- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 7 ซิวเหลียว
บทที่ 7 ซิวเหลียว
บทที่ 7 ซิวเหลียว
เจ้าตัวเล็กทั้งสามจากไปอย่างมีความสุข
……
การที่เยว่เหวินยอมปล่อยพวกมันไป แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะกลัวเข่าดังก๊อบแก๊บ... อันที่จริงก็อาจจะกลัวนิดหน่อยล่ะมั้ง
เหตุผลหลักคือเขามองออกอย่างรวดเร็วว่า พวกมันไม่มีทั้งความกล้าที่จะก่อเรื่องเลวร้ายในเมืองมนุษย์ และไม่มีแม้แต่ความฉลาดที่จะโกหกหลอกลวงเขาได้
เป็นก็แค่ปีศาจน้อยน่าสงสารที่ใช้ชีวิตอยู่ในเงามืดของเมือง
เขตทุรกันดารอันตรายสำหรับพวกมัน เมืองมนุษย์ก็อันตรายสำหรับพวกมันเหมือนกัน มีเพียงท่านประมุขคนนั้นที่พอจะปกป้องพวกมันได้ชั่วคราว พวกมันจึงทำได้เพียงรับฟังคำสั่ง
แต่ก่อนจากไป เยว่เหวินเอ่ยเตือนไว้แล้วว่า ไม่ว่าลัทธิเหมียวเหมียวของพวกมันจะมีแผนการอะไร ในช่วงสองวันนี้ห้ามมาก่อกวนที่สุสานฝั่งตะวันออกเด็ดขาด
แต่หากพ้นสองวันนี้ไป เรื่องราวก็ไม่เกี่ยวกับเขาแล้ว
จากความประทับใจที่มีต่อปีศาจน้อยทั้งสาม เยว่เหวินรู้สึกว่าท่านประมุขของพวกมันก็ไม่แน่ว่าจะเป็นคนเลวร้ายอะไร... เพราะคนเลวที่ไหนจะมารับเลี้ยงแมวจรจัดที่ไม่มีประโยชน์พวกนี้ไว้ล่ะ?
จากนั้นเขาก็กลับไปฟาร์มปีศาจโคมไฟอย่างเบิกบานใจจนถึงเช้า
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ลุงหวงขี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสีเหลืองคันเล็กดังปุเลงๆ มาที่สุสานอีกครั้ง พอมองดูหลุมขนาดใหญ่หลายหลุมที่ถูกขุดขึ้นมา ชายชราถึงกับยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง
"เมื่อคืนมีปีศาจสองสามตัวมาก่อกวน การต่อสู้ค่อนข้างดุเดือดครับ" เยว่เหวินบอก "โชคดีที่ผมใช้พลังของตัวเองขับไล่พวกมันไปได้ทั้งหมด"
"หา?" ลุงหวงเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "ก่อนหน้านี้สุสานฝั่งตะวันออกไม่เคยมีปีศาจเข้ามาเลยนะ!"
"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น" เยว่เหวินเอ่ยเตือน "แต่พอผมไปแล้ว ลุงหวงก็ระมัดระวังตัวให้ดีด้วยนะครับ ถ้ามีเสียงอะไรผิดปกติก็รีบแจ้งสำนักงานปราบปรามความผิดปกติแต่เนิ่นๆ อย่าสุ่มสี่สุ่มห้าออกไปดูเชียวล่ะ"
"เรื่องนั้นฉันรู้ดีน่า" ลุงหวงหัวเราะแหะๆ "ปกติพอดึกๆ ฉันก็ตั้งใจอ่านหนังสืออยู่ในห้อง ต่อให้ข้างนอกมีเสียงอะไรฉันก็ไม่ออกไปหรอก"
เยว่เหวินปรายตามองชั้นหนังสือฝั่งนั้น อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน "รักษาสุขภาพด้วยนะครับ"
ลุงหวงมาเปลี่ยนเวร เขาก็ควรกลับได้แล้ว ทำงานยุ่งมาค่อนคืน จัดการปีศาจโคมไฟไปได้เกินครึ่ง คืนนี้มาทำความสะอาดอีกคืนก็น่าจะเรียบร้อย
ถ้าไม่ใช่เพราะปีศาจน้อยทั้งสามตัวมาก่อกวน บางทีเขาอาจจะทำงานเสร็จภายในคืนเดียวไปแล้ว
