เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 หวังต้าหลง

บทที่ 3 หวังต้าหลง

บทที่ 3 หวังต้าหลง


เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงกลางดึก บรรยากาศของถนนของกินเล่นด้านนอกก็กำลังคึกคักได้ที่

ผู้คนบนถนนที่พลุกพล่านต่างหลงใหลในยามราตรี

เยว่เหวินอาบน้ำทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ล้มตัวลงนอนบนเตียงเล็กชั้นสอง ไถโทรศัพท์มือถืออยู่ครู่หนึ่งก็เตรียมตัวเข้านอน

เพียงแต่ก่อนจะเข้านอน เขายังมีเรื่องหนึ่งที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย

เขาวางโทรศัพท์มือถือลง หลับตาทำสมาธิ จิตวิญญาณดิ่งวูบลง พริบตาเดียวก็ทะลุเข้าสู่ความมืดมิด เดินทางมาถึงดินแดนที่ว่างเปล่าไร้สรรพสิ่ง

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ร่างทั้งร่างก็มาอยู่ในตำหนักใหญ่สีดำทองที่กว้างขวางสง่างาม

กำแพงทั้งสี่ด้านและพื้นต่างสร้างขึ้นจากหินสีดำขลับดั่งน้ำหมึก ด้านบนฝังลวดลายแกะสลักสีทองขนาดใหญ่ ประกอบกันเป็นภาพนูนต่ำที่เก่าแก่ลึกลับยากจะบรรยาย เมื่อมองดูแต่ละภาพ คล้ายกำลังบอกเล่าเรื่องราวสงครามระหว่างทวยเทพและปีศาจนับครั้งไม่ถ้วนในยุคดึกดำบรรพ์

เบื้องหน้าของเขามีบันไดยาวทอดตัวอยู่ แต่ละขั้นสูงราวกับกำแพง บนลานกว้างเหนือบันไดยาว มีเพียงเก้าอี้ขนาดใหญ่สีดำทองตั้งตระหง่านอยู่ตัวเดียว บนเก้าอี้มีมังกรตัวหนึ่งขดตัวอยู่

ใช่แล้ว มันคือมังกรแท้จริงในตำนาน

เก้าอี้มังกรในความหมายตรงตัว

ขนาดตัวของมันใหญ่โตมโหฬาร ต่อให้เป็นเก้าอี้ขนาดยักษ์สูงหลายชั้นตัวนั้น ก็ยังรองรับการขดตัวของมันได้เพียงครึ่งเดียว หางมังกรส่วนใหญ่ยังคงพาดอยู่บนพนักพิงและห้อยต่องแต่งอยู่ด้านนอก

เกล็ดสีดำขลับทั่วร่างทอประกายสีทองหม่น แต่ละเกล็ดมีลวดลายลึกลับซับซ้อน ศีรษะที่เชิดสูงดูดุดันทรงอำนาจ ภายในรูม่านตาที่เบิกกว้างเล็กน้อย มีเปลวเพลิงสีทองร้อนระอุจนน่าครั่นคร้ามลุกโชนอยู่

เขาทั้งสองข้างราวกับง้าวแทงทะลุขึ้นสู่เพดานโค้ง

"ต้าหลง ฉันมาอีกแล้วนะ"

เยว่เหวินไม่ได้มีความยำเกรงต่อสิ่งมีชีวิตที่แผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ตรงหน้าแม้แต่น้อย ราวกับกำลังทักทายเพื่อนเก่า

"บอกไปหลายครั้งแล้ว อย่าเรียกฉันด้วยท่าทีหยาบคายแบบนี้" มังกรยักษ์บนบัลลังก์เอื้อนเอ่ยภาษามนุษย์ น้ำเสียงทุ้มต่ำดั่งเสียงฟ้าร้อง "นายไม่รู้ภาษามังกร เรียกชื่อที่แท้จริงของฉันไม่ได้ ฉันไม่โทษนาย แต่เวลานายเรียกฉัน อย่างน้อยก็ควรเติมคำว่า 'หวัง' ลงไปด้วย"

"ได้สิ หวังต้าหลง" เยว่เหวินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ที่มาหาเนี่ยมีธุระสำคัญ"

