- หน้าแรก
- ศิษย์รับใช้วิถีมาร
- บทที่ 29 การทะลวงระดับกับลมประหลาดพัดผ่าน
บทที่ 29 การทะลวงระดับกับลมประหลาดพัดผ่าน
บทที่ 29 การทะลวงระดับกับลมประหลาดพัดผ่าน
จางผิงอันก้าวขึ้นเรือโจรมาแล้ว ไม่มีทางถอยหลังกลับ ได้แต่ต้องกัดฟันมุ่งมั่นฝึกฝนต่อไป
แน่นอนว่าข้อดีก็พอมีอยู่บ้าง
เคล็ดวิชานี้หากมองจากหลักการแล้ว ถือว่าเหนือชั้นกว่าวิชาของพวกเซียนในปัจจุบันมากนัก หากฝึกฝนจนสำเร็จ ย่อมเป็นการบดขยี้ในระดับที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว...
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้จางผิงอันรู้สึกเบาใจ
บุปผาเบญจรงค์ช่างราคาถูกจริงๆ!
แม้พลังงานด้านในจะไม่บริสุทธิ์เท่าไหร่ แต่มันก็พอเหมาะที่จะนำมาหลอมได้พอดี
หากไม่มีบุปผาเบญจรงค์ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะบำเพ็ญเพียรต่อไปอย่างไร จะให้ไปซื้อบัวหิมะมาหลอมโอสถรึ? ต้นละห้าร้อยเหรียญเซียน ล้อเล่นกันหรือไง
การบำเพ็ญเพียรไร้ซึ่งวันเวลา
เผลอแป๊บเดียว ฤดูหนาวก็มาเยือน
ภายในหุบเขากลายเป็นสีขาวโพลน เกล็ดหิมะเริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า
ใกล้จะปีใหม่แล้วสินะ
จางผิงอันเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย เมฆครึ้มปกคลุม เกล็ดหิมะเริงระบำ ลมพัดกรรโชกหวีดหวิวไปทั่วหุบเขา
ถึงเวลาที่ต้องไปจุดธูปให้คนในครอบครัวและท่านชิงเฟิงแล้ว
จางผิงอันสวมเพียงเสื้อตัวเดียวแต่กลับไม่รู้สึกหนาวเหน็บ ผู้ที่ผ่านการบำเพ็ญเพียรมาแล้ว สภาพร่างกายย่อมแตกต่างจากปุถุชนราวฟ้ากับดิน
สภาพอากาศเช่นนี้ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อจางผิงอันเลย
เขาไปซื้อธูปเทียนและผลไม้มา
จัดวางโต๊ะเซ่นไหว้ไว้ในลานบ้านของตนเอง
เหล้าใสหนึ่งกา ธูปหอมสามดอก รอบด้านโปรยปรายไปด้วยกระดาษเงินกระดาษทองห้าสี
เซ่นไหว้ให้พ่อแม่และพี่น้องก่อน
จากนั้นก็เซ่นไหว้ให้ท่านชิงเฟิง
ทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านชิงเฟิงทิ้งไว้ให้เขา หวังว่าดวงวิญญาณของชิงเฟิงเมื่อไปถึงภพภูมิวิญญาณแล้ว จะสามารถกลายเป็นดวงจิตที่แข็งแกร่ง ไม่ถูกพวกผีสางเทวดาที่ไหนมารังแกเอาได้ง่ายๆ
คนกับผีอยู่คนละภพภูมิ
จางผิงอันถอนหายใจ เขาไม่รู้ว่าภพภูมิวิญญาณในตำนานนั้นมีจริงหรือไม่ แต่ก็หวังว่าจะมี
ถือเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง
เขารินเหล้าลงเบื้องหน้าแท่นเซ่นไหว้
"ท่านชิงเฟิง ความแค้นของท่าน ในวันหน้าข้าจะชำระให้จงได้! จะว่าไปแล้ว เป็นข้าเองที่ทำให้ท่านต้องพลอยลำบากไปด้วย ท่านไม่เพียงแต่ไม่โกรธแค้นข้า แต่ยังมอบถุงเงินและบ้านพักให้ข้า ทำให้ข้าหนีรอดจากอันตรายมาได้ ข้าจะจำความดีของท่านไว้ไม่ลืม!"