แต่ปีศาจน้อยทั้งสามก็มอบข้อมูลเกี่ยวกับของวิเศษลึกลับให้ ถือว่าไม่เสียเปล่า เพียงแต่ยอดเขาจูเชว่นั้นค่อนข้างอันตรายจริงๆ เขาตั้งใจว่ารอให้ตัวเองทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณกังได้ก่อน แล้วค่อยไปสำรวจที่เขตทุรกันดาร
ผู้ฝึกตนมีทั้งหมดเก้าขอบเขต สามขอบเขตล่างได้แก่ ขอบเขตภายนอก ขอบเขตภายใน และขอบเขตหลอมรวม
สามขอบเขตนี้เริ่มจากการฝึกเส้นเอ็น กระดูก และผิวหนังภายนอก จากนั้นจึงฝึกปราณแท้จริงภายใน ท้ายที่สุดคือหลอมรวมแก่นแท้ ปราณ และจิตวิญญาณให้เป็นหนึ่ง เมื่อการหลอมรวมบรรลุถึงระดับหนึ่งแล้ว จะสามารถใช้ไฟใหญ่หลอมปราณกัง กระตุ้นให้เกิดปราณกังที่ผสานกับพลังวิญญาณฟ้าดิน เรียกว่า ขอบเขตปราณกัง
คอขวดของขอบเขตปราณกังขวางกั้นผู้ฝึกตนไว้กว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เรียกได้ว่าเป็นปราการที่กว้างใหญ่ไพศาลราวกับหุบเหวลึก
ต้องหลุดพ้นจากสามขอบเขตล่างให้ได้เท่านั้น ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือที่แท้จริง และสามารถเดินเหินในเขตทุรกันดารได้อย่างมั่นใจ
ด้วยระดับความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ การเข้าไปในเขตทุรกันดารยังถือว่าเสี่ยงเกินไป
เมื่อกลับมาถึงสำนักงาน ก็ยังไม่มีลูกค้ามาจ้างงานเหมือนเดิม
เยว่เหวินเดินตรงขึ้นไปบนเตียงเล็กชั้นสอง เตรียมตัวจะนอนสักงีบ แม้ว่าผู้ฝึกตนที่บรรลุขอบเขตหลอมรวมแล้วจะสามารถใช้การบำเพ็ญเพียรชดเชยพลังใจได้ ซึ่งในทางทฤษฎีคือสามารถอยู่ในสภาวะที่ไม่ต้องหลับต้องนอนได้เลย
แต่การนอนหลับอย่างเพียงพอก็ยังสามารถฟื้นฟูความสดชื่นได้ดีที่สุด ราวกับการเติมน้ำมันตะเกียง ถ้าไม่ใช่สถานการณ์คับขันจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทนเผาผลาญน้ำมันตะเกียงไปเปล่าๆ
แน่นอนว่าก่อนนอน ผู้ฝึกตนยังมีขั้นตอนที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่ง... นั่นคือการไถมือถือ
เขาเปิดโทรศัพท์ กดเข้าแอปพลิเคชันที่ชื่อ "ซิวเหลียว" แล้วพิมพ์คำว่า "ลัทธิเหมียวเหมียว" ลงในช่องค้นหาเป็นอันดับแรก
ผลการค้นหาเป็นศูนย์
เริ่มแรกซิวเหลียวเป็นเพียงเว็บบอร์ด มีชื่อเต็มว่า "ห้องแชตผู้บำเพ็ญเพียร" ต่อมาได้พัฒนาเป็นคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ที่ผู้ฝึกตนทุกคนใช้งาน ครอบคลุมเนื้อหาทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารในวงการ ข้อมูลการซื้อขาย พูดคุยหาเพื่อน นัดเรียนวิชาในเมืองเดียวกัน ฯลฯ
ถ้าในซิวเหลียวยังค้นหาองค์กรนี้ไม่เจอ นั่นก็แสดงว่าหากมันไม่ใช่ขุมกำลังใหญ่โตที่ลึกลับและซ่อนตัวเก่งสุดๆ ก็ต้องเป็นพวกกระจอกงอกง่อยที่ไม่มีชื่อเสียงและไม่มีใครรู้จักเลย
และเยว่เหวินรู้สึกว่าลัทธิเหมียวเหมียวนี้น่าจะเป็นอย่างหลังซะมากกว่า
พอค้นหาไม่พบ เขาเลยเลื่อนดูข่าวสารยอดฮิตบนซิวเหลียวต่อไป
……
ข่าวพาดหัวอันดับหนึ่งคือ ข่าวปรมาจารย์มู่หยางแห่งสำนักเซียนโบราณไท่จี๋ปาฮวง บุกเข้าไปในทะเลปีศาจกลืนวาฬ และแบกซากมังกรครึ่งท่อนกลับมาได้!