"..." มังกรยักษ์บนบัลลังก์ดูพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

"ฉันบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับที่สามขั้นปลายแล้ว น่าจะใกล้บรรลุขั้นสมบูรณ์แล้วล่ะ" เยว่เหวินยกมือขึ้น กลางฝ่ามือปรากฏมังกรปราณโกลาหลเส้นหนาขดตัวอยู่เส้นหนึ่ง ระหว่างที่หมุนวนมีเสียงคำรามแว่วมาให้ได้ยิน

เขามองไปยังมังกรยักษ์ "เคล็ดวิชาระดับที่สี่ของนาย ต้องใช้เงินสะกดสิ่งชั่วร้ายเท่าไหร่?"

เปลวเพลิงในรูม่านตาของมังกรยักษ์วูบไหว คล้ายกำลังค้นหาข้อมูลในหัว ก่อนจะตอบกลับมาว่า "คัมภีร์วิถีมังกรแท้จริงบทปราณกัง มีมูลค่าสามร้อยเก้าสิบเก้า"

"หา?" แม้เยว่เหวินจะคาดเดาไว้ก่อนแล้ว แต่สีหน้าก็ยังตึงเครียดขึ้นมา "แพงขนาดนี้เลยเหรอ?"

เขาพลิกฝ่ามือเรียกเหรียญทองแดงเก่าแก่ปึกหนึ่งออกมา มีจำนวนราวสิบกว่าเหรียญ แต่ละเหรียญประทับตัวอักษร "สะกดสิ้นสิ่งชั่วร้าย กำหนดชะตาฟ้าดิน" เอาไว้

"ฉันสังหารฝันร้ายของต้นไม้ที่มีตบะร้อยปี เพิ่งจะหลอมรวมเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายได้แค่สิบสองเหรียญ นี่คืองานใหญ่ที่สุดที่รับมาในช่วงนี้แล้วนะ นี่ถ้าอยากเก็บเงินซื้อเคล็ดวิชาบทนี้ให้ครบ คงต้องรอจนลิงหลับม้าตื่นเลยมั้ง? นี่ยังแค่ระดับที่สี่ ถ้าระดับสูงกว่านี้จะทำยังไง?"

เมื่อเห็นสีหน้าอมทุกข์ของเขา มังกรยักษ์ดูเหมือนจะรู้สึกสะใจเล็กน้อย ส่งเสียงฮึดฮัดสองครั้ง "หาว่าแพงงั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นนายก็ไปหาซื้อเคล็ดวิชาของคนอื่นข้างนอกเอาเองก็แล้วกัน"

"เฮ้อ" เยว่เหวินถอนหายใจยาว

เคล็ดวิชาสามระดับแรกที่เขาบำเพ็ญเพียรทั้งหมดเป็น "คัมภีร์วิถีมังกรแท้จริง" ที่ซื้อมาจากมังกรยักษ์ตัวนี้ ไม่ต้องพูดถึงปัญหาที่ว่าถ้าเปลี่ยนเคล็ดวิชาในระดับที่สี่แล้วจะเข้ากันได้หรือเปล่า ต่อให้เข้ากันได้ เคล็ดวิชาที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด ย่อมแข็งแกร่งสู้ "คัมภีร์วิถีมังกรแท้จริง" ไม่ได้อย่างแน่นอน

เคล็ดวิชาบทนี้สามารถเทียบชั้นกับเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรระดับสูงสุดในโลกหล้าได้อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ขาดแคลนทรัพยากรอย่างเขา จะมีตบะระดับนี้ในเวลาสั้นๆ ได้ยังไง

หากนำ "คัมภีร์วิถีมังกรแท้จริง" ไปขายในตลาดของผู้ฝึกตน แค่บทระดับที่สี่เพียงบทเดียว การขายในราคาที่สูงลิบลิ่วย่อมไม่ใช่ปัญหาแน่นอน

เยว่เหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามอีกครั้ง "ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามนายหน่อย..."

