- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกเซียนทั้งที ข้าขอใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ด้วยการนอนตากแดดให้เป็นเทพ
- บทที่ 29: ยอดเขาหลักหลบภัย, "ศิษย์รับใช้ดวงแข็ง" ผู้เป็นที่รักของเหล่าผู้อาวุโส
บทที่ 29: ยอดเขาหลักหลบภัย, "ศิษย์รับใช้ดวงแข็ง" ผู้เป็นที่รักของเหล่าผู้อาวุโส
บทที่ 29: ยอดเขาหลักหลบภัย, "ศิษย์รับใช้ดวงแข็ง" ผู้เป็นที่รักของเหล่าผู้อาวุโส
ฉู่เทียนถูก "อัญเชิญ" กลับมายังยอดเขาหลักของสำนักชิงหยางพร้อมกับนกกระจอกวิญญาณที่เหลือรอดอีกสามตัว สภาพของเขาในสายตาคนภายนอกคือศิษย์รับใช้ที่โชคดีสุดๆ ที่รอดชีวิตจากเงื้อมมือจอมมารขอบเขตหล่อเลี้ยงจิตมาได้ถึงสองครั้งสองคราว
เพื่อให้แน่ใจว่า "พี่ชายของว่าที่บุตรศักดิ์สิทธิ์" จะไม่ตายไปเสียก่อนที่ฉู่เฟิงจะเติบใหญ่ บรรพชนชิงหยางจึงสั่งให้จัดที่พักพิเศษให้กับฉู่เทียนบริเวณท้ายเขายอดเขาหลัก ซึ่งเป็นเขตที่มีความปลอดภัยสูงและอยู่ใกล้กับที่พักของเหล่าผู้อาวุโส
"ที่นี่แหละ เจ้าพักฟื้นให้ดี ไม่ต้องออกไปเฝ้าสวนชั่วคราว" ผู้อาวุโสกำชับก่อนจะเดินจากไป
ฉู่เทียนมองดูห้องพักที่หรูหรากว่ากระท่อมมุงจากหลายเท่าแล้วก็ถอนหายใจยาว
ความคิดในหัว: ‘สวรรค์! นี่มันคือการติดคุกในกรงทองชัดๆ! ยอดเขาหลักคนเยอะขนาดนี้ ข้าจะแอบนอนตากแดดได้ยังไง? แล้วไหนจะสายตาพวกผู้อาวุโสที่สแกนไปสแกนมาอีก... วิถีซุ่มของข้ากำลังเจอวิกฤตครั้งใหญ่แล้ว!’
ทว่า สิ่งที่ฉู่เทียนกังวลกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
เนื่องจากเหตุการณ์ "หุ่นเชิดซากศพตาบอด" ยังคงเป็นปริศนาที่เหล่าผู้อาวุโสหาคำตอบไม่ได้ พวกเขาจึงแวะเวียนมาหาฉู่เทียนบ่อยๆ เพื่อถามไถ่เหตุการณ์ (และลอบสังเกตความผิดปกติ) แต่ทุกครั้งฉู่เทียนจะสวมบทบาท "คนโง่ผู้ตื่นตระหนก" ได้อย่างแนบเนียน จนผู้อาวุโสหลายท่านถึงกับอ่อนใจและเปลี่ยนจากความสงสัยกลายเป็นความสงสาร
"เจ้าเด็กนี่... นอกจากดวงแข็งแล้วก็ไม่มีอะไรดีเลยจริงๆ พรสวรรค์ก็ต่ำเตี้ย แถมยังขวัญอ่อนขนาดนี้" ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเปรยขึ้นขณะเดินออกจากห้อง
ฉู่เทียนแอบยิ้มในใจขณะก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดพื้นห้อง
แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของเขาคือ "ความหิวโหยพลังงาน" กายาชาวคริปโตเนียนของเขาเริ่มประท้วงที่ไม่ได้สัมผัสแสงแดดตรงๆ มาหลายวัน แถมพลัง "เนตรความร้อน" ที่เพิ่งใช้ไปก็ทำให้เขารู้สึกอ่อนเพลียกว่าปกติ
คืนนั้น ฉู่เทียนตัดสินใจเสี่ยง เขาใช้สนามพลังชีวภาพอำพรางกายจนเกือบจะโปร่งใส แล้วลอบมุดออกไปทางหน้าต่าง ปีนขึ้นไปบนยอดต้นสนโบราณที่สูงที่สุดหลังที่พัก ซึ่งเป็นจุดที่แสงจันทร์ (ซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์มาอีกที) สาดส่องลงมาได้ชัดที่สุด
แม้แสงจันทร์จะมีพลังงานน้อยกว่าแสงอาทิตย์นับพันเท่า แต่ด้วยประสิทธิภาพการดูดซับของกายาที่วิวัฒนาการแล้ว มันก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
หึ่ง...