สถานที่ที่มีระดับความอันตรายสูงสุดในเขตทุรกันดาร จะถูกจัดให้เป็น "เขตหวงห้าม" ในบรรดาเขตหวงห้ามมากมายบนโลก มีอยู่หลายแห่งที่อันตรายสุดขีดจนเรียกได้ว่าเป็นดินแดนมรณะ แต่เพราะซุกซ่อนสมบัติเซียนจำนวนมหาศาลไว้ จึงทำให้ผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนยังคงหลั่งไหลเข้าไปสำรวจอย่างไม่ขาดสาย
นั่นคือสี่ "เขตหวงห้ามสมบัติเซียน" ที่ยิ่งใหญ่
ทะเลปีศาจกลืนวาฬคือหนึ่งในนั้น
มันคือพายุหมุนที่เคลื่อนตัวไปทั่วท้องทะเลราวกับภูตผี ทันทีที่ปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวาฬยักษ์หรือปีศาจภูเขา ต่อให้ตัวใหญ่แค่ไหนก็จะถูกดูดเข้าไปในน้ำวน ไม่มีทางรอดชีวิตกลับมาได้ ในบรรดาสี่เขตหวงห้ามสมบัติเซียน จัดว่าเป็นสถานที่ที่มีอัตราการรอดชีวิตต่ำที่สุด
แต่ปรมาจารย์มู่หยางไม่เพียงแค่หนีรอดออกมาได้ แต่ยังนำซากมังกรยักษ์ครึ่งท่อนที่มีมูลค่ามหาศาลกลับมาด้วย นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นตะลึงอย่างแท้จริง
พอดีมีคนถ่ายรูปตอนที่เขาหิ้วมังกรข้ามทะเลไว้ได้ แม้จะมองไม่เห็นหน้าชัดเจน แต่ภาพโครงกระดูกโบราณขนาดมหึมาที่แผ่คลุมไปทั่วท้องฟ้า ก็ดูยิ่งใหญ่อลังการทะลุจอเลยทีเดียว
บางคนยังเดาว่า ในเขตหวงห้ามสมบัติเซียนมีของวิเศษล้ำค่ามากมาย ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถรอดชีวิตกลับมาได้ บางทีสิ่งที่ได้มาอาจจะไม่ได้มีแค่นี้
ภายใต้ข่าวสุดช็อกนี้ มีข้อมูลวงในที่ยังไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จโผล่มาเพียบ และคอมเมนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ...
[ร่างศักดิ์สิทธิ์หูรูดแต่กำเนิดมุ่งมั่นขมิบกระบองทองให้ขาด: ฉันมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นศิษย์สายในของสำนักไท่จี๋ปาฮวง เขาบอกว่าสาเหตุที่ปรมาจารย์มู่หยางแบกซากมังกรเดินโชว์ตัวไปทั่ว ก็เพราะว่ามีสมบัติชิ้นใหญ่ที่เก็บใส่ของวิเศษมิติไม่ได้ เลยต้องเอาไปซ่อนไว้ในซากมังกรเพื่ออำพราง ส่วนจะเป็นอะไรนั้น เขาบอกให้ฉันไปที่ห้องเขาคืนนี้ถึงจะยอมบอก...]
ใต้คอมเมนต์นี้มีคนปูเสื่อรอตอบกลับเพียบ หลายคนเร่งเร้า ว่าผ่านไปทั้งคืนแล้วทำไมยังไม่ออกมาแฉอีก?
