- หน้าแรก
- หลังจากไปอยู่ชนบท ฉันก็กลายเป็นคนมีชื่อเสียงในหมู่บ้าน
- บทที่ 11 เป็นหนุ่มมันก็ดีอย่างนี้เอง
บทที่ 11 เป็นหนุ่มมันก็ดีอย่างนี้เอง
บทที่ 11 เป็นหนุ่มมันก็ดีอย่างนี้เอง
บทที่ 11 เป็นหนุ่มมันก็ดีอย่างนี้เอง
ความมืดเข้าปกคลุมอย่างรวดเร็ว
สหายเฉินเซี่ยงหยางใช้แต้มชื่อเสียง 30 แต้มเพื่อแลกกับตะเกียงน้ำมันก๊าด เมื่อมองดูแต้มชื่อเสียงที่เหลืออยู่ 313 แต้ม เขาก็ตัดสินใจเก็บส่วนที่เหลือเอาไว้ก่อน
เขาตั้งใจจะรอดูว่ามีของจำเป็นอื่นใดที่สามารถหาซื้อได้จากคอมมูนบ้าง เพราะนอกจากเงินหนึ่งร้อยแปดสิบกว่าหยวนที่ใช้ไปกับการซื้อบ้านและจ้างคนงานแล้ว เขายังมีเงินเหลืออยู่อีกเกือบ 1300 หยวน
เขาจึงตัดสินใจเก็บแต้มชื่อเสียงเอาไว้ในตอนนี้
หลังจากจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด ห้องทั้งห้องก็สว่างไสวขึ้นมาทันที
ทว่าเมื่อเทียบกับหลอดไฟแล้ว แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดนั้นริบหรี่ไม่ต่างจากหิ่งห้อย
เฉินเซี่ยงหยางเอนกายลงบนเตียงเตาในบ้านหลังใหม่ เขารู้สึกนอนไม่หลับอยู่พักหนึ่ง
นับเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่เขามายังโลกใบนี้ เดิมทีเขาคิดว่าคงจะใช้ชีวิตไปอย่างเรียบง่าย
นึกไม่ถึงเลยว่าระบบจะถูกเปิดใช้งานในระหว่างทางที่เขาเดินทางมายังชนบท
ในเมื่อตอนนี้ตั้งตัวได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนสำหรับอนาคต
เมื่อครั้งที่มีประกาศออกมาว่าเขาต้องไปใช้ชีวิตในชนบท เฉินเซี่ยงหยางเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าต้องพบเจอกับงานหนักหลังจากมาถึง
แต่ในเมื่อมีระบบพ่วงมาด้วย อีกทั้งยังสุ่มได้รับมรดกวิชาแพทย์แผนจีนระดับปรมาจารย์
เหตุใดเขาจึงต้องไปทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควายอีกล่ะ?
