เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 การสัมภาษณ์งานที่ไวที่สุดในประวัติศาสตร์

บทที่ 8 การสัมภาษณ์งานที่ไวที่สุดในประวัติศาสตร์

บทที่ 8 การสัมภาษณ์งานที่ไวที่สุดในประวัติศาสตร์


"เชิญนั่งครับ" เยว่เหวินเชิญเด็กสาวเข้ามาด้านใน ให้นั่งลงบนโซฟาเก่าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม "ขอทราบชื่อหน่อยครับ?"

"ฉันชื่อจ้าวซิงเอ๋อร์ค่ะ" พอนั่งลงเรียบร้อย เด็กสาวจัดทรงผมเล็กน้อย แล้วตอบกลับอย่างสง่าผ่าเผย

"ยินดีด้วยครับ คุณผ่านการสัมภาษณ์แล้ว พรุ่งนี้มาเริ่มงานอย่างเป็นทางการได้เลย ถ้ามีงานจ้างก็ถือเป็นการทดลองงาน ผ่านการทดลองงานครั้งเดียวก็บรรจุเป็นพนักงานประจำทันที ตกลงไหมครับ?" เยว่เหวินกล่าวอย่างลื่นไหล

"ฉัน... เอ๊ะ?" จ้าวซิงเอ๋อร์เหมือนจะเตรียมคำพูดอะไรมาสักอย่าง แต่พอหลุดออกมาได้คำเดียวก็ชะงักงันไป

เดี๋ยวนะ

นี่คือผ่านแล้วเหรอ?

เกณฑ์สัมภาษณ์งานของพวกคุณคือ ขอแค่บอกชื่อตัวเองได้ก็พอใช่ไหม?

ตอนฉันเข้าโรงเรียนอนุบาล เกณฑ์รับสมัครยังสูงกว่านี้หน่อยนึงเลยนะ ตอนนั้นยังต้องบอกชื่อพ่อแม่ได้ด้วยซ้ำ!

ชั่วขณะหนึ่ง เด็กสาวเริ่มสงสัยว่าที่นี่เป็นรังโจรหรือเปล่า ประเภทที่ทำงานได้หนึ่งเดือนก็พาไปขายที่ประเทศแถบเพื่อนบ้าน ทำงานสองเดือนก็ให้ชวนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมาทำงานด้วยอะไรทำนองนั้น...

แน่นอนว่าเยว่เหวินไม่ได้ลดมาตรฐานเพราะเห็นว่าหน้าตาสะสวย แต่เพราะมาตรฐานมันต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบนี้อยู่แล้วต่างหาก

ไม่มีที่ว่างให้ลดต่ำลงไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

เขาไม่ได้อยากรับนักเลงหัวไม้เก่งกาจอะไรมาสักหน่อย ก็แค่ต้องการผู้ช่วยมาให้ครบจำนวนคนเท่านั้น เพราะถึงเวลาเจองานจ้าง เขาก็ต้องเป็นคนลงมือจัดการกับสิ่งชั่วร้ายเองอยู่ดี

ขืนเธออยากช่วยจัดการสิ่งชั่วร้ายจริงๆ เขาเองต่างหากที่จะไม่ชอบใจ

ดังนั้นขอแค่อีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนก็พอแล้ว

แม่หนูน้อยคนนี้แววตาเป็นประกาย มีกลิ่นอายพลังวิญญาณเต็มเปี่ยม มองแวบเดียวก็รู้ว่ามีตบะติดตัว แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

"เอ่อ..." ความสำเร็จมาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัว จ้าวซิงเอ๋อร์เรียบเรียงคำพูดใหม่ ก่อนจะเอ่ย "ไม่ต้องถามอะไรเพิ่มเติมอีกหน่อยเหรอคะ?"

"ฮ่าฮ่า ได้สิครับ งั้นผมขอถามอีกคำถามนึง" เยว่เหวินบอก "คุณจ้าวพอใจกับสำนักงานของเราไหมครับ?"

