เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 ปฐมบทแห่งกายาเทพ

บทที่ 3 ปฐมบทแห่งกายาเทพ

บทที่ 3 ปฐมบทแห่งกายาเทพ


เปลวเพลิงสีดำลุกโชนโชดช่วง กลิ่นอายความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณลานบ้าน ราวกับเตานึ่งที่กำลังเคี่ยวกรำทุกสรรพสิ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกระแสพลังอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่กระจายออกมา

เมื่อมองจากระยะไกล มันดูเหมือนเงาร่างของเปลวเพลิงสีดำที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แผ่ขยายออกไปด้วยความเร็วอันน่าตกใจ จนครอบคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้านผิงเจียง และยังคงลุกลามต่อไปยังที่ห่างไกล

ทว่าผู้คนในหมู่บ้านผิงเจียงกลับไม่ได้รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย

"ดูนั่นเร็ว... นั่นมันอะไรกัน?"

ในสถานที่อื่น จู่ๆ ก็มีคนร้องอุทานด้วยความตกใจ ดึงดูดให้ผู้คนมากมายเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ก่อนจะตกตะลึงจนตาค้างด้วยความสะเทือนขวัญอย่างถึงที่สุด

เห็นเพียงแสงสีดำสายหนึ่งพุ่งทะลุหมู่เมฆ

จากนั้นบนฟากฟ้าเบื้องบน มันได้กลายสภาพเป็นเตาหลอมที่มีรูปร่างคล้ายน้ำเต้า

เตาหลอมนี้ไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงเงาร่างลวงตาที่ใหญ่โตราวกับขุนเขา มีห้าขา ทั่วทั้งร่างเป็นสีดำสนิท บนตัวเตาสลักลวดลายไว้นับไม่ถ้วน ไขว้ตัดกันไปมาดูเร้นลับยิ่งนัก

เตายักษ์หมุนวนอย่างช้าๆ ส่งเสียงครางกระหึ่มออกมาลางๆ

ราวกับจะเขมือบเอาทุกสรรพสิ่งในใต้หล้ามาหลอมรวมไว้ภายใน

ตูม!

เสียงสายฟ้าฟาดท่ามกลางกลางวันแสกๆ ความผันผวนเกิดขึ้นอีกครา มวลเมฆบนท้องฟ้าปั่นป่วนราวกับกระแสน้ำหลากที่ทำนองคลองแตก เมฆดำปกคลุมไปทั่วในชั่วพริบตา กดทับลงมาจนทำให้รู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก

เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

เสียงสายฟ้าฟาดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสงสายฟ้าเจิดจ้าดั่งมังกรเงินที่เลื้อยผ่านหมู่เมฆอย่างย่ามใจ พร้อมส่งเสียงคำรามสนั่นหวั่นไหว

ภายนอกหมู่บ้านผิงเจียง ณ ดินแดนที่ห่างไกลออกไป ผู้คนจำนวนมากต่างก็ถูกปลุกให้ตื่นตระหนก

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีร่างของผู้ทรงพลังที่แผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ยืนตระหง่านอยู่บนเวหา กลิ่นอายรอบกายเชี่ยวกราด พลังอำนาจน่าเกรงขาม ราวกับเทพเจ้าจุติลงมาบนโลกมนุษย์

พวกเขาทั้งหมดต่างจ้องมองไปข้างหน้าด้วยสายตาเฉียบคม ดวงตามีแสงเทพเจิดจ้า แฝงไปด้วยเจตจำนงอันไร้ผู้ต้าน

"พวกนั่น... หรือจะเป็นเทพเซียน?"

"เทพเซียน!"