เขาโยนจอกเหล้าทิ้ง อดไม่ได้ที่จะแหงนหน้ากู่ร้องกึกก้อง ลมหนาวพัดเข้าปะทะใบหน้า ฤดูหนาวปีนี้ดูเหมือนจะหนาวเหน็บกว่าปีไหนๆ
ความแค้นไม่ต้องรีบร้อน
ในเขตแดนมารมีคำกล่าวหนึ่งว่า ปีศาจแก้แค้น ร้อยปีก็ยังไม่สาย
บำเพ็ญเพียรต่อไป
ในฤดูหนาวนี้ ในที่สุดจางผิงอันก็บำเพ็ญเพียรจนบรรลุระดับฝึกลมปราณขั้นที่สองได้สำเร็จ
เหรียญเซียนร่อยหรอลงไปทุกวัน
แต่เขายังไม่คิดจะออกไปหางานทำ เพราะต้องรีบฉวยเวลา ทะลวงผ่านขั้นที่สามให้ได้ก่อน ถึงจะพอมีพละกำลังพื้นฐานในการปกป้องตนเอง
ขั้นที่สามนั้นสำคัญยิ่ง
เมื่อถึงระดับฝึกลมปราณขั้นที่สาม ก็จะสามารถปลดปล่อยพลังปราณออกมาภายนอกได้ ทั้งยังสามารถเรียนรู้วิชาอาคมได้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นการยกระดับครั้งใหญ่ทั้งในการป้องกันตัวและการหลอมโอสถ
ในระดับฝึกลมปราณขั้นที่สอง อัสนีเทพเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างแล้ว มันซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆหมอกเหนือค่ายกลเบญจธาตุ ส่องประกายวูบวาบเลือนลาง จางผิงอันสามารถใช้จิตสำนึกควบคุมอัสนีเทพให้เคลื่อนที่ไปตามเส้นชีพจรทั่วร่างกายได้แล้ว
ทั่วทั้งร่างกายแข็งแกร่งกำยำขึ้นอย่างผิดหูผิดตา
……
ด้วยร่างกายในตอนนี้ ต่อให้อวี้จีมาอีกครั้ง กระบี่เดียวก็ฆ่าเขาไม่ตายแล้ว อย่างน้อยนางก็ต้องแทงซ้ำอีกหลายๆ แผลถึงจะได้...
การบำเพ็ญเพียรในขั้นต่อไปคือระดับฝึกลมปราณขั้นที่สาม การปลดปล่อยพลังปราณออกสู่ภายนอก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธรณีประตูสำคัญ
เผลอแป๊บเดียว
จางผิงอันอาศัยอยู่ที่เมืองต้าเหยามาครบหนึ่งปีแล้ว
ฤดูหนาวผันผ่าน ฤดูใบไม้ผลิเยือนกราย และฤดูร้อนก็เวียนมาถึงอีกครั้ง
นอกบ้านอบอวลไปด้วยเสียงจักจั่นร้องระงม
จางผิงอันมาถึงช่วงรอยต่อสำคัญของระดับฝึกลมปราณขั้นที่สามแล้ว เขากำลังฝึกฝนอย่างเคร่งเครียดอยู่ภายในห้อง ปราณเบญจธาตุส่งเสียงดังครืนๆ พลุ่งพล่านหมุนวนอยู่ในจุดตันเถียน
ค่ายกลทำงานจนถึงขีดสุด ปราณอัสนีเทพกำลังรวบรวมตัวกันอย่างต่อเนื่องและเริ่มควบแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ
ตูม!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ทะลวงผ่านสำเร็จแล้ว!
ในชั่วพริบตาที่ทะลวงผ่านสำเร็จ อัสนีเทพก็เกิดเสียการควบคุมชั่วคราว มันพุ่งทะลุออกจากร่าง โดยเริ่มจากจุดตันเถียน ผ่านเส้นชีพจรกลางลำตัว แล้วพุ่งทะยานออกไปทางจุดไป่ฮุ่ยตรงกลางกระหม่อมโดยตรง
แย่แล้ว!
อัสนีเทพถูกกดทับมานานเกินไป เมื่อพุ่งออกนอกร่างกายเป็นครั้งแรก จึงพุ่งทะยานขึ้นสู่หลังคาอย่างไม่อาจควบคุม กระแทกเข้ากับเพดานแล้วพุ่งทะลุออกไปทันที
หลังคาถูกระเบิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ในพริบตา
อานุภาพของอัสนีเทพช่างรุนแรงเกินไปจริงๆ
หวังว่าคงไม่มีใครสังเกตเห็นนะ เขาเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ อัสนีเทพของเขาดูเหมือนจะไม่ใช่วิชาเซียน แต่เป็นเคล็ดวิชาจากเขตแดนมาร
หากถูกใครพบเข้า คงได้เกิดเรื่องยุ่งยากขนานใหญ่แน่
ในขณะที่เขากำลังหวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่นั้น
จู่ๆ แผ่นดินก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ท้องฟ้ากลายเป็นสีเขียวน่าสยดสยอง ลมประหลาดพัดพัดกรรโชกอู้ๆ เข้ามา
เชี่ยเอ๊ย!
ไม่จริงมั้ง อานุภาพมันรุนแรงขนาดนี้เลยรึ?
ข้างนอกบ้านมีเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงมขึ้นมา
"ลม!"
"ลมพายุมาแล้ว รีบไปหาที่หลบเร็ว!"
"ช่วยด้วย!"