"ฉันเหรอคะ?" จ้าวซิงเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "สำนักงานของเราที่ว่านี้ดูเรียบง่าย ติดดิน ข้าวของในห้องก็จัดวางแบบรกอย่างมีระเบียบ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นทีมสตาร์ตอัปที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ฉันพอใจมากค่ะ"

เยว่เหวินพยักหน้ารับทันที "ยินดีที่ได้ร่วมงานกันครับ"

เขาไม่ได้เตรียมขั้นตอนการสัมภาษณ์งานอะไรไว้เลย การต้องเสียเวลาและใช้ความคิดกับผู้ช่วยคนนี้มากเกินไปเป็นเรื่องไม่จำเป็น ขอแค่มีคนสักคนหนึ่ง ให้สามารถทำใบอนุญาตประกอบธุรกิจของสำนักงานได้ แค่นั้นก็พอแล้ว

เมื่อเห็นรอยยิ้มของเยว่เหวิน จ้าวซิงเอ๋อร์ถึงกับเกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นมาวูบหนึ่ง

ระหว่างเรามันพัฒนาเร็วไปไหม?

ข้ามมาถึงขั้นนี้เลยเหรอ?

การสัมภาษณ์งานที่ไวที่สุดในประวัติศาสตร์จบลง พอเดินออกจากสำนักงาน สีหน้าของเธอยังคงมึนงงอยู่เล็กน้อย เดินไปได้หนึ่งช่วงตึก เธอถึงค่อยหยิบมือถือออกมาส่งข้อความหาใครคนหนึ่งที่อยู่อีกฝั่ง

"ฉันสมัครงานผ่านแล้วล่ะ ถึงขั้นตอนจะดูแปลกๆ ไปหน่อย... แต่ก็ราบรื่นดี ฉันอุตส่าห์ตั้งใจหาร้านที่ไม่มีชื่อเสียง ซอมซ่อ ในห้องรกกว่ารังหมา ดูเหมือนสำนักงานเถื่อนไม่มีใบอนุญาตสุดๆ รับรองว่าไม่มีใครสงสัยแน่นอน"

ผ่านไปครู่หนึ่ง อีกฝ่ายก็ส่งข้อความตอบกลับมา "เยี่ยมไปเลย! ทีนี้เธอก็สามารถปักหลักอยู่ในเมืองเจียงเฉิงได้อย่างมั่นคงแล้ว"

จ้าวซิงเอ๋อร์พิมพ์เพิ่มไปอีกประโยค "ถึงสำนักงานจะซอมซ่อ แต่เจ้านายหล่อมากนะ"

"ฮิฮิ ถ้างั้นก็ยิ่งเริ่ดไปใหญ่เลย" อีกฝ่ายตอบกลับ

จ้าวซิงเอ๋อร์พิมพ์ถามอีก "ตัวตนและเอกสารต่างๆ ที่เธอทำมาให้ คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?"

อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างหนักแน่น "เธอตั้งใจทำงานและเรียนหนังสือไปเถอะ ถ้ามีหลุดโป๊ะแม้แต่นิดเดียว ขอให้ฉันโดนชายฉกรรจ์กล้ามโตสิบคนจับไปขังไว้สามวันสามคืนเลยเอ้า!"

จ้าวซิงเอ๋อร์: "นี่เธอไม่ได้กำลังอธิษฐานขอพรอยู่ใช่ไหม?"

"ตัวเธอเองนั่นแหละที่ต้องระวังตัวให้ดี อย่าเผลอไปอัดเพื่อนร่วมงานจนปางตายอีกล่ะ" อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคุย

จ้าวซิงเอ๋อร์ทำหน้าลำบากใจ พิมพ์ตอบกลับไปเงียบๆ "ฉันจะพยายามก็แล้วกัน"

...

