเมื่อทุกอย่างคือปัญหา งั้นมันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ปล่อยไปตามเวรตามกรรมเถอะ
ฉีหยวนหันไปมองเด็กสาวหน้าตาไร้เดียงสาในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อน
เด็กสาวสบตาฉีหยวนพลางกะพริบตาปริบๆ แววตาของนางคล้ายแฝงเสน่ห์ยั่วยวนเอาไว้
[นี่คือเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ทว่านางมีร่างกายพิเศษและถูกปีศาจไก่ดำเฒ่าหมายตาให้เป็นเตาหลอมมนุษย์ เกรงว่าจะนำพาความเดือดร้อนมาสู่สำนักแสงเทวะ]
คัดออก
ฉีหยวนหันไปมองคนที่เหลือ
[นี่คือเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง เขามีระยะเวลาบำเพ็ญเพียรสองปีครึ่ง ทว่าปัจจุบันกลับสูญสิ้นตบะทั้งหมด ในส่วนลึกของจิตสำนึกมีวิญญาณตกค้างหลับใหลอยู่ ก่อนมาสำนักแสงเทวะเขาเคยเป็นฝ่ายยกเลิกการหมั้นหมายกับคู่หมั้นของตนเอง]
คนที่มีแพตเทิร์นเป็นตัวเอกของเรื่องงั้นหรือ
ต้องถอยห่างให้ไกล!
จากซีรีส์ที่ฉีหยวนเคยดูก่อนทะลุมิติ กฎเหล็กคือต้องอยู่ให้ห่างจากตัวเอก
โดยปกติตัวประกอบที่ทำดีกับตัวเอกมักจะมีจุดจบที่น่าอนาถเสมอ
คนแบบนี้คบเป็นเพื่อนไม่ได้
เขาหันไปมองคนที่เหลืออีก
ผู้ชายที่มีสามขาหรือ
คัดออก!
กายบุรุษใจสตรีหรือ
โลกชางหลานยังไม่ได้อัปเดตเวอร์ชันสักหน่อย คัดออก!
ผู้ป่วยทางจิตหรือ
อันตรายเกินไป คัดออก!
ฉีหยวนปัดสามคนที่เหลือตกรอบไปจนหมด
เขาหันไปมองเด็กสาวคนสุดท้าย
[นี่คือเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง นางค่อนข้างลึกลับและดูเหมือนจะมีความคิดบางอย่างต่อเจ้าแห่งยอดเขาเจ็ดสี]
สีหน้าของฉีหยวนเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด
คู่แข่งงั้นหรือ
ต้องปัดตก!
เด็กสาวนามเจียงหลิงซู่มองมาที่ฉีหยวน นางก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมกับใช้สายตาลอบสังเกตอย่างระมัดระวัง
เมื่อเห็นว่าฉีหยวนคล้ายจะมีท่าทีปฏิเสธ แววตาของนางก็เปลี่ยนเป็นแน่วแน่ นางค้อมกายลงทำความเคารพฉีหยวนอย่างสุดซึ้ง "ศิษย์พี่ฉีหยวน โปรดให้โอกาสข้าได้เข้าร่วมยอดเขาเจ็ดสีด้วยเถิด!"
เจียงหลิงซู่ไม่ใช่คนของแคว้นซาง แต่นางเดินทางมาจากดินแดนตะวันออกอันไกลโพ้น
นางเกิดในชาติตระกูลสูงส่งและมีฐานะสูงส่ง
สำหรับสำนักอย่างสำนักแสงเทวะนี้ เมื่อก่อนนางคงไม่ชายตาแลด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อเดือนก่อนสายเลือดของนางตื่นขึ้น ทำให้นางได้รับโอกาสในการควบคุม 'กระจกเฉียนคุน' ซึ่งเป็นของวิเศษประจำตระกูลหนึ่งครั้ง
ในกระจกเฉียนคุนบานนั้น นางบังเอิญได้เห็นภาพที่ราวกับเป็นวันสิ้นโลก
มีแต่การเข่นฆ่าสังหาร ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนต้องร่วงหล่น
บิดาของนางสิ้นชีพในสนามรบ โลหิตของมารดาสาดกระเซ็นไปทั่วตำหนัก
ผืนทวีปแตกสลาย ห้วงมหาสมุทรพลิกคว่ำ
มีเพียงสำนักแสงเทวะเล็กๆ แห่งนี้ที่ดูเหมือนจะมียอดฝีมือซ่อนอยู่ จึงสามารถรอดพ้นจากหายนะมาได้
กระจกเฉียนคุนคือของวิเศษล้ำค่า สิ่งที่นางเห็นคือภาพอนาคต
หรือจะพูดให้ถูกก็คือการแจ้งเตือนจากสวรรค์
ด้วยเหตุนี้นางจึงเดินทางมายังสำนักแสงเทวะ
ก่อนที่จะมาถึงนางได้ทำการสืบสวนเกี่ยวกับสำนักแห่งนี้มาแล้ว
สำนักแห่งนี้ธรรมดามาก สิ่งเดียวที่ไม่ธรรมดาก็คงจะเป็นเจ้าแห่งยอดเขาเจ็ดสีผู้นั้น ซึ่งมีที่มาลึกลับและมีระดับการบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งกว่าที่ใครคาดคิด
น่าเสียดายที่ภาพอนาคตในกระจกเฉียนคุน นางไม่สามารถนำไปบอกใครได้ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม
หากความลับนี้รั่วไหล ทุกคนจะสูญเสียความทรงจำส่วนนี้ไปจนหมด รวมไปถึงตัวนางเองด้วย
ดังนั้นนางในตอนนี้จึงแบกรับภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงเอาไว้
นางไม่อยากเห็นครอบครัวอันเป็นที่รักต้องตาย และไม่อยากเห็นโลกนี้พังทลายลง
ยอดเขาเจ็ดสี นางต้องเข้าให้ได้!
ฉีหยวนมองดูสายตาอันมุ่งมั่นของเด็กสาวก่อนจะอ้าปากหาวออกมา
เด็กสาวเจียงหลิงซู่รีบกล่าวเสริมทันที "หากได้เข้าร่วมยอดเขาเจ็ดสี ข้ายินดีลดตัวเป็นข้ารับใช้ คอยแบ่งเบาภาระและขจัดความกังวลให้ศิษย์พี่ทุกอย่าง"
ก่อนมาสำนักแสงเทวะ นางได้สืบข้อมูลเกี่ยวกับศิษย์และอาจารย์แห่งยอดเขาเจ็ดสีมาหมดแล้ว
เจ้าแห่งยอดเขาผู้นั้นลึกลับไร้ร่องรอย ไปมาไร้ร่องรอยราวกับมังกรเทพ
ส่วนผู้เป็นศิษย์นั้นก็พอมีพรสวรรค์อยู่บ้าง ทว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายลุ่มหลง
ผู้บำเพ็ญเพียรสายนี้มักจะมีปัญหาด้านบุคลิกภาพ
อีกทั้งความ 'ลุ่มหลง' นี้มักจะทำให้พวกเขาละเลยสิ่งรอบข้าง พวกเขาจึงต้องการคนคอยดูแลหรือคอยจัดการธุระต่างๆ ให้
ฉีหยวนปรายตามองเจียงหลิงซู่อย่างเรียบเฉยก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ "ได้"
เมื่อได้รับคำตอบนี้ เจียงหลิงซู่ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เพื่อมวลมนุษยชาติในใต้หล้า ยอมลำบากสักหน่อยจะเป็นไรไป
[จบแล้ว]