- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 9 ขอร้องล่ะอย่าพูดอีกเลย...
บทที่ 9 ขอร้องล่ะอย่าพูดอีกเลย...
บทที่ 9 ขอร้องล่ะอย่าพูดอีกเลย...
"เอิ๊ก~"
เพื่อปิดปากทั้งสองคน ฉีเตี่ยนเลยสั่งไก่ทอดและโคล่าชุดใหญ่พิเศษมาเลี้ยง มื้อนี้ทำเอาลุงหวงอิ่มแปล้จนเรอออกมาติดๆ กันหลายครั้ง
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลง ชายชราถึงยอมเดินออกจากกระท่อม "ฉันไปก่อนนะ พวกเธอตั้งใจทำงานล่ะ เสี่ยวฉี ในลิ้นชักมีสีเหลือง..."
"คุณลุงครับ รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารอนานจะโกรธเอานะ" เยว่เหวินรีบดันหลังเขาเพื่อขัดจังหวะการร่ายมนตร์
ส่งชายชรากลับไปแล้ว เยว่เหวินหันกลับมาพูดกับฉีเตี่ยน "งั้นปีศาจโคมไฟที่นี่ผมจัดการเองนะ ขอบคุณพี่ฉีที่เปิดทางให้ครับ"
"ไม่เป็นไร" ฉีเตี่ยนยังคงวางมาดเย็นชาเช่นเดิม
คืนนี้ที่เขตชานเมืองฝั่งตะวันออกมีหมอกลง ทั่วบริเวณสุสานถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวบางๆ ทำให้บรรยากาศดูวังเวงน่าขนลุกยิ่งขึ้น
เมื่อคืนเพิ่งทำความสะอาดสุสานไปครึ่งหนึ่ง ยังไม่มีสิ่งชั่วร้ายตัวใหม่เกิดเร็วขนาดนั้น เยว่เหวินจึงเดินตรงไปยังพื้นที่อีกครึ่งหนึ่งหลังเนินเขา เวลานี้ดวงไฟผีกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเริ่มผุดขึ้นมาอีกครั้ง
สมัยนี้ การจะหาสิ่งชั่วร้ายในเมืองมาให้ฟาร์มเล่นง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ในเขตทุรกันดารด้านนอกมีปีศาจมากมายก่ายกองก็จริง แต่ด้วยระดับพลังในตอนนี้ยังไม่อำนวยให้ออกไปเสี่ยง
ดังนั้นเยว่เหวินจึงหวงแหนปีศาจโคมไฟที่อุตส่าห์แย่งชิงมาด้วยความยากลำบากพวกนี้มาก เขากระโจนเข้าใส่ ฟันกระบี่ฉับเดียวตายเรียบ ไม่ให้เสียเวลาแม้แต่น้อย
ปีศาจโคมไฟที่กำลังแยกเขี้ยวยิงฟัน พริบตาเดียวก็กลายเป็นเศษซากที่โดนฟันขาดมีควันลอยกรุ่นสองชิ้นร่วงหล่นลงมา
เขาลองคำนวณคร่าวๆ ดู หากกำจัดปีศาจโคมไฟในสุสานแห่งนี้จนหมด น่าจะรวบรวมเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายได้ประมาณสามสิบกว่าเหรียญ นับว่าเป็นรายได้ที่น่าพอใจทีเดียว
ถ้าพูดถึงความคุ้มค่า การฟาร์มปีศาจโคมไฟอาจจะคุ้มกว่าการไปล่าปีศาจและสิ่งชั่วร้ายตัวใหญ่ๆ ด้วยซ้ำ เพราะไอ้ตัวพวกนี้ไม่มีความเสี่ยงอะไรเลย แถมยังมีจำนวนมหาศาล ทั้งยังเกิดใหม่ได้อย่างต่อเนื่องไม่รู้จบอีก
ฆ่าง่าย ไม่เหนื่อย แถมยังคุ้มค่าสุดๆ
เยว่เหวินเริ่มคิดแผนการไว้แล้ว ว่าพอกลับไปจะลองติดต่อสุสานแห่งอื่นๆ ในเมือง เพื่อรับงานทำความสะอาดปีศาจโคมไฟให้มากขึ้น
เพิ่งจะเที่ยงคืน เยว่เหวินที่เดินเครื่องเต็มกำลังก็เคลียร์สุสานจนเกือบจะหมดทั้งผืนแล้ว
เหลือปีศาจโคมไฟอีกเพียงไม่กี่ตัวที่อยู่ห่างกันออกไป เขาจำเป็นต้องสวมกระจกส่องปีศาจตามรอยพลังหยินเพื่อค้นหาอย่างละเอียด จะได้แน่ใจว่าทำความสะอาดจนหมดจดไม่เหลือหลอแม้แต่ตัวเดียว
ทันทีที่สวมกระจกส่องปีศาจ เยว่เหวินก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
คืนนี้ไม่มีไอปีศาจปรากฏขึ้น แต่เขากลับพบว่า ความเข้มข้นของพลังหยินรอบด้านนั้นรุนแรงกว่าเมื่อคืนมาก บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยคลื่นหมอกสีเทาปกคลุมไปทั่ว!