เขามองดูดวงดาวบนท้องฟ้าผ่านทางหน้าต่าง พลางปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกลจนยากจะถอนคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินเซี่ยงหยางตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่
เขาตรวจดูเวลา พบว่าเพิ่งจะเป็นเวลาตีห้าเท่านั้น
หลังจากสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย เขาก็ไปตักน้ำจากโอ่งในห้องครัวมาแปรงฟันและล้างหน้า
จากนั้นเฉินเซี่ยงหยางจึงเดินกลับเข้าไปในห้อง
นอกจากน้ำเต็มโอ่งที่หลินกั๋วเฉียงใช้ถังหาบมาให้เมื่อวานนี้ ในบ้านหลังใหม่ของเขาก็ยังไม่มีสิ่งของอื่นใดอีกเลย
โชคดีที่ร้านค้าของระบบมีอาหารเช้าขายด้วย
เขายอมจ่ายแต้มชื่อเสียง 40 แต้มเพื่อแลกกับหมั่นโถวไส้เนื้อลูกใหญ่ 3 ลูก และโจ๊กธัญพืชอีกหนึ่งชาม
เฉินเซี่ยงหยางนั่งยองๆ ลงบนขั้นบันไดในลานบ้านแล้วเริ่มลงมือทานอาหาร
หลังจากทานอิ่มได้ไม่นาน เขาก็ได้ยินเสียงนกหวีดสัญญาณเริ่มงาน
เมื่อเดินพ้นประตูบ้าน เฉินเซี่ยงหยางกำลังจะล๊อคประตูแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่มีแม่กุญแจ
เขาจึงใช้แต้มชื่อเสียงอีก 50 แต้มแลกแม่กุญแจมาหนึ่งลูก ทำให้ตอนนี้เหลือแต้มชื่อเสียงอยู่ 223 แต้ม
ทันทีที่เขาล๊อคประตูเรียบร้อย หลินกั๋วเฉียงและภรรยาก็เดินออกมาพอดี
"สหายเสี่ยวเฉิน คุณย้ายเข้ามาเมื่อคืนนี้เองใช่ไหม ทำไมไม่บอกกันบ้างล่ะ ผมจะได้มาช่วยขนของ" หลินกั๋วเฉียงกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นเฉินเซี่ยงหยาง
"ผมย้ายมาเมื่อคืนครับ ของไม่ได้เยอะเท่าไหร่ ผมจัดการคนเดียวไหวเลยไม่อยากไปรบกวนพี่ครับ"
ในระหว่างที่ทั้งสามคนเดินไปข้างหน้า ก็ได้พบปะผู้คนมากมายอย่างต่อเนื่อง
หลินกั๋วเฉียงคอยแนะนำแต่ละคนให้เฉินเซี่ยงหยางรู้จัก
ไม่นานนัก กลุ่มคนก็มาถึงบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน
หลินไกจู้และคณะกรรมการหมู่บ้านคนอื่นๆ เดินทางมาถึงก่อนแล้ว
เมื่อเห็นเฉินเซี่ยงหยาง พวกเขาก็กล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง
ทว่าในวันนี้ เสื้อผ้าที่หลินไกจู้สวมใส่นั้นดูชัดเจนว่าไม่ได้เตรียมมาเพื่อทำงานหนัก
หลังจากที่ทุกคนมากันครบแล้ว หลินไกจู้จึงสั่งการให้หัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่มเริ่มลงมือทำงาน
"ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน แล้วผมล่ะครับ ผมต้องไปทำงานตรงไหน" เฉินเซี่ยงหยางรีบเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าหลินไกจู้ยังไม่ได้มอบหมายงานให้เขา
"สหายเสี่ยวเฉิน เดี๋ยวคุณไปที่คอมมูนกับผม เราจะไปจัดการเรื่องลงทะเบียนแพทย์ให้เรียบร้อยก่อน นั่นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียเถอะ เดี๋ยวผมจะรอคุณอยู่ที่สำนักงาน"
เฉินเซี่ยงหยางไม่ได้คัดค้านอะไร เขาพยักหน้ารับแล้วเดินกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