เมื่อได้ผู้ช่วยคนใหม่สมใจอยาก พอตกเย็น เยว่เหวินก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาที่สุสานฝั่งตะวันออกอีกครั้ง

เพียงแต่ครั้งนี้ คนที่ออกมาต้อนรับเขาไม่ได้มีแค่ลุงหวงคนเดียว

ชายชราแซ่หวงเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหา ด้านหลังยังมีชายหนุ่มหน้าตาเย็นชาเดินตามมาด้วย

เป็นชายหนุ่มสวมชุดฝึกวิทยายุทธ์สีขาว สูงประมาณร้อยแปดสิบเซนติเมตร รูปร่างผอมเพรียว ผมหน้าม้าปัดเป๋ยาวปรกตาขวา ดวงตาเล็ก ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ไม่ได้จัดว่าหล่อเหลาอะไรนัก แต่มีมาดเท่ๆ และดูเย่อหยิ่งแฝงอยู่

"เสี่ยวเยว่" ลุงหวงเอ่ยทักทาย "ลำบากเธอต้องวิ่งมาอีกรอบแล้ว พอดีฉันยังไม่ได้แจ้งให้เธอทราบ คืนนี้เธอไม่ต้องออกโรงจัดการสิ่งชั่วร้ายแล้วนะ เบื้องบนจ้างคนใหม่มาแทนแล้ว"

"จ้างคนอื่นเหรอครับ?" เยว่เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปยังชายหนุ่มฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเอ่ยถาม "ทำไมล่ะครับ?"

"ไม่ใช่ว่าไม่พอใจผลงานของเธอนะ เมื่อคืนเธอบอกว่ามีปีศาจโผล่มาใช่ไหมล่ะ ฉันก็เลยรีบรายงานหน่วยงานเบื้องบน เบื้องบนกลัวว่าเธอจะรับมือไม่ไหว ก็เลยเชิญศิษย์สำนักเซียนมาคุมสถานการณ์โดยเฉพาะน่ะสิ" ลุงหวงอธิบาย

ศิษย์สำนักเซียน?

เยว่เหวินพิจารณาชายหนุ่มคนนั้นอีกครั้ง คิดในใจว่ามิน่าล่ะหมอนี่ถึงได้ดูเย่อหยิ่งเย็นชาขนาดนี้

ต่อให้มาจากสำนักเซียนที่เล็กและอ่อนแอที่สุด ภูมิหลังและทรัพยากรก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระทั่วไปจะเทียบติด

สำหรับบรรดาผู้ฝึกตนสายเถื่อนที่แม้แต่เคล็ดวิชาแต่ละระดับยังต้องหามาปะติดปะต่อกัน แถมทั้งเนื้อทั้งตัวยังหาของวิเศษสภาพสมบูรณ์ไม่ได้สักชิ้น ศิษย์สำนักเซียนนั้นฝึกฝนได้เร็วกว่า ปลอดภัยกว่า เมื่ออยู่ในระดับตบะเท่ากัน พลังต่อสู้ก็เรียกได้ว่าข่มกันมิด ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย

แน่นอนว่าเยว่เหวินไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแบบดั้งเดิม

เขาก็แค่ดูเหมือนพวกเถื่อนไร้สังกัด

"ที่นี่ก็แค่สุสาน ทำไมถึงลงทุนลงแรงขนาดนี้ล่ะครับ?" เยว่เหวินถามด้วยความสงสัย "เชิญศิษย์สำนักเซียนมาค่าจ้างคงไม่ใช่น้อยๆ เลยใช่ไหมครับ?"

