- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 8 การสัมภาษณ์งานที่ไวที่สุดในประวัติศาสตร์
บทที่ 8 การสัมภาษณ์งานที่ไวที่สุดในประวัติศาสตร์
บทที่ 8 การสัมภาษณ์งานที่ไวที่สุดในประวัติศาสตร์
"เชิญนั่งครับ" เยว่เหวินเชิญเด็กสาวเข้ามาด้านใน ให้นั่งลงบนโซฟาเก่าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม "ขอทราบชื่อหน่อยครับ?"
"ฉันชื่อจ้าวซิงเอ๋อร์ค่ะ" พอนั่งลงเรียบร้อย เด็กสาวจัดทรงผมเล็กน้อย แล้วตอบกลับอย่างสง่าผ่าเผย
"ยินดีด้วยครับ คุณผ่านการสัมภาษณ์แล้ว พรุ่งนี้มาเริ่มงานอย่างเป็นทางการได้เลย ถ้ามีงานจ้างก็ถือเป็นการทดลองงาน ผ่านการทดลองงานครั้งเดียวก็บรรจุเป็นพนักงานประจำทันที ตกลงไหมครับ?" เยว่เหวินกล่าวอย่างลื่นไหล
"ฉัน... เอ๊ะ?" จ้าวซิงเอ๋อร์เหมือนจะเตรียมคำพูดอะไรมาสักอย่าง แต่พอหลุดออกมาได้คำเดียวก็ชะงักงันไป
เดี๋ยวนะ
นี่คือผ่านแล้วเหรอ?
เกณฑ์สัมภาษณ์งานของพวกคุณคือ ขอแค่บอกชื่อตัวเองได้ก็พอใช่ไหม?
ตอนฉันเข้าโรงเรียนอนุบาล เกณฑ์รับสมัครยังสูงกว่านี้หน่อยนึงเลยนะ ตอนนั้นยังต้องบอกชื่อพ่อแม่ได้ด้วยซ้ำ!
ชั่วขณะหนึ่ง เด็กสาวเริ่มสงสัยว่าที่นี่เป็นรังโจรหรือเปล่า ประเภทที่ทำงานได้หนึ่งเดือนก็พาไปขายที่ประเทศแถบเพื่อนบ้าน ทำงานสองเดือนก็ให้ชวนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมาทำงานด้วยอะไรทำนองนั้น...
แน่นอนว่าเยว่เหวินไม่ได้ลดมาตรฐานเพราะเห็นว่าหน้าตาสะสวย แต่เพราะมาตรฐานมันต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบนี้อยู่แล้วต่างหาก
ไม่มีที่ว่างให้ลดต่ำลงไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
เขาไม่ได้อยากรับนักเลงหัวไม้เก่งกาจอะไรมาสักหน่อย ก็แค่ต้องการผู้ช่วยมาให้ครบจำนวนคนเท่านั้น เพราะถึงเวลาเจองานจ้าง เขาก็ต้องเป็นคนลงมือจัดการกับสิ่งชั่วร้ายเองอยู่ดี
ขืนเธออยากช่วยจัดการสิ่งชั่วร้ายจริงๆ เขาเองต่างหากที่จะไม่ชอบใจ
ดังนั้นขอแค่อีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนก็พอแล้ว
แม่หนูน้อยคนนี้แววตาเป็นประกาย มีกลิ่นอายพลังวิญญาณเต็มเปี่ยม มองแวบเดียวก็รู้ว่ามีตบะติดตัว แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
"เอ่อ..." ความสำเร็จมาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัว จ้าวซิงเอ๋อร์เรียบเรียงคำพูดใหม่ ก่อนจะเอ่ย "ไม่ต้องถามอะไรเพิ่มเติมอีกหน่อยเหรอคะ?"
"ฮ่าฮ่า ได้สิครับ งั้นผมขอถามอีกคำถามนึง" เยว่เหวินบอก "คุณจ้าวพอใจกับสำนักงานของเราไหมครับ?"