เมื่อเขามาถึงสำนักงาน หลินไกจู้ก็เข็นรถจักรยานออกมาที่ลานกว้างแล้ว
"สหายเสี่ยวเฉิน คุณขี่จักรยานเป็นไหม"
"เป็นครับ ท่านอา"
"ตกลง ถ้าอย่างนั้นเราสองคนขี่จักรยานไปจะได้ถึงเร็วหน่อย ผลัดกันขี่ก็ได้"
เฉินเซี่ยงหยางก้าวขึ้นคร่อมจักรยาน รอจนหลินไกจู้นั่งซ้อนท้ายเรียบร้อย จากนั้นเขาก็ออกแรงถีบด้วยช่วงขาที่ยาว รถจักรยานจึงมุ่งหน้าไปยังทางออกหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
จักรยานคันนี้หลินไกจู้ยอมกัดฟันซื้อตอนที่หลินเจิ้นกั๋วสอบเข้าโรงเรียนมัธยมในตัวอำเภอได้
แต่สุดท้ายหลินเจิ้นกั๋วกลับลาออกหลังจากเรียนไปได้เพียงเทอมเดียว ซึ่งในตอนนั้นมันทำให้หลินไกจู้โกรธแทบเป็นแทบตาย
นี่คือจักรยานเพียงคันเดียวที่มีอยู่ในหมู่บ้าน
หลังจากพ้นเขตหมู่บ้าน ทั้งสองคนก็พูดคุยกันไปตลอดทางที่มุ่งหน้าไปยังคอมมูน
พวกเขาสลับกันขี่ ระยะทางยี่สิบกว่ากิโลเมตรใช้เวลาไปเกือบสองชั่วโมง
สาเหตุหลักมาจากสภาพถนนที่ยากลำบาก มีทางลาดชันบ่อยครั้งจนต้องลงมาช่วยกันเข็น
เมื่อมาถึงคอมมูน หลินไกจู้ก็ยืนหอบด้วยความเหนื่อยล้า
ในขณะที่เฉินเซี่ยงหยางซึ่งมีร่างกายแข็งแรงดีเยี่ยมในตอนนี้ นอกจากจะมีเหงื่อออกซึมๆ บ้าง เขาก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเป็นพิเศษแต่อย่างใด
"เป็นหนุ่มมันก็ดีอย่างนี้เอง ตอนฉันอายุเท่าเธอ ฉันวิ่งจากหมู่บ้านมาถึงคอมมูนได้ในลมหายใจเดียวเสียด้วยซ้ำ พอแก่ตัวลงมันก็ไม่ไหว ขนาดขี่จักรยานยังเหนื่อยแทบขาดใจ" หลินไกจู้กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"ฮะๆ ท่านอาครับ สุขภาพท่านยังดีมากนะครับ อายุห้าสิบกว่านี่แหละคือช่วงวัยแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัวเลย"
"ไปไกลๆ เลยไอ้หนู ฉันน่ะแก่จนขาข้างหนึ่งแหย่เข้าไปในโลงแล้ว เธอยังจะมาบอกว่าให้สร้างเนื้อสร้างตัวอีก" หลินไกจู้หัวเราะตอบ
หลังจากพักเหนื่อยกันครู่หนึ่ง เฉินเซี่ยงหยางก็รับหน้าที่ขี่จักรยานพาหลินไกจู้มุ่งหน้าไปยังที่ทำการรัฐบาลคอมมูน
เมื่อจอดและล๊อคจักรยานในที่จอดเรียบร้อย หลินไกจู้ก็พาเฉินเซี่ยงหยางไปที่หน้าห้องทำงานของเลขานุการคัง
ประตูห้องเปิดแง้มไว้ เลขานุการคังกำลังนั่งเขียนบางอย่างอยู่ที่โต๊ะทำงาน
หลินไกจู้เคาะประตูเบาๆ
"เข้ามาได้"
"เลขานุการคัง หวังว่าผมคงไม่ได้มารบกวนท่านนะครับ" หลินไกจู้กล่าวด้วยรอยยิ้มหลังจากเดินเข้าไปในห้อง
พร้อมกันนั้นเขาก็รีบหยิบซองบุหรี่ที่เฉินเซี่ยงหยางให้ไว้ก่อนหน้านี้ออกมา แล้วดึงบุหรี่มวนหนึ่งส่งให้เลขานุการคัง
เมื่อเห็นว่าเป็นหลินไกจู้ เลขานุการคังก็ยิ้มพลางลุกขึ้นยืนทักทาย
"อ้าวเหล่าหลิน ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะ แล้วสหายท่านนี้ดูเหมือนจะเป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาที่ถูกส่งตัวมาให้คุณเมื่อสองวันก่อนใช่ไหม ชื่ออะไรนะ"