"พวกเขาไม่ใช่เทพเซียน พวกเขาคือผู้ฝึกบำเพ็ญเพียร แต่สำหรับปุถุชนแล้ว พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับเทพเซียนหรอก" ชายผู้หนึ่งที่มีตบะขั้นรวมพลังระดับสูงสุดกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ผู้คนมากมายมองดูร่างที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศด้วยความเคารพยำเกรงและหวาดกลัว

ทันใดนั้น บนท้องฟ้ามีคนเริ่มเคลื่อนไหว ระเบิดความเร็วอันน่าตกใจออกมาในพริบตา ราวกับลูกศรยักษ์ที่ฉีกกระชากผ่านน่านฟ้า ส่งเสียงคำรามราวกับลมพายุและสายฟ้า ทิ้งร่องรอยสีขาวไว้อย่างน่าหวาดเสียวในความว่างเปล่า ขณะพุ่งทะยานไปยังทิศทางของเงาเตายักษ์อย่างรวดเร็ว

แต่ในอึดใจต่อมา

เงาเตายักษ์นั้นกลับหดตัวลงอย่างรวดเร็ว และหายวับไปในชั่วพริบตา

เงาเปลวเพลิงสีดำที่พุ่งเสียดฟ้าก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน

มันเร็วเกินไป!

เร็วเสียจนกลุ่มคนที่มีกลิ่นอายพลังอันน่าหวาดกลัวบนท้องฟ้าต่างสูญเสียเป้าหมาย ต่างคนต่างรู้สึกประหลาดใจและโกรธเกรี้ยว

ไม่มีใครรู้เลยว่าเงาเตายักษ์นั้นปรากฏขึ้นมาจากที่ใด และหายไปที่ไหน

...

ตระกูลฉู่

ภายในเรือนไผ่เขียว

ไอความร้อนยังคงคุกรุ่น

บนพื้นดินที่แตกร้าวเพราะอุณหภูมิสูง มีร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่โดยที่ร่างกายไม่มีอาภรณ์ปกปิดแม้แต่ชิ้นเดียว

"ข้ายังไม่ตาย..."

ฉู่เจิ้งรู้สึกประหลาดใจในคราแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความยินดีอย่างบ้าคลั่งพลางระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

"ข้าไม่เพียงแต่ไม่ตาย... ตบะยังฟื้นคืนกลับมาแล้วด้วย... รวมถึงร่างกายของข้า..."

เมื่อกำหมัดแน่น ความรู้สึกถึงพละกำลังอันมหาศาลทำให้ฉู่เจิ้งรู้สึกราวกับว่าเขาสามารถบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกคามือได้

ฉู่เจิ้งมองสำรวจตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ลูบคลำไปมา

ร่องรอยบาดแผลต่างๆ ที่เกิดจากการฝึกฝนและการต่อสู้ฆ่าฟันล้วนเลือนหายไปจนหมดสิ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ผิวพรรณของเขายังเรียบเนียนดั่งหยกอุ่น ละเอียดนุ่มนวลจนมีแสงเรืองรองออกมา ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้สตรีนับหมื่นในใต้หล้าต้องกรีดร้องด้วยความอิจฉา

"เสื้อผ้าของข้า..."

เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ฉู่เจิ้งรีบก้าวเท้าพุ่งตัวเข้าไปในห้อง

ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประดุจสายลมพัดผ่าน จนฉู่เจิ้งตอบสนองไม่ทัน ศีรษะชนเข้ากับประตูห้องอย่างจัง

โครม!

ประตูห้องพังทลาย เศษไม้ปลิวว่อน ฉู่เจิ้งยืนตะลึงตาค้าง

"ความเร็วนี้... อย่างน้อยก็เร็วขึ้นกว่าเดิมเท่าตัวเลยทีเดียว!"

แต่เมื่อรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่างและตระหนักได้ว่าตนเองกำลังเปลือยกายร่อนจ้อนอยู่ ฉู่เจิ้งจึงรีบเข้าไปในห้องเพื่อนำเสื้อผ้าชุดใหม่มาสวมใส่ให้เรียบร้อย

เมื่อกลับออกมาข้างนอกลานบ้าน เขามองดูพื้นที่แตกร้าวด้วยความสับสนและไม่แน่ใจ

"เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของข้ากันแน่?"

ฉู่เจิ้งพึมพำกับตัวเอง เขาคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ จึงวางเรื่องนี้ลงชั่วคราว

สายตากวาดมองไปรอบๆ

เขาหยิบหินขนาดเท่ากำปั้นขึ้นมา

ห้านิ้วออกแรงบีบ

เสียงกรอบแกรบแสบแก้วดังขึ้น หินแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นก็แหลกละเอียดกลายเป็นเม็ดทราย ร่วงหล่นลงมาตามซอกนิ้ว

"พลังเช่นนี้..."