ลุงหวงหัวเราะแหะๆ "ค่าจ้างน่ะไม่ถูกแน่นอนอยู่แล้ว เบื้องบนยอมตกลงเชิญเขามา ก็เพราะให้ความสำคัญกับสุสานฝั่งตะวันออกของเรามากๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับการที่หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยเขตชานเมืองฝั่งตะวันออกเป็นลูกชายของฉันเลยแม้แต่น้อย"

"อ้อ ผมเข้าใจแล้วครับ" เยว่เหวินพยักหน้ารับ จากนั้นตบเบาะมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเบาๆ "คุณลุงนั่งคุยเถอะครับ จะได้ไม่เมื่อย"

"โธ่ ไม่เป็นไรหรอก" ลุงหวงโบกมือปฏิเสธ "ยังไงซะเงินเธอก็ไม่ต้องคืน ถือซะว่าได้พักงานไปวันนึง ดีจะตายไป"

ไม่ดีเลยสักนิด

เยว่เหวินคิดในใจว่า ลุงคิดว่าผมมาทำเพราะอยากได้เงินเหรอ? ผมมาเพราะอยากฟาร์มปีศาจโคมไฟต่างหากเล่า!

ไม่งั้นจะยอมรับงานในราคานี้เหรอ?

พอครุ่นคิดเล็กน้อย เขาก็เอ่ยขึ้นว่า "ไม่ได้ครับ"

"หืม?" ทั้งลุงหวงและชายหนุ่มคนนั้นต่างหันมามองเขา

เยว่เหวินเผยสีหน้าจริงจัง "ดังคำกล่าวที่ว่ารับเงินเขามา ก็ต้องช่วยเขาปัดเป่าภัยพิบัติ ในเมื่อผมรับเงินค่าทำความสะอาดปีศาจโคมไฟมาแล้ว ผมก็ต้องจัดการทำความสะอาดสุสานแห่งนี้ให้หมดจดด้วยมือของผมเอง! ลุงหวง นี่คือหลักการในการใช้ชีวิตของผม หวังว่าพวกคุณจะเข้าใจนะครับ"

"เอ่อ..." ลุงหวงได้ยินคำพูดของเขาถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลูบศีรษะล้านเลี่ยนของตนเอง พลางทอดถอนใจ "เฮ้อ เสี่ยวเยว่เอ๊ย สมัยนี้เด็กที่มีอุดมการณ์แบบเธอหาได้ยากแล้วจริงๆ"

ทั้งที่รับเงินเปล่าๆ แล้วเดินจากไปได้เลยแท้ๆ แต่กลับยืนกรานที่จะทำงานในส่วนของตัวเองให้เสร็จสมบูรณ์

สองคำสั้นๆ คุณธรรม!

สายตาที่ชายหนุ่มคนนั้นมองเยว่เหวินก็แฝงไปด้วยความชื่นชมเช่นกัน เขาเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา แล้วเอ่ยขึ้น "ฉันชื่อฉีเตี่ยน จากสำนักเคียงนที ถึงนายจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ แต่การมีอุดมการณ์แน่วแน่ขนาดนี้ สมควรได้รับการเคารพ คืนนี้ฉันจะคอยคุมสถานการณ์อยู่ที่นี่ให้เอง ถ้ามีสิ่งชั่วร้ายที่รับมือยากโผล่มา ฉันค่อยลงมือ"

ในความเข้าใจของบรรดาศิษย์สำนักเซียนเหล่านี้ ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระส่วนใหญ่มักมีตบะไม่เอาไหน แถมยังเจ้าเล่ห์เพทุบาย

การไม่มีภูมิหลัง หมายความว่าไม่มีอะไรให้ต้องเกรงกลัว

ผู้อาวุโสมักจะพร่ำเตือนพวกเขาเสมอว่า เวลาออกท่องยุทธภพต้องระวังพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเหล่านี้ให้ดี โดยเฉพาะในเขตทุรกันดารนอกเมือง คนพวกนี้อาจจะอันตรายยิ่งกว่าสิ่งชั่วร้ายเสียอีก

ดังนั้นในตอนแรก ฉีเตี่ยนจึงมีท่าทีเย็นชากับเยว่เหวินมาก

แต่พอได้ยินเยว่เหวินพูดแบบนั้น ฉีเตี่ยนก็รู้สึกว่าคนคนนี้น่าจะมีนิสัยใจคอไม่เลว ความคิดอคติในใจจึงเปลี่ยนไป และนั่นเป็นเหตุผลที่เขายอมเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดคุยด้วย