"สวัสดีครับเลขานุการคัง ผมชื่อเฉินเซี่ยงหยางครับ"
"อ้อ ใช่ๆ สหายเฉินเซี่ยงหยาง แล้วพวกคุณสองคนมาหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่า" เลขานุการคังเอ่ยถามหลังจากเชิญให้ทั้งสองคนนั่งลง
หลินไกจู้รีบหยิบไม้ขีดขึ้นมาจุดบุหรี่ให้เลขานุการคัง ก่อนจะกล่าวว่า "คืออย่างนี้ครับเลขานุการคัง สหายเสี่ยวเฉินเขาเรียนวิชาแพทย์กับคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก แล้วที่หมู่บ้านหลินเจียวันของพวกเราก็ยังไม่มีสถานีอนามัยชุมชนเลยสักแห่ง"
"ผมเลยคิดว่าจะลองให้สหายเสี่ยวเฉินมารับหน้าที่นี้ดู วันหน้าถ้าใครเจ็บไข้ได้ป่วยจะได้ไม่ต้องลำบากเดินทางมาไกลถึงคอมมูนครับ"
เมื่อได้ยินสิ่งที่หลินไกจู้กล่าว เลขานุการคังก็มีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที
เขารู้สึกกังวลเรื่องงานด้านการแพทย์ในหมู่บ้านหลินเจียวันมาโดยตลอด เมื่อสองปีก่อนเบื้องบนเคยส่งตัวหมอมาให้คนหนึ่ง แต่หมอคนนั้นทนความลำบากในชนบทไม่ไหว พอได้ยินว่าต้องมาฝังตัวอยู่ที่นี่เขาก็หนีกลับไปตั้งแต่วันแรก
"สหายเสี่ยวเฉิน ในเมื่อคุณมีความรู้เรื่องการแพทย์ แล้วทำไมถึงได้ถูกส่งตัวมาใช้แรงงานในชนบทล่ะ" เลขานุการคังเอ่ยถาม
"เลขานุการคังครับ คุณพ่อของผมเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลประชาชนปักกิ่ง ครอบครัวของเราได้รับโควตาที่ต้องส่งตัวมาชนบทพอดี ดังนั้น..."
"เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว สหายเสี่ยวเฉิน ผมอยากรู้ว่าฝีมือของคุณอยู่ในระดับไหน" เลขานุการคังถามต่อ
"เลขานุการคังครับ ให้ผมลองตรวจชีพจรให้ท่านดูดีไหมครับ"
"ได้สิ" เลขานุการคังตอบพลางวางแขนลงบนโต๊ะ
เฉินเซี่ยงหยางเริ่มทำการตรวจชีพจรทันที
หนึ่งนาทีผ่านไป เฉินเซี่ยงหยางก็ละมือออกจากแขนของเลขานุการคัง
เขานิ่งเงียบไม่พูดอะไร
โบราณว่าไว้ การที่หมอพูดเล่นนั้นไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือการที่หมอเงียบขรึมต่างหาก
เลขานุการคังรีบถามอย่างร้อนใจ "สหายเสี่ยวเฉิน มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า"
"ท่านอาครับ รบกวนท่านออกไปรอข้างนอกสักครู่ ผมมีเรื่องสำคัญต้องเรียนเลขานุการคังเพียงลำพัง"
หลินไกจู้รีบลุกขึ้นทันที "ได้ๆ มีอะไรก็เรียกฉันแล้วกัน"
เมื่อเดินพ้นห้องไป หลินไกจู้ก็ช่วยปิดประตูห้องทำงานให้สนิท
เมื่อเห็นดังนั้น เลขานุการคังก็มองเฉินเซี่ยงหยางด้วยสายตาคาดหวังและกังวล
"เลขานุการคังครับ ช่วงนี้ท่านรู้สึกว่าตัวเองไร้สมรรถภาพในเรื่องบนเตียงใช่ไหมครับ เมื่อก่อนท่านยังพอจะประคับประคองไปได้บ้าง แต่ตอนนี้ ท่านไม่ได้ร่วมหลับนอนกับภรรยามาเกือบครึ่งปีแล้วใช่หรือไม่"
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินเซี่ยงหยาง ใบหน้าของเลขานุการคังก็แดงก่ำด้วยความกระดากอาย แต่เขาก็รีบพยักหน้ายอมรับในที่สุด