- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกเซียนทั้งที ข้าขอใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ด้วยการนอนตากแดดให้เป็นเทพ
- บทที่ 30: เหมืองร้างลี้ภัยชั่วคราว; ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เกิดศึกสะท้านฟ้า
บทที่ 30: เหมืองร้างลี้ภัยชั่วคราว; ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เกิดศึกสะท้านฟ้า
บทที่ 30: เหมืองร้างลี้ภัยชั่วคราว; ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เกิดศึกสะท้านฟ้า
ชีวิตบนยอดเขาหลักทำให้ ฉู่เทียน รู้สึกเหมือนนั่งบนหนามแหลม การยั่วยุในที่ลับของจ้าวขุยและภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากหุบเขามารทมิฬเปรียบเสมือนดาบสองเล่มที่แขวนอยู่เหนือหัว เขาตระหนักดีว่าต้องรีบไปจากสถานที่วุ่นวายแห่งนี้โดยเร็วที่สุด
ดังนั้นเขาจึงมุ่งความสนใจไปที่ป้ายภารกิจของสำนัก ณ หอจัดการฝ่ายนอก ภารกิจบนป้ายมีหลากหลาย ทั้งคุ้มกันกองคาราวาน เก็บสมุนไพรวิญญาณ ล่าสัตว์อสูร หรือสำรวจโบราณสถาน... ซึ่งส่วนใหญ่ต้องใช้พละกำลังระดับหนึ่งถึงจะทำได้
ฉู่เทียนกวาดสายตาหาอย่างละเอียด จนในที่สุดก็พบภารกิจที่ตรงใจ:
【ภารกิจเฝ้ายามระยะยาว: ดูแลเหมืองเหล็กฉื่อหยาง (ทิ้งร้าง)】
【สถานที่: ชายขอบเขตอิทธิพลสำนักชิงหยาง, เทือกเขาฉื่อหยาง】
【เงื่อนไข: ไม่จำกัดตบะบำเพ็ญ, ต้องอดทนต่อความโดดเดี่ยวได้, หมั่นตรวจตราเหมืองเป็นประจำ, ป้องกันมนุษย์ธรรมดาหรือสัตว์อสูรระดับต่ำหลงเข้าไป, รายงานความผิดปกติให้ทันท่วงที】
【รางวัล: 10 แต้มผลงานต่อเดือน, 5 ศิลาวิญญาณระดับต่ำ**】
【หมายเหตุ: สายแร่นี้แห้งเหือดไปเมื่อ 50 ปีก่อน พลังปราณเบาบาง สภาพแวดล้อมโหดร้าย**】**
"เหมืองร้าง? ปราณเบาบาง? สภาพแวดล้อมโหดร้าย? สมบูรณ์แบบ!" ฉู่เทียนดวงตาเป็นประกาย "ใครจะมาสนใจที่เฮงซวยแบบนี้? นี่แหละทำเลทองในการพัฒนาวิถีซุ่มของข้า!"
เขาไปที่หอจัดการฝ่ายนอกและรับภารกิจทันที ผู้อาวุโสที่ดูแลภารกิจมองฉู่เทียนด้วยความแปลกใจ: "ศิษย์น้องฉู่เทียน เจ้าแน่ใจนะ? ที่นั่นมันรกร้างมาก แทบจะตัดขาดจากโลกภายนอกเลยนะ..."
"ศิษย์ผู้นี้ตบะต่ำเตี้ย การได้ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ให้สำนักก็นับเป็นเกียรติแล้ว มิกล้าเลือกมากขอรับ" ฉู่เทียนปั้นหน้า 'ใสซื่อ' และ 'จำยอม' ผู้อาวุโสส่ายหน้าไม่ทัดทานต่อ มอบป้ายภารกิจและแผนที่คร่าวๆ ให้เขา
ข่าวนี้ถึงหูจ้าวขุยอย่างรวดเร็ว เขาแค่นเสียงเหยียดหยาม: "มันก็รู้จักเจียมตัวดีนี่นา ไสหัวไปอยู่ที่บ้านนอกนั่นเองก็ดี จะได้ไม่ต้องเปลืองแรงข้า สั่งคนลงไปให้ 'ลด' เสบียงวัสดุของมันลงครึ่งหนึ่งตามความเหมาะสมด้วย"
ฉู่เทียนไม่สนใจวัสดุเหล่านั้น เขาเพียงอยากออกไปให้พ้นๆ หลังจากรับภารกิจ เขาก็เก็บข้าวของ (หลักๆ คือเก้าอี้โยก) พานกกระจอกวิญญาณที่ยิ่งมายิ่งลึกลับออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เทือกเขาฉื่อหยางท่ามกลางสายตาสมเพชและดูแคลนของผู้คน
เทือกเขาฉื่อหยาง ตั้งอยู่ชายขอบสำนักชิงหยาง ต้องเดินทางหลายวัน ที่นี่ภูเขาสูงชัน ต้นไม้บางตา อากาศมีกลิ่นกำมะถันและสนิมเหล็กจางๆ เหมืองเหล็กฉื่อหยางที่ถูกทิ้งร้างตั้งอยู่ในหุบเขาที่อ้างว้าง ปากเหมืองขนาดมหึมาดูเหมือนปากสัตว์ร้ายที่มืดมิดทะลวงเข้าไปในใจกลางภูเขา
"อืม... ถึงจะพังไปหน่อย แต่เงียบสงบดี!" ฉู่เทียนพึงพอใจมาก เขาเลือกบ้านหินที่สภาพดีที่สุดหลังหนึ่ง ทำความสะอาดแล้วกางเก้าอี้โยก—ฐานที่มั่นวิถีซุ่มแห่งใหม่ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ!