ใบหน้าของฉู่เจิ้งเต็มไปด้วยความตกตะลึง

ก่อนที่ตบะจะถูกทำลาย แม้เขาจะทุ่มสุดแรงก็ยังไม่สามารถบีบหินให้แหลกละเอียดเป็นผงได้ แต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

ฉู่เจิ้งหันไปมองลูกตุ้มเหล็กขนาดใหญ่

ลูกตุ้มเหล็กนี้มีน้ำหนักถึงหกร้อยจิน ซึ่งเคยใช้ประกอบการฝึกวิชาหลอมกายามาก่อน

"วิถีแห่งการบำเพ็ญเริ่มจากการหลอมกายา โดยมีภายนอกเป็นจุดเริ่มต้น และมีรวมพลังเป็นจุดสิ้นสุด ขั้นหลอมกายาระดับที่หนึ่งสามารถยกของหนักได้หนึ่งร้อยจิน ขั้นหลอมกายาระดับที่สองยกได้สองร้อยจิน ขั้นหลอมกายาระดับที่สามยกได้สามร้อยจิน"

"ขั้นเสริมสร้างภายในระดับที่หนึ่ง สอง และสาม สามารถยกน้ำหนักได้สี่ร้อยจิน ห้าร้อยจิน และหกร้อยจินตามลำดับ..."

"ก่อนหน้านี้ข้ามีตบะอยู่ที่ขั้นเสริมสร้างภายในระดับที่สาม ยามระเบิดพลังสูงสุดสามารถยกลูกตุ้มเหล็กหกร้อยจินได้ห้าครั้ง ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร?"

พูดจบ ฉู่เจิ้งก็กางห้านิ้วออกจับที่ด้ามของลูกตุ้มเหล็กแล้วออกแรงกระชากทันที

ลูกตุ้มเหล็กหนักหกร้อยจินถูกชูขึ้นในพริบตา

"ทำไมมันถึงเบาขนาดนี้?" ฉู่เจิ้งตกใจอย่างถึงที่สุด จากนั้นจึงตระหนักได้ว่า ไม่ใช่ลูกตุ้มเหล็กที่เบาลง แต่เป็นพละกำลังของเขาที่แข็งแกร่งขึ้นต่างหาก

เขาวางลงแล้วยกขึ้นสลับไปมาเช่นนี้หลายสิบครั้ง โดยไม่มีวี่แววของความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย

เมื่อเริ่มสนุก ฉู่เจิ้งก็แกว่งลูกตุ้มเหล็กไปมาจนเกิดลมพัดกระโชกแรง พัดเอาฝุ่นละอองในลานบ้านปลิวว่อน

หลังจากผ่านไปหลายสิบอึดใจเขาก็หยุดลง แล้ววางลูกตุ้มเหล็กลงอย่างสบายแรง

"สะใจนัก!"

ฉู่เจิ้งกล่าว เขารู้สึกปลอดโปร่งไปทั้งตัว โลหิตสูบฉีดพล่าน หัวใจเต้นรัวดั่งกลองรบ ทุกส่วนของร่างกายเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอันน่าเหลือเชื่อ

"ข้าแน่ใจว่า ตบะของข้ายังคงอยู่ที่ขั้นเสริมสร้างภายในระดับที่สาม แต่พละกำลังกลับแข็งแกร่งขึ้นมากเกินไปแล้ว"

"แม้แต่ขั้นรวมพลังระดับที่หนึ่งก็ยังเทียบข้าไม่ได้เลยสักนิด..."