"ฉันเหรอคะ?" จ้าวซิงเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "สำนักงานของเราที่ว่านี้ดูเรียบง่าย ติดดิน ข้าวของในห้องก็จัดวางแบบรกอย่างมีระเบียบ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นทีมสตาร์ตอัปที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ฉันพอใจมากค่ะ"
เยว่เหวินพยักหน้ารับทันที "ยินดีที่ได้ร่วมงานกันครับ"
เขาไม่ได้เตรียมขั้นตอนการสัมภาษณ์งานอะไรไว้เลย การต้องเสียเวลาและใช้ความคิดกับผู้ช่วยคนนี้มากเกินไปเป็นเรื่องไม่จำเป็น ขอแค่มีคนสักคนหนึ่ง ให้สามารถทำใบอนุญาตประกอบธุรกิจของสำนักงานได้ แค่นั้นก็พอแล้ว
เมื่อเห็นรอยยิ้มของเยว่เหวิน จ้าวซิงเอ๋อร์ถึงกับเกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นมาวูบหนึ่ง
ระหว่างเรามันพัฒนาเร็วไปไหม?
ข้ามมาถึงขั้นนี้เลยเหรอ?
การสัมภาษณ์งานที่ไวที่สุดในประวัติศาสตร์จบลง พอเดินออกจากสำนักงาน สีหน้าของเธอยังคงมึนงงอยู่เล็กน้อย เดินไปได้หนึ่งช่วงตึก เธอถึงค่อยหยิบมือถือออกมาส่งข้อความหาใครคนหนึ่งที่อยู่อีกฝั่ง
"ฉันสมัครงานผ่านแล้วล่ะ ถึงขั้นตอนจะดูแปลกๆ ไปหน่อย... แต่ก็ราบรื่นดี ฉันอุตส่าห์ตั้งใจหาร้านที่ไม่มีชื่อเสียง ซอมซ่อ ในห้องรกกว่ารังหมา ดูเหมือนสำนักงานเถื่อนไม่มีใบอนุญาตสุดๆ รับรองว่าไม่มีใครสงสัยแน่นอน"
ผ่านไปครู่หนึ่ง อีกฝ่ายก็ส่งข้อความตอบกลับมา "เยี่ยมไปเลย! ทีนี้เธอก็สามารถปักหลักอยู่ในเมืองเจียงเฉิงได้อย่างมั่นคงแล้ว"
จ้าวซิงเอ๋อร์พิมพ์เพิ่มไปอีกประโยค "ถึงสำนักงานจะซอมซ่อ แต่เจ้านายหล่อมากนะ"
"ฮิฮิ ถ้างั้นก็ยิ่งเริ่ดไปใหญ่เลย" อีกฝ่ายตอบกลับ
จ้าวซิงเอ๋อร์พิมพ์ถามอีก "ตัวตนและเอกสารต่างๆ ที่เธอทำมาให้ คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?"
อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างหนักแน่น "เธอตั้งใจทำงานและเรียนหนังสือไปเถอะ ถ้ามีหลุดโป๊ะแม้แต่นิดเดียว ขอให้ฉันโดนชายฉกรรจ์กล้ามโตสิบคนจับไปขังไว้สามวันสามคืนเลยเอ้า!"
จ้าวซิงเอ๋อร์: "นี่เธอไม่ได้กำลังอธิษฐานขอพรอยู่ใช่ไหม?"
"ตัวเธอเองนั่นแหละที่ต้องระวังตัวให้ดี อย่าเผลอไปอัดเพื่อนร่วมงานจนปางตายอีกล่ะ" อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคุย
จ้าวซิงเอ๋อร์ทำหน้าลำบากใจ พิมพ์ตอบกลับไปเงียบๆ "ฉันจะพยายามก็แล้วกัน"
...