มังกรยักษ์ดูเหมือนจะคาดเดาความคิดของเขาได้ จึงเอ่ยสวนขึ้นมาทันที "งดเชื่อ เบื่อทวง"

"ฉันไม่ได้จะขอติดหนี้ เคยบอกไปแล้วว่าจะติดหนี้แค่ครั้งนั้นครั้งเดียว" เยว่เหวินหัวเราะแหะๆ "ฉันแค่อยากถามว่า นายรับผ่อนชำระไหม?"

"หึ"

มังกรยักษ์ไม่ตอบคำถาม เพียงหลับตาลง เปลวเพลิงในดวงตาเลือนหายไป ตำหนักใหญ่ทั้งหลังพลันตกอยู่ในความมืดมิดในชั่วพริบตา

ปิดไฟหนีซะงั้น

...

ต้าหลงนี่ก็เห็นแก่เงินอย่างเดียวเกินไปแล้ว

เยว่เหวินลืมตาขึ้นมาบนเตียงเล็กของตนเองอีกครั้ง จิตวิญญาณกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง

ที่เขาไม่กล้าเข้าร่วมสำนักงานปราบปรามความผิดปกติ การมีอยู่ของมังกรตัวนี้คือเหตุผลสำคัญ

หลังจากหมดสติไปเมื่อสามปีก่อน จิตสำนึกของเขาเดินทางไปยังมิติแห่งนั้นเป็นครั้งแรก และได้พบกับมังกรยักษ์ตัวนั้น

ตอนที่พบกันครั้งแรก เขายังคงมีความยำเกรงอยู่บ้าง

มังกรแท้จริงที่ขดตัวอยู่บนบัลลังก์ตัวนั้น อ้างตนว่าเป็นราชาที่แท้จริงแห่งแดนมังกร ถูกขุนนางกบฏลอบทำร้าย จึงตกระกำลำบากมาอยู่ที่นี่ ขอเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายห้าล้านเหรียญ เพื่อช่วยให้มันทวงบัลลังก์คืน ถึงตอนนั้นจะแต่งตั้งเยว่เหวินให้เป็นอัครมหาเสนาบดีแห่งวังมังกร

เยว่เหวินไม่ได้ติดใจว่าอัครมหาเสนาบดีแห่งวังมังกรคือสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใด เพียงแค่ถามไปประโยคหนึ่ง "เงินสะกดสิ่งชั่วร้ายคืออะไร?"

ต้าหลงตอบว่า ในเมื่อนายคือผู้ถูกเลือกจากสวรรค์ที่สามารถลงมาเยือนดินแดนแห่งนี้ได้ เพียงแค่สังหารปีศาจและสิ่งชั่วร้าย ย่อมสามารถหลอมรวมวิญญาณของพวกมันให้กลายเป็นเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายได้ตามธรรมชาติ

เยว่เหวินถามต่อ ฉันเป็นแค่นักเรียนคนหนึ่ง แถมยังไม่มีตบะ จะไปสังหารปีศาจและสิ่งชั่วร้ายได้ยังไง?

ต้าหลงบอกว่า นายสามารถนำเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายมาซื้อเคล็ดวิชากับฉัน พอฝึกฝนแล้วก็จะมีตบะเอง

เยว่เหวินถาม แต่ฉันไม่มีเงินสะกดสิ่งชั่วร้าย จะซื้อเคล็ดวิชาได้ยังไง?

ต้าหลงบอกว่า นายไปสังหารปีศาจและสิ่งชั่วร้าย ก็จะมีเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายแล้ว

เยว่เหวินถาม แต่ฉันไม่มีตบะ จะไปสังหารปีศาจได้ยังไง?

ต้าหลงบอกว่า นายซื้อเคล็ดวิชากับฉันไปฝึกฝน ก็จะมีตบะแล้ว

เยว่เหวินพูดว่า นายคำนวณเลขเป็นไหมเนี่ย?

ต้าหลงบอกว่า กล้าดียังไงถึงมาดูแคลนมังกร?

เยว่เหวินตอบ แม่ง&%#...