เมื่อหมอกสีเทาเคลื่อนตัว มันจะเกิดกระแสลมเย็นยะเยือกพัดมาเป็นระลอก
นี่มันไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย
สุสานมีพลังหยินถือเป็นเรื่องปกติ แต่พลังหยินเหล่านี้เมื่อผสมปนเปกับพลังวิญญาณและฝันร้าย เมื่อฝันร้ายถูกกำจัดไป พลังหยินมักจะสลายตามไปด้วย หลังจากที่เยว่เหวินกำจัดปีศาจโคมไฟไปเป็นจำนวนมาก ที่นี่ควรจะปลอดโปร่งไปสักพักหนึ่งถึงจะถูก
แต่พลังหยินกลับยิ่งทวีความหนาแน่นมากขึ้น มันมีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น
มีตัวตนบางอย่างที่พกพาพลังหยินอันแข็งแกร่งมาเยือนแล้ว
"สุสานแห่งนี้คึกคักดีเสียจริง..." เยว่เหวินบ่นพึมพำ กวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อค้นหาทิศทางที่พลังหยินหนาแน่นที่สุด
ถ้าเขาเป็นคนที่รับจ้างมาทำความสะอาดสิ่งชั่วร้ายจริงๆ เกรงว่าคงจะรู้สึกหงุดหงิดมาก... เพราะได้เงินแค่หยิบมือแต่ต้องมาทำโอทีทุกวัน แบบนี้ใครจะไปทนไหว
แต่ตอนนี้เยว่เหวินกลับรู้สึกตื่นเต้น
ขณะที่เขากำลังประเมินสถานการณ์อยู่นั้น เมื่อพลังหยินเริ่มหนาแน่นขึ้น ลมเย็นยะเยือกในสุสานก็ค่อยๆ พัดแรงขึ้น ทันใดนั้นก็เกิดความผันผวนของพลังวิญญาณขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
ฟุบ—
ฝ่ามือที่เหี่ยวแห้งและผอมเกร็งข้างหนึ่งยื่นทะลุดินขึ้นมาตรงหน้าเยว่เหวิน!
"หืม?" สีหน้าของเยว่เหวินเคร่งเครียดขึ้นมาทันที "ศพเปลี่ยนร่าง? ไม่ใช่สิ มีคนใช้วิชาอาคมปลุกศพที่ฝังอยู่ใต้ดินให้ฟื้นคืนชีพต่างหาก!"
พร้อมกับเสียงพื้นดินลั่นดังกรอบแกรบ ศพที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์บ้างและฉีกขาดบ้าง ต่างพากันผุดขึ้นมาจากใต้ดิน!
ตายแล้วฟื้น!
พวกมันส่งเสียงคร่ำครวญและหอนอย่างน่าเวทนา ก้มหัวลงต่ำ ไม่ได้เข้าโจมตีเยว่เหวินที่อยู่ใกล้ๆ ราวกับว่าพวกมันไม่มีประสาทสัมผัสรับรู้ใดๆ
พวกมันเพียงแค่เดินไปในทิศทางเดียวกันด้วยท่าทางแปลกประหลาด
เยว่เหวินมองไปยังทิศทางนั้น ภายหลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็บิดตัว เลียนแบบท่าทางการเคลื่อนไหวของศพเหล่านั้น ก้มหน้า บิดแขนขา แล้วเดินปะปนไปกับฝูงศพ ปากก็ส่งเสียงพึมพำเลียนแบบพวกมันว่า "ไวบิบาปูซิปาซิปา..."
กล้าก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้
เขาอยากจะเห็นนักว่ามันเป็นใครกันแน่!
...