เมื่อได้ผู้ช่วยคนใหม่สมใจอยาก พอตกเย็น เยว่เหวินก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาที่สุสานฝั่งตะวันออกอีกครั้ง
เพียงแต่ครั้งนี้ คนที่ออกมาต้อนรับเขาไม่ได้มีแค่ลุงหวงคนเดียว
ชายชราแซ่หวงเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหา ด้านหลังยังมีชายหนุ่มหน้าตาเย็นชาเดินตามมาด้วย
เป็นชายหนุ่มสวมชุดฝึกวิทยายุทธ์สีขาว สูงประมาณร้อยแปดสิบเซนติเมตร รูปร่างผอมเพรียว ผมหน้าม้าปัดเป๋ยาวปรกตาขวา ดวงตาเล็ก ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ไม่ได้จัดว่าหล่อเหลาอะไรนัก แต่มีมาดเท่ๆ และดูเย่อหยิ่งแฝงอยู่
"เสี่ยวเยว่" ลุงหวงเอ่ยทักทาย "ลำบากเธอต้องวิ่งมาอีกรอบแล้ว พอดีฉันยังไม่ได้แจ้งให้เธอทราบ คืนนี้เธอไม่ต้องออกโรงจัดการสิ่งชั่วร้ายแล้วนะ เบื้องบนจ้างคนใหม่มาแทนแล้ว"
"จ้างคนอื่นเหรอครับ?" เยว่เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปยังชายหนุ่มฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเอ่ยถาม "ทำไมล่ะครับ?"
"ไม่ใช่ว่าไม่พอใจผลงานของเธอนะ เมื่อคืนเธอบอกว่ามีปีศาจโผล่มาใช่ไหมล่ะ ฉันก็เลยรีบรายงานหน่วยงานเบื้องบน เบื้องบนกลัวว่าเธอจะรับมือไม่ไหว ก็เลยเชิญศิษย์สำนักเซียนมาคุมสถานการณ์โดยเฉพาะน่ะสิ" ลุงหวงอธิบาย
ศิษย์สำนักเซียน?
เยว่เหวินพิจารณาชายหนุ่มคนนั้นอีกครั้ง คิดในใจว่ามิน่าล่ะหมอนี่ถึงได้ดูเย่อหยิ่งเย็นชาขนาดนี้
ต่อให้มาจากสำนักเซียนที่เล็กและอ่อนแอที่สุด ภูมิหลังและทรัพยากรก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระทั่วไปจะเทียบติด
สำหรับบรรดาผู้ฝึกตนสายเถื่อนที่แม้แต่เคล็ดวิชาแต่ละระดับยังต้องหามาปะติดปะต่อกัน แถมทั้งเนื้อทั้งตัวยังหาของวิเศษสภาพสมบูรณ์ไม่ได้สักชิ้น ศิษย์สำนักเซียนนั้นฝึกฝนได้เร็วกว่า ปลอดภัยกว่า เมื่ออยู่ในระดับตบะเท่ากัน พลังต่อสู้ก็เรียกได้ว่าข่มกันมิด ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย
แน่นอนว่าเยว่เหวินไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแบบดั้งเดิม
เขาก็แค่ดูเหมือนพวกเถื่อนไร้สังกัด
"ที่นี่ก็แค่สุสาน ทำไมถึงลงทุนลงแรงขนาดนี้ล่ะครับ?" เยว่เหวินถามด้วยความสงสัย "เชิญศิษย์สำนักเซียนมาค่าจ้างคงไม่ใช่น้อยๆ เลยใช่ไหมครับ?"