เขารีบจัดวางค่ายกลผสม 'อำพราง', 'เตือนภัย' และ 'มายา' รอบปากถ้ำและบ้านหิน แม้วัสดุจะด้อยคุณภาพ แต่ด้วยสมองขั้นสุดยอดและการเสริมพลังจากสนามพลังชีวภาพ อานุภาพของมันกลับแข็งแกร่งกว่าตอนอยู่ที่สวนสุริยันโบราณเสียอีก มันเพียงพอที่จะหลอกผู้บำเพ็ญขอบเขตทะเลวิญญาณ หรือแม้แต่สร้างความลำบากให้ขอบเขตหน่อเนื้อเซียนได้
หลังจากเข้าที่เข้าทาง เขาพยายามสัมผัสชีพจรปฐพี แต่พบว่าปราณที่นี่แห้งเหือดจริงๆ ลึกลงไปใต้ดินมีเพียงความเงียบงัน ต่างจาก 'หทัยกูหยาง' ลิบลับ แต่เขาก็ปลอบใจตัวเองว่าขอแค่มีแดดก็เพียงพอแล้ว เขาฝึกควบคุม เนตรความร้อน และ ลมหายใจเยือกแข็ง (อย่างหลังก้าวหน้าช้ามาก ตอนนี้พ่นได้แค่ลมเย็นๆ) ต่อไป
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยัน, ลานสนทนาธรรม
ฉู่เฟิง ไม่ได้ประมาทหลังจากผ่านการท้าทายจากอ๋าวเลี่ยและมเหสีปรโลกมาได้ เขารู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น วันนี้ลานสนทนาธรรมได้ต้อนรับคู่ต่อสู้ระดับหนักหน่วง—เฮ้าหยาง ว่าที่บุตรศักดิ์สิทธิ์จาก 'วิหารเทพดึกดำบรรพ์'
เฮ้าหยางสวมชุดคลุมเทพสีทองปักลายสุริยันจันทราดารา ใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงบารมีมาแต่กำเนิด รอบกายเขามี พลังแห่งศรัทธา จางๆ โอบล้อม กลิ่นอายล้ำลึก บรรลุถึงขอบเขตหล่อเลี้ยงจิตขั้นกลางแล้ว!
"สหายฉู่เฟิง กายาเต๋าโดยกำเนิด สมคำร่ำลือจริงๆ" เฮ้าหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กดดัน "ข้ามาคราวนี้เพื่อขอยืมเพลิงสุริยันแท้จริงของท่านมาขัดเกลาสายเลือดเทพ หวังว่าท่านจะไม่ตระหนี่ที่จะชี้แนะ"
ทั้งสองขึ้นสู่ลานประลอง เฮ้าหยางชี้มือประดุจกระบี่ "คำสั่งเทพ: จองจำ!" วาจาของเขากลายเป็นกฎเกณฑ์! พลังที่มองไม่เห็นเข้าล็อกตัวฉู่เฟิงทันที นี่คือพลังอิทธิฤทธิ์ของวิหารเทพดึกดำบรรพ์ที่ใช้พลังศรัทธาเปลี่ยนวาจาให้เป็นกฎสวรรค์!
ฉู่เฟิงรู้สึกว่าพื้นที่รอบตัวหนืดเหนียวจนขยับยาก เขาคำรามต่ำ พลังอมตะสุริยะระเบิดออก เพลิงสีทองพุ่งทะยานเผาผลาญมิติ "เผาผลาญ!" เพลิงสุริยันแท้จริงแผดเผาทุกสรรพสิ่งแม้แต่กฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็น พลังจองจำส่งเสียงฉ่าและสลายไปอย่างรวดเร็ว
เฮ้าหยางไม่รอช้า ประสานอินชักนำพลังหมู่ดาว "วิชาเทพ: ดาราตก!" ท้องฟ้าจำลองปรากฏเหนือลานประลอง แสงดาวนับไม่ถ้วนควบแน่นเป็นอุกกาบาตเพลิงพุ่งเข้าใส่ฉู่เฟิงดุจคลื่นยักษ์!