ดังนั้นเขาไม่เพียงแค่เคยเจอมังกร แต่ยังเคยด่ามังกรอีกด้วย

หนึ่งคนหนึ่งมังกร ภายหลังวนลูปกันอยู่พักใหญ่ ต่างก็ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ท้ายที่สุดต้าหลงก็จำยอมตกลง ขายเคล็ดวิชาบทแรกของ "คัมภีร์วิถีมังกรแท้จริง" ให้เยว่เหวินโดยติดหนี้ไปก่อน

เยว่เหวินจึงได้เริ่มต้นเส้นทางการฝึกตนจากจุดนั้น

ภายหลังฝึกฝน เขาได้สติฟื้นคืนมา แล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า เวลาล่วงเลยผ่านไปครึ่งปีแล้ว

นับตั้งแต่พ่อแม่จากไป มังกรยักษ์ตัวนี้ก็กลายเป็นผู้ช่วยที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา

มันไม่ได้ขายแค่เคล็ดวิชา แต่ยังขายของวิเศษ ยาเม็ด ยันต์... นอกเหนือจากสิ่งมีชีวิตอย่างพืชวิเศษและสัตว์อสูร ดูเหมือนของวิเศษสำหรับการฝึกตนทุกอย่างบนโลกใบนี้ ทั้งหมดมีสต็อกอยู่ในคลังสมบัติของมันทั้งสิ้น

แถมคุณภาพยังสูงปรี๊ดอีกด้วย

เพียงแต่ในการซื้อขาย มันรับเฉพาะเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายเท่านั้น

การที่เยว่เหวินเปิดสำนักงานบำเพ็ญเพียรราคาประหยัดแห่งนี้ ก็เพราะสถานการณ์บังคับเช่นกัน นอกเหนือจากการหาเลี้ยงชีพชั่วคราวแล้ว สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการเปิดช่องทางรับข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งชั่วร้าย

แม้เขาจะอยากไปตามหาพ่อแม่ใจจะขาด แต่เขาทราบดีว่าด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของตนเอง ยังไม่มีคุณสมบัติพอจะไปค้นหาความลับนั้นได้

มีเพียงการแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ถึงจะทำให้บรรลุผล

เขาต้องหมั่นสังหารสิ่งชั่วร้ายให้มาก เก็บเกี่ยวเงินสะกดสิ่งชั่วร้าย เพื่อไปยกระดับความแข็งแกร่งของตนเองกับต้าหลง

วิชาอาคมและของวิเศษที่ติดตัวอยู่เหล่านี้ ถ้าถูกคนในสำนักงานปราบปรามความผิดปกติสังเกตเห็น เยว่เหวินก็ไม่มีทางอธิบายที่มาที่ไปได้อย่างแน่นอน

ต้าหลงมีดีมีชั่วคาดเดายาก เหตุใดตนเองถึงสามารถสร้างการเชื่อมต่อกับมันได้นั้นยังคงเป็นปริศนา อีกทั้งหากสารภาพเรื่องความสามารถนี้ออกไปตามตรง เขาไม่แน่ใจว่าตนเองจะถูกจับกุมไปเป็นหนูทดลองหรือเครื่องมือในการต่อรองหรือไม่

ดังนั้นเขาจึงไม่อยากให้ใครมองเห็นพิรุธ

แม้การปฏิเสธตำแหน่งพนักงานประจำป้ายทองจะน่าเสียดายอยู่บ้าง แต่การรักษามังกรตัวนี้ไว้คือหนทางที่ดีที่สุดในการแข็งแกร่งขึ้น เยว่เหวินกระจ่างแจ้งในใจดี

ขณะที่กำลังครุ่นคิดเรื่องราวในหัว โทรศัพท์มือถือก็สั่นเตือนขึ้นมา

มีข้อความเข้า

เยว่เหวินปรายตามองแวบหนึ่ง เป็นข้อความใหม่ใน "กลุ่มรับงานผู้ฝึกตนเมืองเจียงเฉิง" เขาตื่นตัวขึ้นมาทันที กดเข้าไปดูรายละเอียด

มีคำขอจ้างงานใหม่เข้ามาจริงๆ ด้วย

"สุสานฝั่งตะวันออกต้องการทำความสะอาดสิ่งชั่วร้าย เปิดรับสมัครผู้ฝึกตนที่กล้าหาญรอบคอบและตั้งใจทำงานหนึ่งตำแหน่ง ต้องมีตบะไม่ต่ำกว่าระดับที่สอง เสนอราคารับงานภายในสามชั่วโมง ให้สิทธิ์คนในเมืองหมายเลขเจ็ดก่อน"