ลุงหวงหัวเราะแหะๆ "ค่าจ้างน่ะไม่ถูกแน่นอนอยู่แล้ว เบื้องบนยอมตกลงเชิญเขามา ก็เพราะให้ความสำคัญกับสุสานฝั่งตะวันออกของเรามากๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับการที่หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยเขตชานเมืองฝั่งตะวันออกเป็นลูกชายของฉันเลยแม้แต่น้อย"
"อ้อ ผมเข้าใจแล้วครับ" เยว่เหวินพยักหน้ารับ จากนั้นตบเบาะมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเบาๆ "คุณลุงนั่งคุยเถอะครับ จะได้ไม่เมื่อย"
"โธ่ ไม่เป็นไรหรอก" ลุงหวงโบกมือปฏิเสธ "ยังไงซะเงินเธอก็ไม่ต้องคืน ถือซะว่าได้พักงานไปวันนึง ดีจะตายไป"
ไม่ดีเลยสักนิด
เยว่เหวินคิดในใจว่า ลุงคิดว่าผมมาทำเพราะอยากได้เงินเหรอ? ผมมาเพราะอยากฟาร์มปีศาจโคมไฟต่างหากเล่า!
ไม่งั้นจะยอมรับงานในราคานี้เหรอ?
พอครุ่นคิดเล็กน้อย เขาก็เอ่ยขึ้นว่า "ไม่ได้ครับ"
"หืม?" ทั้งลุงหวงและชายหนุ่มคนนั้นต่างหันมามองเขา
เยว่เหวินเผยสีหน้าจริงจัง "ดังคำกล่าวที่ว่ารับเงินเขามา ก็ต้องช่วยเขาปัดเป่าภัยพิบัติ ในเมื่อผมรับเงินค่าทำความสะอาดปีศาจโคมไฟมาแล้ว ผมก็ต้องจัดการทำความสะอาดสุสานแห่งนี้ให้หมดจดด้วยมือของผมเอง! ลุงหวง นี่คือหลักการในการใช้ชีวิตของผม หวังว่าพวกคุณจะเข้าใจนะครับ"
"เอ่อ..." ลุงหวงได้ยินคำพูดของเขาถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลูบศีรษะล้านเลี่ยนของตนเอง พลางทอดถอนใจ "เฮ้อ เสี่ยวเยว่เอ๊ย สมัยนี้เด็กที่มีอุดมการณ์แบบเธอหาได้ยากแล้วจริงๆ"
ทั้งที่รับเงินเปล่าๆ แล้วเดินจากไปได้เลยแท้ๆ แต่กลับยืนกรานที่จะทำงานในส่วนของตัวเองให้เสร็จสมบูรณ์
สองคำสั้นๆ คุณธรรม!
สายตาที่ชายหนุ่มคนนั้นมองเยว่เหวินก็แฝงไปด้วยความชื่นชมเช่นกัน เขาเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา แล้วเอ่ยขึ้น "ฉันชื่อฉีเตี่ยน จากสำนักเคียงนที ถึงนายจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ แต่การมีอุดมการณ์แน่วแน่ขนาดนี้ สมควรได้รับการเคารพ คืนนี้ฉันจะคอยคุมสถานการณ์อยู่ที่นี่ให้เอง ถ้ามีสิ่งชั่วร้ายที่รับมือยากโผล่มา ฉันค่อยลงมือ"
ในความเข้าใจของบรรดาศิษย์สำนักเซียนเหล่านี้ ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระส่วนใหญ่มักมีตบะไม่เอาไหน แถมยังเจ้าเล่ห์เพทุบาย
การไม่มีภูมิหลัง หมายความว่าไม่มีอะไรให้ต้องเกรงกลัว
ผู้อาวุโสมักจะพร่ำเตือนพวกเขาเสมอว่า เวลาออกท่องยุทธภพต้องระวังพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเหล่านี้ให้ดี โดยเฉพาะในเขตทุรกันดารนอกเมือง คนพวกนี้อาจจะอันตรายยิ่งกว่าสิ่งชั่วร้ายเสียอีก
ดังนั้นในตอนแรก ฉีเตี่ยนจึงมีท่าทีเย็นชากับเยว่เหวินมาก
แต่พอได้ยินเยว่เหวินพูดแบบนั้น ฉีเตี่ยนก็รู้สึกว่าคนคนนี้น่าจะมีนิสัยใจคอไม่เลว ความคิดอคติในใจจึงเปลี่ยนไป และนั่นเป็นเหตุผลที่เขายอมเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดคุยด้วย