ขณะที่เขากำลัง "รับแสงนวล" อย่างเพลิดเพลิน ประสาทรับเสียงของเขาก็ได้ยินบทสนทนาลับที่ดังมาจากศาลาหินไม่ไกลนัก
"ท่านบรรพชน... เรื่องหุบเขามารทมิฬเริ่มจะบานปลายแล้ว พวกมันไม่ได้ต้องการแค่ตัวฉู่เทียนแน่ๆ" เสียงของเจ้าคณะยอดเขาหนึ่งดังขึ้น
"ใช่ ข้าตรวจพบว่ากลิ่นอายที่หลงเหลือในสวนสุริยันโบราณคืนนั้น มีร่องรอยของ 'อำนาจมหาจักรพรรดิ' จางๆ แฝงอยู่... หรือว่าใต้สวนนั่นจะซ่อน 'สุสานจักรพรรดิ' ไว้จริงๆ?"
ฉู่เทียนหูผึ่งทันที
‘สุสานจักรพรรดิรึ?! ไอ้ก้อนพลังงานหทัยกูหยางนั่นน่ะนะ?’
"จะเป็นไปได้อย่างไร? สำนักเราตั้งมาหมื่นปีไม่เคยมีบันทึกเรื่องนี้" บรรพชนชิงหยางตอบ "แต่ไม่ว่ามันคืออะไร หุบเขามารทมิฬต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน ครั้งหน้าพวกมันอาจจะส่งระดับ 'วิบัติเต๋า' มาก็ได้... เราต้องรีบติดต่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้ส่งยอดฝีมือมาคุ้มกัน!"
ฉู่เทียนบนต้นสนถึงกับตัวสั่น
‘วิบัติเต๋ารึ?! พระช่วย... หมู่บ้านเริ่มต้นของข้ากลายเป็นสมรภูมิระดับเทพไปแล้วเหรอเนี่ย?! ไม่ได้การ ข้าต้องหาทางอัปเกรดตัวเองให้เร็วที่สุด ก่อนที่พวกตัวประหลาดพวกนั้นจะมาถล่มที่นี่!’
ในขณะที่เขากำลังคิดหาทางหนีทีไล่ เจ้านกกระจอกวิญญาณตัวหนึ่งที่แอบตามเขาขึ้นมาบนต้นไม้ จู่ๆ ก็สะกิดไหล่เขา พลางชี้ไปที่ทิศทางของสวนสุริยันโบราณที่ถูกผนึกไว้
ฉู่เทียนมองตามไป และด้วยเนตรความร้อนที่ได้รับการยกระดับ เขามองเห็นว่าภายใต้ม่านพลังสีฟ้าของสำนักชิงหยางที่ผนึกสวนไว้... บัดนี้มันเริ่มมี "รอยร้าวสีแดง" เล็กๆ ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน
‘หทัยกูหยาง... มันกำลังจะระเบิดออกมาเอง หรือว่ามีใครกำลังจะขุดมันขึ้นมา?!’
ฉู่เทียนรู้ดีว่าความสงบบนยอดเขาหลักนี้เป็นเพียงภาพลวงตา พายุที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้น และคราวนี้เขาอาจจะซุ่มอยู่เฉยๆ ไม่ได้อีกต่อไป...