ฉู่เฟิงเร่งเร้าคัมภีร์เซียนสุริยันจนถึงขีดสุด นิมิตเรืองรองปรากฏเบื้องหลัง เขาผลักฝ่ามือออกไป เพลิงสุริยันมหาศาลกลายเป็นทะเลเพลิงสีทองม้วนตัวขึ้นสู่ฟ้า!
ตูม! ตูม! ตูม!
อุกกาบาตและทะเลเพลิงปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง เศษซากกฎเกณฑ์กระจัดกระจาย ค่ายกลป้องกันของลานประลองสั่นสะเทือนรุนแรง เมื่อแสงจางลง ทั้งคู่ยังคงยืนประจัญหน้ากัน เฮ้าหยางเหงื่อผุดที่หน้าผาก ส่วนฉู่เฟิงแสงรอบกายหม่นลงเล็กน้อยแต่ดวงตายังจ้า
"คัมภีร์เซียนสุริยันช่างโอหังนัก" เฮ้าหยางกล่าว "ดูท่าวิชาทั่วไปคงตัดสินผลไม่ได้ สหายฉู่เฟิง เจ้ากล้าประลองวิชาแก่นแท้กับข้าหรือไม่?"
"เป็นสิ่งที่ข้าปรารถนาอยู่พอดี!" ฉู่เฟิงตอบเสียงเข้ม
เฮ้าหยางยกมือขึ้นราวกับแบกท้องฟ้า "จุติเทพ: ปรมาณูดารา!" เงาเทพยักษ์ปรากฏเบื้องหลัง ในมือถือทรงกลมแสงดาวที่อัดแน่นด้วยพลังทำลายล้าง ส่วนฉู่เฟิงเรียก หอกสยบเทพหมื่นมายา ออกมาถือไว้ เพลิงสุริยันและพลังวิญญาณหลั่งไหลเข้าสู่ตัวหอก "หอกเซียน: มหาสุริยันเผาผลาญนภา!" เหนือปลายหอกควบแน่นเป็นดวงอาทิตย์จิ๋วที่เจิดจ้าจนมิอาจจ้องมอง!
ทั้งคู่ลงมือพร้อมกัน! ทรงกลมดาราและดวงอาทิตย์จิ๋วพุ่งเข้าปะทะกันราวกับดาวหางชนกัน!
ไม่มีเสียงดังสนั่น... มีเพียงความเงียบงันชั่วอึดใจ ก่อนที่แสงและระเบิดความร้อนจะกลืนกินทุกสิ่ง! ค่ายกลป้องกันพังพินาศทันที เหล่าผู้อาวุโสต้องรีบลงมือช่วยกันสะกดแรงระเบิดไว้ให้อยู่ในขอบเขตลานประลอง
เมื่อแสงจางหาย กลางลานประลองกลายเป็นหลุมไหม้ขนาดใหญ่ เฮ้าหยางชุดคลุมหลุดรุ่ย หอบหายใจถี่ ส่วนฉู่เฟิงยืนถือหอก มือที่ง่ามนิ้วฉีกขาดมีเลือดสีทองไหลซึม แต่ท่าทียังมั่นคง
ผลออกมาเสมอ! ทั้งคู่บาดเจ็บแต่ไม่มีใครล้มลง เสียงโห่ร้องดังสนั่นไปทั่วดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ชื่อเสียงของฉู่เฟิงพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดในหมู่คนรุ่นเยาว์ทันที
เหมืองร้างฉื่อหยาง
ฉู่เทียนอาศัยประสาทรับเสียง ดักฟังข่าวการต่อสู้สะท้านฟ้าของน้องชายเป็นระยะๆ
"...เสมอว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์รึ... เก่งไม่เบา... แต่ฟังดูน่าสงสารจัง ง่ามนิ้วฉีกเลยเหรอ... ข้าควรส่งยาใส่แผลไปให้มันดีไหมนะ?"
เขาพึมพำกับตัวเอง พลางใช้ เนตรความร้อน ที่เพิ่งฝึกจนเริ่มคล่องแคล่ว พยายาม "เชื่อม" เศษโลหะประหลาดที่นกกระจอกคาบกลับมาให้ติดกัน ผลงานการเชื่อมนั้น... น่าเกลียดสิ้นดี โลหะบิดเบี้ยวและไหม้เป็นหลุมเป็นบ่อ
"เฮ้อ ข้ายังต้องฝึกการควบคุมอีกเยอะเลย..." ฉู่เทียนถอนหายใจ เลิกทำงานฝีมือแล้วเอนหลังลงบนเก้าอี้ แสงแดดสาดส่องลงมา ในหุบเขาอ้างว้างมีเพียงเสียงลมและเสียงนกร้องจิ๊บๆ ชั่วคราวนี้... ดูเหมือนจะสงบสุขจริงๆ เสียที