"ขอบคุณมากครับ" เยว่เหวินพยักหน้ารับ "ผมมีตบะแค่ขอบเขตหลอมรวมขั้นปลาย การมีสหายเต๋าฉีมาคอยคุมสถานการณ์ให้ที่นี่ ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะเลยครับ"
สำนักเคียงนทีเป็นสำนักท้องถิ่นของเมืองเจียงเฉิง แน่นอนว่าหากเทียบกับโลกผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดอาจจะไม่โดดเด่นอะไร แต่ในระดับท้องถิ่นถือว่าเป็นสำนักใหญ่แล้ว
ยังไงซะทั่วทั้งเขตเทียนเป่ย ก็ได้ชื่อว่าเป็น "ดินแดนรกร้างแห่งการฝึกเซียน" มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
นอกจากคนของสำนักงานปราบปรามความผิดปกติแล้ว เยว่เหวินเพิ่งเคยได้สัมผัสกับผู้ฝึกตนที่ "จบหลักสูตรมาตรฐาน" แบบนี้เป็นครั้งแรก ย่อมต้องมองอีกฝ่ายด้วยความชื่นชมเป็นธรรมดา
ทว่าพอเขาพูดจบ แววตาของฉีเตี่ยนกลับสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
ลุงหวงที่อยู่ด้านข้างเห็นดีเห็นงามด้วย จึงหัวเราะพลางเอ่ย "แบบนี้ก็ดีเลย คนหนุ่มสองคนทำงานด้วยกันน่าจะสนุกกว่านะ เสี่ยวฉีมาจากสำนักเซียน ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็คงเอาอยู่ เสี่ยวฉี ตอนนี้เธออยู่ระดับไหนแล้วนะ?"
ฉันอยู่ระดับไหนน่ะเหรอ?
ก็อยู่ขอบเขตหลอมรวมขั้นกลางน่ะสิ ในหมู่ศิษย์รุ่นเดียวกันของสำนักเคียงนที ฉันก็ถือว่าเป็นระดับหัวกะทิแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระคนนี้ดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่กลับบรรลุถึงขอบเขตหลอมรวมขั้นปลายแล้วเหรอ? หากได้รับการสนับสนุนทรัพยากรอย่างเพียงพอ เขาคงมีหวังทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณกังได้อย่างแน่นอนมั้ง?
นี่คือคนที่จ้างมาด้วยเงินพันหยวนเนี่ยนะ?
ฉีเตี่ยนรู้สึกประหลาดใจอยู่ในใจ แต่ภายนอกยังคงนิ่งเงียบ
แม้ระดับจะอยู่ต่ำกว่าอีกฝ่ายหนึ่งขั้นย่อย แต่เขาก็มั่นใจว่าพลังต่อสู้ของตัวเองเหนือกว่าอีกฝ่ายมาก ทว่าศิษย์สำนักเซียนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน กลับมีระดับตบะด้อยกว่าผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ ช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอายจริงๆ
ขณะที่เขากำลังอึ้งจนพูดไม่ออก ลุงหวงทางด้านนั้นก็ซักไซ้ไล่เลียงต่อ "อ้าว เสี่ยวฉี ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ? ฮิฮิ หรือว่าระดับตบะของศิษย์สำนักเซียนต้องปิดเป็นความลับด้วย?"
ถามอยู่นั่นแหละ
อายุตั้งป่านนี้แล้วยังดูไม่ออกอีกว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด
ฉีเตี่ยนกัดฟันเงียบๆ กลั้นใจอยู่นาน ในที่สุดก็โพล่งออกมาประโยคหนึ่ง "ฉันจะสั่งเดลิเวอรี พวกนายสนใจกินไก่ทอดไหม?"