"ขอบคุณมากครับ" เยว่เหวินพยักหน้ารับ "ผมมีตบะแค่ขอบเขตหลอมรวมขั้นปลาย การมีสหายเต๋าฉีมาคอยคุมสถานการณ์ให้ที่นี่ ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะเลยครับ"

สำนักเคียงนทีเป็นสำนักท้องถิ่นของเมืองเจียงเฉิง แน่นอนว่าหากเทียบกับโลกผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดอาจจะไม่โดดเด่นอะไร แต่ในระดับท้องถิ่นถือว่าเป็นสำนักใหญ่แล้ว

ยังไงซะทั่วทั้งเขตเทียนเป่ย ก็ได้ชื่อว่าเป็น "ดินแดนรกร้างแห่งการฝึกเซียน" มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

นอกจากคนของสำนักงานปราบปรามความผิดปกติแล้ว เยว่เหวินเพิ่งเคยได้สัมผัสกับผู้ฝึกตนที่ "จบหลักสูตรมาตรฐาน" แบบนี้เป็นครั้งแรก ย่อมต้องมองอีกฝ่ายด้วยความชื่นชมเป็นธรรมดา

ทว่าพอเขาพูดจบ แววตาของฉีเตี่ยนกลับสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด

ลุงหวงที่อยู่ด้านข้างเห็นดีเห็นงามด้วย จึงหัวเราะพลางเอ่ย "แบบนี้ก็ดีเลย คนหนุ่มสองคนทำงานด้วยกันน่าจะสนุกกว่านะ เสี่ยวฉีมาจากสำนักเซียน ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็คงเอาอยู่ เสี่ยวฉี ตอนนี้เธออยู่ระดับไหนแล้วนะ?"

ฉันอยู่ระดับไหนน่ะเหรอ?

ก็อยู่ขอบเขตหลอมรวมขั้นกลางน่ะสิ ในหมู่ศิษย์รุ่นเดียวกันของสำนักเคียงนที ฉันก็ถือว่าเป็นระดับหัวกะทิแล้ว

ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระคนนี้ดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่กลับบรรลุถึงขอบเขตหลอมรวมขั้นปลายแล้วเหรอ? หากได้รับการสนับสนุนทรัพยากรอย่างเพียงพอ เขาคงมีหวังทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณกังได้อย่างแน่นอนมั้ง?

นี่คือคนที่จ้างมาด้วยเงินพันหยวนเนี่ยนะ?

ฉีเตี่ยนรู้สึกประหลาดใจอยู่ในใจ แต่ภายนอกยังคงนิ่งเงียบ

แม้ระดับจะอยู่ต่ำกว่าอีกฝ่ายหนึ่งขั้นย่อย แต่เขาก็มั่นใจว่าพลังต่อสู้ของตัวเองเหนือกว่าอีกฝ่ายมาก ทว่าศิษย์สำนักเซียนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน กลับมีระดับตบะด้อยกว่าผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ ช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอายจริงๆ

ขณะที่เขากำลังอึ้งจนพูดไม่ออก ลุงหวงทางด้านนั้นก็ซักไซ้ไล่เลียงต่อ "อ้าว เสี่ยวฉี ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ? ฮิฮิ หรือว่าระดับตบะของศิษย์สำนักเซียนต้องปิดเป็นความลับด้วย?"

ถามอยู่นั่นแหละ

อายุตั้งป่านนี้แล้วยังดูไม่ออกอีกว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด

ฉีเตี่ยนกัดฟันเงียบๆ กลั้นใจอยู่นาน ในที่สุดก็โพล่งออกมาประโยคหนึ่ง "ฉันจะสั่งเดลิเวอรี พวกนายสนใจกินไก่ทอดไหม?"

จบบทที่ บทที่ 8 การสัมภาษณ์งานที่ไวที่สุดในประวัติศาสตร์

คัดลอกลิงก์แล้ว