เยว่เหวินมองดูชื่อแอคเคานต์สุดเพี้ยนนี้ คิดในใจว่าสิ่งที่หมอนี่พูดก็ไม่แน่ว่าจะมีมูลความจริงสักเท่าไหร่
ข่าวฮิตอันดับสองคือ ข่าวประกาศจับในยุทธภพที่ออกโดยสำนักเซียนโบราณลัทธิมารดาปฐพีเร้นสวรรค์ ผู้ถูกประกาศจับชื่อ กู้หนานเฉา
ชื่อนี้ในวงการผู้ฝึกตนถือว่าไม่มีใครไม่รู้จัก
เซียนหนานเฉา จอมโจรเทพอันดับหนึ่งในใต้หล้า
สมบัติที่เขาเคยขโมยไปมีจำนวนนับไม่ถ้วน ในบรรดาผู้เสียหายก็มีสำนักเซียนชั้นนำรวมอยู่ด้วย ผลก็คือเขาถูกออกหมายจับในยุทธภพจากสำนักเซียนเล็กใหญ่ติดตัวอยู่อย่างน้อยหลายสิบใบ
และอย่าว่าแต่จะจับตัวกู้หนานเฉาได้เลย แม้แต่รูปถ่ายหน้าตรงของเขาก็ยังไม่เคยหลุดรอดออกมาให้เห็นสักใบ
กระทั่งสำนักงานปราบปรามความผิดปกติเคยระดมกำลังไล่ล่าเขาครั้งใหญ่ แต่ก็ยังมืดแปดด้าน ท้ายที่สุดได้ข้อสรุปว่า เขาเป็นยอดฝีมือระดับท็อป และมีของวิเศษเซียนบางอย่างติดตัว จึงจับตัวได้ยากมาก
คราวนี้ไปกระตุกหนวดเสือลัทธิมารดาปฐพีเร้นสวรรค์เข้าอีก ไม่รู้ว่าแอบไปฉกสมบัติล้ำค่าอะไรมาเป็นรอบที่ร้อยแล้ว
ข่าวฮิตอันดับสามน่าจะเป็นข่าวที่จ่ายเงินยิงโฆษณาขึ้นมา เป็นข่าวประกาศตามหาคนของตระกูลจ้าวแห่งเขตเทียนฝู่
แต่ไม่ได้ให้ชาวเน็ตในซิวเหลียวช่วยตามหาคน แต่เป็นเพราะคุณหนูใหญ่ตระกูลจ้าวหนีออกจากบ้าน ไม่มีใครติดต่อเธอได้เลย ผู้นำตระกูลจ้าวจึงออกมาประกาศขอโทษลูกสาวต่อสาธารณชน และหวังว่าเธอจะรีบกลับบ้านเร็วๆ
ในฐานะตระกูลผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงในเขตเทียนฝู่ ตระกูลจ้าวมีบารมีมากในวงการผู้ฝึกตนทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ นึกไม่ถึงเลยว่าตระกูลใหญ่ขนาดนี้ก็ยังจัดการปัญหาครอบครัวไม่ได้เหมือนกัน
คอมเมนต์ยอดฮิตด้านล่างไม่มีความเห็นใจหรือให้ความช่วยเหลือเลยสักนิด มีแต่ชาวเน็ตหน้าไม่อายเข้ามาป่วน
[คืนฝนพรำที่แฟนเก่าสู้ศึกกับชายผิวดำห้าคนเพื่อหลอมปราณกัง: คุณพ่อครับ! ถ้าพี่สาวไม่ยอมกลับบ้านจริงๆ งั้นผมยินดีดูแลคุณพ่อตอนแก่เองครับ!]
...
เยว่เหวินมองดูพลางหัวเราะ เลื่อนดูข่าวต่อไปอีกสักพัก รู้สึกว่าง่วงได้ที่แล้ว จึงปิดโทรศัพท์เตรียมตัวนอน
ใครจะรู้ว่าจู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอก
"มาเคาะอะไรเอาป่านนี้เนี่ย?" เขาบ่นพึมพำ หยิบเสื้อผ้ามาใส่แล้วลุกขึ้น เดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตะโกนถาม "มาแล้วครับ ใครครับ?"
พอลงมาถึงตีนบันได สีหน้าก็เปลี่ยนจากเมฆครึ้มเป็นฟ้าใสทันที
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือเด็กสาวในชุดกระโปรงเข้ารูปเนื้อบางสีขาวสะอาดตา
เธอมีรูปร่างสูงโปร่งสมส่วน น่าจะสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร ผมสีดำรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย ใบหน้าขาวเนียนกระจ่างใส คล้ายมีแสงนวลๆ อาบไล้ใบหน้า คิ้วและดวงตาดูอ่อนโยน นัยน์ตาสวยกระจ่างใส ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ
ชุดกระโปรงยาวจับคู่กับเสื้อคลุมคาร์ดิแกน เอามือไพล่หลังหลวมๆ ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับดอกไม้สีขาวอันงดงามบริสุทธิ์
"สวัสดีค่ะ" เมื่อเห็นเยว่เหวินลงมา เด็กสาวจึงผลักประตูเข้ามา พยักหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ขอโทษนะคะ ที่นี่รับสมัครผู้ช่วยหรือเปล่าคะ? ฉันมาสมัครงานค่ะ"