ตามปกติแล้ว ผู้ที่อยู่ขั้นรวมพลังระดับที่เจ็ดถึงจะยกของหนักหนึ่งพันจินได้ แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเหมือนกับเขาเมื่อครู่ ที่ถือลูกตุ้มเหล็กหนักหกร้อยจินเล่นราวกับเป็นของเบาหวิว

ฉู่เจิ้งมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์

หากเมื่อหนึ่งเดือนก่อนเขามีพละกำลังและความเร็วเช่นนี้ เจ้าจ้าวสืออู่ที่มาลอบสังหารเขาไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างแน่นอน เสมือนว่าเขาสามารถใช้มือเปล่าทุบมันจนตายได้เลยทีเดียว

แต่น่าเสียดาย ที่ลูกตุ้มเหล็กที่หนักที่สุดในลานบ้านมีเพียงหกร้อยจินเท่านั้น

จึงไม่สามารถทดสอบขีดจำกัดของพลังที่แท้จริงได้

"ด้วยพละกำลังและความเร็วระดับนี้ หากข้าใช้วิชาดาบ..."

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉู่เจิ้งก็รีบพุ่งเข้าไปในห้องเพื่อนำดาบคมกริบออกมา

ดาบถูกชักออกจากฝัก เสียงดาบสั่นสะเทือนดังกังวาน ประกายความคมเย็นเยียบดุจวารีในฤดูใบไม้ร่วง เขายืนถือดาบอย่างสง่างาม แก่นแท้ของวิชาดาบวายุอัสนีไหลเวียนอยู่ในใจราวกับสายน้ำ

ฉู่เจิ้งรู้สึกประหลาดใจ

จุดที่เคยไม่เข้าใจมากมายในอดีต บัดนี้กลับกระจ่างแจ้งแจ่มชัด

ตระกูลฉู่มีวิชาดาบเพียงสองวิชาเท่านั้น

วิชาดาบพื้นฐาน

วิชาดาบวายุอัสนี

คนของตระกูลฉู่ต้องฝึกวิชาดาบพื้นฐานจนชำนาญก่อน จึงจะสามารถฝึกวิชาดาบวายุอัสนีได้

วิชาดาบวายุอัสนีมีทั้งหมดแปดกระบวนท่า

เจ็ดกระบวนท่าแรกเป็นท่าดาบพื้นฐาน ส่วนกระบวนท่าสุดท้ายคือท่าไม้ตาย

ทว่า ทั่วทั้งตระกูลฉู่ที่มีคนกว่าร้อยคน มีผู้ฝึกวิชาดาบวายุอัสนีเกินครึ่ง แต่กลับไม่มีใครฝึกกระบวนท่าที่แปดสำเร็จ แม้แต่อาวุโสรองฉู่เฟิงหรันผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่บ้านผิงเจียงด้วยวิชาดาบวายุอัสนีก็ยังทำไม่ได้ เพราะความยากนั้นมีมากเกินไป

แม้แต่ผู้ที่ฝึกเจ็ดกระบวนท่าแรกจนบรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญก็มีเพียงไม่กี่คน ซึ่งไม่เกินหกคนเท่านั้น

และในบรรดารุ่นเยาว์ มีเพียงฉู่เจิ้งคนเดียวเท่านั้น

ชักดาบแทงตรง!

วิชาดาบวายุอัสนีกระบวนท่าที่หนึ่ง!

คมดาบฉีกกระชากอากาศ ส่งเสียงหวีดหวิวของดาบที่บาดหูออกมา

ดาบที่สอง!

เสียงดาบดังขึ้นกว่าเดิม

ดาบที่สาม ดาบที่สี่ ดาบที่ห้า... ดาบเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ เสียงดาบก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้น

เขาเร่งเร้าจนถึงขีดสุด

เสียงลมพัดกระโชกโอบล้อมรอบกาย ชายเสื้อสะบัดพริ้วดั่งธงรบ เส้นผมปลิวไสว

ในขณะนั้นเอง ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งก็ได้ผุดขึ้นมาในใจ

ดวงตาของฉู่เจิ้งหดแคบลง ประกายตาเจิดจ้า เขาเก้าเท้าออกไปหนึ่งก้าว พลังจากฝ่าเท้าส่งผ่านแผ่นหลังพุ่งตรงไปยังตัวดาบ

ในชั่วพริบตา ฉู่เจิ้งรู้สึกว่าดาบในมือและตัวเขาราวกับทำลายพันธนาการที่มองไม่เห็นบางอย่างลง และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ประหนึ่งมีพลังอันน่าสะพรึงกลัวกำลังก่อตัวและถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเปี่ยมล้น ทว่ากลับมีแรงต้านที่มองไม่เห็นแต่ทรงพลังพยายามขัดขวางไว้อย่างสุดชีวิต

"วายุพิโรธ!"