คนในกลุ่มนี้เป็นเพื่อนร่วมอาชีพ ปกติแล้วจะสงวนท่าทีและทำตัวลึกลับ มีแค่ตอนที่มีงานเข้ามาเท่านั้นถึงจะคึกคักขึ้นมา

คำขอจ้างงานเพิ่งเด้งขึ้นมา ก็มีคนตอบกลับแทบจะในพริบตาหลายข้อความ

"ตบะฉันสูง ความกล้าก็เยอะ รับงานในราคาสองหมื่น"

"รับจัดการฝันร้ายอย่างมืออาชีพ รับงานในราคาหมื่นสอง"

"ฉันเป็นคนเมืองหมายเลขเจ็ดนี่แหละ ทำลูกเล่นได้ทุกรูปแบบ รับลูกค้าได้ทั้งชายหญิง รับงานในราคาหมื่นหนึ่ง"

"..."

สุสานฝั่งตะวันออกเป็นสุสานขนาดใหญ่แถบชานเมือง มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือเหยื่อจากภัยพิบัติปีศาจจำนวนมากที่ยังไม่มีญาติมารับศพไปสักระยะ จะให้เผาทิ้งเลยก็ไม่ดีนัก จึงถูกส่งมาฝังไว้ที่นี่ก่อน

ยุคสมัยนี้พลังวิญญาณตื่นตัว ศพสามารถให้กำเนิดสิ่งชั่วร้ายบางอย่างได้ง่าย โดยหลักแล้วเกิดจากพลังจิตที่หลงเหลืออยู่ของคนตายผสานกับพลังวิญญาณ ก่อกำเนิดเป็น "ฝันร้าย"

แต่คนที่ถูกฝังอยู่ที่นั่นต่างก็ไม่ใช่บุคคลสำคัญอะไร ต่อให้เกิดฝันร้ายขึ้นมา มักจะเป็นเพียงฝันร้ายดวงไฟผีที่อ่อนแอที่สุด หรือที่เรียกกันติดปากว่าปีศาจโคมไฟ

ของพรรค์นั้นไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงอะไร ทางฝ่ายบริหารสุสานจึงปล่อยสะสมไว้ระยะหนึ่ง พอเกิดดวงไฟผีขึ้นมาเยอะ ก็ค่อยจ้างผู้ฝึกตนมาทำความสะอาดรวดเดียว เหมือนการทำความสะอาดครั้งใหญ่ตามวาระ

งานนี้ความยากต่ำ ความปลอดภัยสูง ทางราชการก็จ่ายเงินให้ไม่อั้น หากทำผลงานได้ดีอาจได้ติดต่อกันระยะยาว สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่รับงานพวกนี้ ถือว่าเป็นงานที่โอเคเลยทีเดียว

"ปีศาจโคมไฟถึงจะตัวเล็กแต่มันก็คือเนื้อ ไปทำความสะอาดตามวาระรวดเดียวก็ดีเหมือนกัน" เยว่เหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจแย่งงานนี้

เมื่อเห็นว่าการแข่งขันดุเดือด เขาจึงส่งข้อความไปบ้าง

"เมืองหมายเลขเจ็ด คนหล่อปากหวานตบะสูง บ้านใกล้ไม่ต้องเลี้ยงข้าวเลี้ยงที่พัก รับงานในราคาหนึ่งพัน"

พอได้เห็นราคาของเขา กลุ่มเพื่อนร่วมอาชีพต่างเงียบกริบไปชั่วขณะ จากนั้นก็มีข้อความตอบกลับถาโถมเข้ามา

"พิมพ์ราคาผิดหรือเปล่า?"

"เชี่ย ตัดราคาโหดสัส!"

"มีงานอดิเรกชอบตีสิ่งชั่วร้ายหรือไง?"

"???"

จบบทที่ บทที่ 3 หวังต้าหลง

คัดลอกลิงก์แล้ว