ทางทิศตะวันตกของสุสาน บริเวณริมเนินดินในป่า มีร่างสีดำร่างหนึ่งยืนอยู่
เป็นชายรูปร่างผอมสูง สวมชุดกีฬาขาสั้นสีดำที่ไม่มีตราสัญลักษณ์ใดๆ ใบหน้าถูกบดบังด้วยหมวกฮู้ดใบใหญ่ เผยให้เห็นเพียงจมูกงุ้มเล็กน้อยเท่านั้น
ข้างกายชายคนนั้นมีธงขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน เมื่อเขาบริกรรมคาถาและกระตุ้นพลัง ธงใหญ่จะโบกสะบัดอย่างรุนแรง คลื่นพลังหยินที่แผ่ซ่านออกมาราวกับคลื่นทะเลก็มีต้นกำเนิดมาจากที่นี่ คลื่นพลังหยินกระเพื่อมแผ่ออกไปทีละระลอก ปกคลุมไปทั่วทั้งสุสาน ปลุกศพที่เพิ่งหลับใหลอยู่ใต้ดินให้ตื่นขึ้นมา
ลวดลายค่ายกลอันซับซ้อนราวกับใยแมงมุมแผ่ขยายออกไปใต้ฝ่าเท้า
ยามเมื่อคนตาย ไม่มากก็น้อยย่อมมีพลังจิตหลงเหลืออยู่ ต่อให้เป็นคนธรรมดาที่มีพลังวิญญาณอ่อนแอ พลังจิตส่วนนี้ก็ต้องใช้เวลาประมาณเจ็ดวันถึงจะสลายไปจนหมดสิ้น
วิชาอาคมที่เขากำลังใช้อยู่ในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการดึงเอาพลังจิตที่หลงเหลืออยู่ของศพใหม่ทั้งหมดในสุสานมาใช้งาน เปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นเหมือนหุ่นเชิด เพื่อให้พวกมันทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้
วิชาปลุกศพ
เพียงคำสั่งเดียว ศพนับร้อยก็พร้อมเดินขบวนยามราตรี!
ในเวลาไม่ถึงห้านาที ศพที่เพิ่งถูกฝังในสุสานต่างพากันมายืนเรียงรายอยู่ที่ลานกว้างใต้เนินเขาอย่างเนืองแน่น มองแวบเดียวก็ชวนให้ขนลุกซู่
เยว่เหวินก็แฝงตัวอยู่ท่ามกลางศพเหล่านั้น และเป็นไปตามที่เขาคาดคิดเอาไว้ ท่ามกลางคลื่นพลังหยินที่ปกคลุมไปทั่ว กลิ่นอายความเป็นมนุษย์ของเขาถูกบดบังจนมิดชิด
เมื่อเห็นฝูงศพจำนวนมากจัดขบวนเรียบร้อย ชายชุดดำบนเนินเขาเผยหัวเราะเสียงเย็นยะเยือก ก่อนจะพลิกฝ่ามือและหยิบ... โทรศัพท์มือถือออกมา
เขาเปิดแอปพลิเคชันแชต กดบันทึกวิดีโอ พลางแพนกล้องถ่ายศพเหล่านี้จากซ้ายไปขวา พร้อมกับส่งเสียงพูดว่า "เถ้าแก่ ดูสิครับ ภารกิจราบรื่นดี คนที่เพิ่งถูกฝังในสุสานฝั่งตะวันออกช่วงนี้มาอยู่ที่นี่หมดแล้ว จำนวนเยอะมาก ศพหลายศพอยู่ในสภาพเนื้อตัวเละเทะ ดูจากรูปถ่ายคงแยกแยะยาก แค่บอกชื่อเป้าหมายมาก็พอ ผมแค่เรียกชื่อ เขาก็จะเดินออกมาเองครับ"
พอส่งวิดีโอไป อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาทันทีสองคำ
ชายชุดดำอ่านข้อความ เขาก็เก็บโทรศัพท์มือถือ ยืนตระหง่านมองลงไปยังฝูงศพเบื้องล่าง ก่อนจะร่ายมนตร์ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "สรรพสิ่งล้วนอนิจจัง บัญชาเรียกขานหยินหยาง! ผู้ใดที่ข้าเอ่ยนาม จงก้าวออกมา... จางเหว่ย!"
เมื่อเขาใช้วิชาอาคม ศพทั้งหมดเริ่มส่ายหัวไปมาอย่างกระสับกระส่ายอย่างน่าประหลาด และทันทีที่เอ่ยชื่อนี้ ศพกว่าสิบศพราวกับได้รับคำสั่ง จู่ๆ ก็สะดุ้งเฮือก ก่อนจะก้าวออกมาพร้อมกัน!