ทั่วทั้งเมืองต้าเหยาตกอยู่ในความโกลาหล เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงมไปทั่วทุกแห่ง
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
ข้าทะลวงผ่านระดับฝึกลมปราณขั้นที่สาม มันส่งผลรุนแรงขนาดนี้เลยรึ?
ขนาดคนเขาบรรลุระดับจินตันยังไม่เห็นจะมีเรื่องวุ่นวายขนาดนี้เลยนะ?
แต่ในไม่ช้า จางผิงอันก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ลำพังแค่ระดับฝึกลมปราณขั้นสามตัวจ้อยอย่างเขา ไม่มีทางก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้ได้แน่
ข้างนอกนั่นแหละที่มีปัญหา
เขารีบเก็บพลัง ไม่ทันได้หันไปมองรูโหว่บนเพดานด้วยซ้ำ แล้วผลักประตูวิ่งออกมาที่ลานบ้าน
ที่เส้นขอบฟ้ามีลมทมิฬสีเขียวน่าสยดสยองพัดโหมกระหน่ำเข้ามาในหุบเขาเสียงดังอู้ๆ
สถานที่ที่พวกเซียนพักอาศัยอยู่บนเขามีค่ายกลคุ้มครอง แต่ที่เมืองต้าเหยาไม่มี
ลมสายนี้จึงพัดทะลักเข้ามาจากนอกหุบเขาอย่างย่ามใจ
น่าตกตะลึงเป็นที่สุด
หลังคาบ้านเรือนจำนวนนับไม่ถ้วนถูกพัดปลิวหายไป ท่ามกลางลมทมิฬสีเขียวยังแฝงไปด้วยพายุหมุนขนาดเล็กที่รุนแรงยิ่งนัก
มีคนถูกม้วนขึ้นไป กรีดร้องโหยหวนลอยคว้างอยู่กลางอากาศ เสื้อผ้าหลุดลุ่ยปลิวว่อนไปทั่ว ร่างกายถูกกัดกร่อนจนเหลือเพียงกระดูกขาวโพลนในพริบตา จากนั้นกระดูกก็สลายกลายเป็นผุยผง ร่วงหล่นลงมาประดุจห่าฝน
ขวัญเอ๊ยขวัญมา น่ากลัวชะมัด
วันสิ้นโลกแล้วหรือไงเนี่ย?
เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วทุกสารทิศ
ลมสายนี้มาไวไปไว พัดอยู่เพียงครู่เดียว ชั่วเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็หายไป ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เซียนจากยอดเขาทั้งสิบสามยอดล้วนถูกปลุกให้ตื่นตกใจ บนเขามีค่ายกลคุ้มครองย่อมปลอดภัยไร้กังวล แต่ตีนเขากลับไม่มีค่ายกล สภาพจึงพังยับเยินไปหมด
บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยเซียนที่ขี่กระบี่เหาะเหิน กำลังสำรวจความเสียหายที่ลมทมิฬทำไว้กับภูเขาเซียน
ในจำนวนนั้นมีเซียนท่าทางเงอะงะคนหนึ่งขี่กระบี่บินโซเซไปมา ทั้งช้าและต่ำ เห็นได้ชัดว่าเป็นมือใหม่ที่เพิ่งหัดขี่กระบี่ได้ไม่นาน
จางผิงอันเดินออกจากลานบ้านมาถึงริมแม่น้ำ ลำธารไม่ได้รับผลกระทบใดยังคงใสสะอาดและไหลเอื่อยๆ
เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก คงไม่มีปัญหาอะไรมาก ลมสายนี้ไม่รู้พัดมาจากไหน ช่างน่ากลัวจริงๆ
ในขณะที่เขากำลังเงยหน้ามองไปรอบๆ จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
งูบินประหลาดตัวหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในป่าละเมาะเบื้องล่าง มันกระโจนพรวดขึ้นมา อ้าปากกลืนเซียนที่ขี่กระบี่โซเซคนนั้นเข้าไปในท้องรวดเดียว
งูบินมีลำตัวสีเขียวตลอดทั้งร่าง บนหัวมีเขา สีของมันเหมือนกับลมเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน
เสียงกรีดร้องโหยหวนของเซียนผู้นั้นดังบาดลึกไปทั่วหุบเขา เซียนทุกคนต่างหันไปมองเป็นตาเดียว
เสียงตวาดลั่นดังมาจากระยะไกล: "สัตว์เดรัจฉาน บังอาจทำร้ายคน!"
ประกายกระบี่สายหนึ่งพุ่งวาบมาจากยอดเขาเทียนตู งูบินถูกฟันขาดเป็นสองท่อนกลางอากาศ เลือดสีเขียวสาดกระจายลงมาราวกับสายฝน
ทุกคนต่างตกตะลึงจนตาค้าง
มีเพียงจางผิงอันที่ตาไว เห็นของชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ และเพราะแรงลม มันจึงถูกพัดมาตกอยู่ไม่ไกลจากเขานัก