เขาร้องตะโกนออกมา เสียงดั่งอัสนีบาตฟาดลงมา พลังทั่วร่างถูกรวบรวมและระเบิดออกมาในคราวเดียว

คมดาบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงดาบกรีดร้องราวกับเสียงพายุหมุน

พลังที่สะสมไว้ระเบิดออกมาในทันที

ทำลายการขัดขวาง พายุคลั่งคำราม บดขยี้พันธนาการ จากความว่างเปล่ากลายเป็นมวลสารควบแน่นเป็นพายุหมุนปราณดาบพุ่งเข้าจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง ทุกที่ที่ผ่านไป พื้นดินที่ดำเป็นตอตะโกถูกฉีกขาดเป็นรอยลึกนับไม่ถ้วนจนน่าหวาดเสียว ต้นไม้ใหญ่ขนาดเท่าลำตัวที่มุมกำแพงเปลือกไม้แตกกระจาย เศษไม้ปลิวว่อน ลำต้นหักสะบั้นลงทันที

รอยตัดนั้นเรียบเนียนกริบ

"นี่มัน..."

ฉู่เจิ้งเก็บดาบเข้าฝัก เขายืนอึ้งไปครู่หนึ่ง รูม่านตาหดเล็กลง

หากดาบเช่นนี้ฟาดลงบนตัวคน ใครจะไปต้านทานได้?

"นี่คืออานุภาพของท่าไม้ตายวายุพิโรธแห่งวิชาดาบวายุอัสนีหรือนี่... ช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน!"

เขารู้สึกว่าเจ็ดกระบวนท่าแรกกับกระบวนท่าที่แปดนั้นช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

นอกจากความตกตะลึงแล้ว ฉู่เจิ้งยังครุ่นคิดอย่างหนัก การเปลี่ยนแปลงนี้ใหญ่หลวงเกินไปจนยากจะเชื่อ

"มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"

"ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?"

"หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับโอสถเสริมรากฐานหลอมกายาเม็ดนั้น?"

เพราะหลังจากทานโอสถเสริมรากฐานหลอมกายาเข้าไป ร่างกายก็ค่อยๆ ฟื้นตัวและเกิดความเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึง ทำให้เขามีพละกำลังและความเร็วที่น่าทึ่งเช่นนี้ แม้แต่ความสามารถในการหยั่งรู้ก็ได้รับการยกระดับ จนเขาสามารถฝึกกระบวนท่าที่แปดของวิชาดาบวายุอัสนี "วายุพิโรธ" ได้สำเร็จ

ทันใดนั้น ฉู่เจิ้งก็นึกถึงผู้ที่มีพรสวรรค์มาแต่กำเนิดตามคำเล่าลือ

"ตามคำลือ ผู้ที่มีพรสวรรค์มาแต่กำเนิด บ้างก็มีพละกำลังดั่งหมีป่า บ้างก็มีความอดทนดั่งโคถึก บ้างก็มีความเร็วประดุจอาชาที่กำลังห้อตะบึง หรือบางคนก็มีความสติปัญญาหลักแหลมล้ำเลิศ..."

"ไม่รู้ว่าตอนนี้ข้าเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคนเหล่านั้น?"

ฉู่เจิ้งพึมพำกับตัวเอง

"พวกนั้นจะไปนับเป็นตัวอะไรได้ เจ้าได้หล่อหลอมปฐมบทแห่งกายาเทพขึ้นมาแล้วเชียวนะ" เสียงเล็กๆ ที่ดูค่อนข้างอ่อนเยาว์จู่ๆ ก็ดังขึ้น พร้อมกับน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความดูแคลนอย่างเข้มข้น

จบบทที่ บทที่ 3 ปฐมบทแห่งกายาเทพ

คัดลอกลิงก์แล้ว