ตึก
จังหวะก้าวเดินที่พร้อมเพรียงกัน ทำให้เกิดเสียงดังทึบๆ ขึ้น
"..." ชายชุดดำดูเหมือนจะพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาอีกครั้ง แล้วส่งข้อความเสียงไป "เถ้าแก่ มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกไหมครับ ที่นี่มีคนชื่อจางเหว่ยเป็นสิบกว่าคนเลย... ผมคงขนกลับไปให้คุณหมดไม่ได้หรอกนะครับ ให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องราวก่อนที่มันจะตายมาให้มากที่สุด ไม่งั้นพลังจิตที่หลงเหลืออยู่อาจจะไม่ตอบสนองก็ได้"
ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที อีกฝ่ายก็ส่งข้อความตอบกลับมาทันที
"หึหึ" ชายชุดดำหัวเราะเสียงเย็นสองครั้ง ก่อนจะออกคำสั่งอีกครั้ง "สรรพสิ่งล้วนอนิจจัง บัญชาเรียกขานหยินหยาง! ผู้ใดที่ตรงกับคำกล่าวของข้า จงก้าวออกมา... จางเหว่ยที่เพิ่งทำงานล่วงเวลาให้บริษัทฟรีๆ ก่อนตาย!"
เมื่อเขาส่งเสียงเรียก หลังจากที่ฝูงศพกระสับกระส่ายอยู่ครู่หนึ่ง ในบรรดาศพจางเหว่ยสิบกว่าศพที่ก้าวออกมาก่อนหน้านี้ มีเกินครึ่งที่ก้าวออกมาอีกหนึ่งก้าว!
"..." มองดูศพหกเจ็ดศพที่ยืนอยู่ตรงหน้า ชายชุดดำเริ่มขมวดคิ้วแน่น พึมพำว่า "นายทุนสมัยนี้นี่มันน่ารังเกียจจริงๆ"
เขาส่งข้อความเสียงไปหาอีกฝ่ายอีกครั้ง "คนที่ตายเพราะทำงานล่วงเวลาก็มีตั้งหลายคน มีข้อมูลอะไรมากกว่านี้อีกไหม? อย่างเช่นความหมกมุ่นก่อนตายของเป้าหมายอะไรทำนองนี้"
ผ่านไปครู่ใหญ่ อีกฝ่ายถึงจะส่งข้อความตอบกลับมา
"คราวนี้ไม่น่าจะพลาดแล้วมั้ง?" ชายชุดดำเงยหน้าขึ้น แล้วเอ่ยอีกครั้ง "ผู้ใดที่ตรงกับคำกล่าวของข้า จงก้าวออกมา... จางเหว่ย ไอ้หมาโสดตั้งแต่เกิด ที่วันๆ เอาแต่ทำงานล่วงเวลา ไม่เคยมีแฟนเลยสักคนในชีวิต!"
"ไวบิบาปูฮือฮือ!"
เมื่อเขาส่งเสียงสั่งการ ศพสี่ศพก็เดินร้องไห้โฮออกมา!
หากฟังดีๆ เสียงไวบิบาปูที่ร้องโหยหวนออกมาจากปากพวกมัน ก็คือคำว่า ขอร้องล่ะอย่าพูดอีกเลย...
"บ้าเอ๊ย นี่ยังจะมีอีกเหรอ?" ชายชุดดำสติแตกอย่างสมบูรณ์ "นี่มันโลกบ้าอะไรกัน คนที่น่ารันทดขนาดนี้ยังมีมากกว่าหนึ่งคนอีกเหรอเนี่ย?"
ส่วนเยว่เหวินที่แฝงตัวอยู่ในขบวนศพสังเกตเห็นว่า มีศพหนึ่งในนั้นสวมกางเกงเอี๊ยมและไว้ผมแสกกลาง ฉับพลันเกิดนึกถึงคำพูดของแมวดำเมื่อวานขึ้นมาได้ทันที
เป้าหมายที่นายจ้างของชายชุดดำคนนี้ต้องการตามหา คือคนคนเดียวกันกับที่ปีศาจแมวทั้งสามตัวตามหาเมื่อวานนี้!
ในขณะที่ชายชุดดำดูเหมือนจะหัวเสียสุดขีด และกำลังจะส่งข้อความหาอีกฝ่ายอีกครั้ง จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังมาจากที่ไกลๆ
"เป็นผู้ฝึกตนสายมารที่บังอาจนัก—"