- หน้าแรก
- ศิษย์รับใช้วิถีมาร
- บทที่ 27 การหลอมโอสถก็คือการกำจัดสิ่งเจือปน
บทที่ 27 การหลอมโอสถก็คือการกำจัดสิ่งเจือปน
บทที่ 27 การหลอมโอสถก็คือการกำจัดสิ่งเจือปน
เขาประเมินน้ำหนักของฝาเตาต่ำเกินไป
การเคลื่อนไหว... ช้าไปสักหน่อย
เสียงดังปัง ก้อนอะไรบางอย่างเหนียวเหนอะหนะถูกพ่นออกมาจากเตาหลอมโอสถ ลอยไปติดอยู่บนเพดาน
เขารู้สึกเสียดายแทบตาย
จางผิงอันกระโดดขึ้นไป ความจริงแล้วเพดานห้องก็ไม่ได้สูงนัก เขาหยิบก้อนเหนียวๆ นั้นลงมาจากเพดานมาไว้ในฝ่ามือ
เอ่อ?
นี่คือโอสถปราณไฟรึ?
ทำไมถึงเหนียวหนึบเป็นก้อนแบบนี้ล่ะ?
ลองคิดดู เขาใช้มือปั้นก้อนเหนียวหนึบนั้นให้เป็นก้อนกลมๆ ไปเสียเลย
เอ๊ะ?
ทำแบบนี้ก็ดูดีขึ้นมาหน่อย
ค่อยดูเหมือนเม็ดโอสถขึ้นมาบ้าง
พลังธาตุไฟอันบริสุทธิ์ส่งผ่านมาจากฝ่ามือ
หา?!
ดูเหมือนว่า... จะสำเร็จจริงๆ แต่ก็ไม่ได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือโอสถปราณไฟที่คุณภาพต่ำต้อยที่สุด... นอกจากพลังงานจะน้อยเกินไปแล้ว ยังมีข้อเสียอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ... มันติดมือ...
เฮ้อ ขายหน้าชะมัด!
จางผิงอันรู้สึกสมเพชตัวเองอยู่บ้าง
แต่ทว่า เสี่ยวหงที่อยู่ด้านข้างกลับตกตะลึงจนถึงขีดสุด อ้าปากค้างแทบไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง
ไอ้หนูคนนี้หลอมโอสถเป็นครั้งแรก ก็ดันทุรังทำออกมาจนได้ เก่งกาจขนาดนี้เชียวรึ? หรือว่าเขาจะเป็น... อัจฉริยะด้านการหลอมโอสถจริงๆ?
สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ การใช้วัตถุดิบห่วยๆ แบบนี้ สามารถหลอมโอสถออกมาได้จริงๆ รึ?
ตำรับโอสถนี้ก็ดูทะแม่งๆ นะ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าบุปผาเบญจรงค์สามารถนำมาหลอมเป็นโอสถปราณไฟได้ ใครเป็นคนสอนเขากันเนี่ย?
เสี่ยวหงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรธาตุไฟ จึงมีความไวต่อกลิ่นอายของโอสถปราณไฟเป็นอย่างมาก
แม้โอสถเม็ดนี้คุณภาพจะแย่ไปสักหน่อย แต่มันก็คือโอสถปราณไฟของแท้แน่นอน
"สำ... สำเร็จแล้วรึ?" เสี่ยวหงมองจางผิงอันอย่างลังเล ยังคงไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง
จางผิงอันขมวดคิ้วกล่าวว่า "นี่เรียกว่าสำเร็จรึ? ไม่นับกระมัง คุณภาพแย่เกินไปแล้ว..."
เสี่ยวหงถอนหายใจ "ข้าทำงานที่นี่มาสิบปีแล้ว เจ้าเป็นคนเดียวเลยนะ ที่สามารถหลอมโอสถสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงมือ แถมตำรับโอสถของเจ้าก็ช่างแปลกประหลาดเสียนี่กระไร..."
พอได้ฟังเสี่ยวหงพูดเช่นนี้
จางผิงอันถึงได้เปลี่ยนจากความกังวลเป็นความดีใจ
"อย่างนั้นรึ? ถ้าอย่างนั้นข้าก็เป็นอัจฉริยะด้านการหลอมโอสถเลยไม่ใช่รึ?"
"ก็นับว่า... ใช่ละมั้ง!" เสี่ยวหงนึกถึงท่าทางงุ่มง่ามตอนที่จางผิงอันหลอมโอสถ คำตอบนี้ก็ดูจะฝืนใจไปสักหน่อย
เผลอแป๊บเดียว เวลาหนึ่งวันก็ผ่านพ้นไปแล้ว
ตอนที่คิดเงิน จางผิงอันถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองขลุกอยู่ในห้องหลอมโอสถมาสิบกว่าชั่วยามแล้ว
เขาจ่ายเงินไปด้วยความปวดใจ
ท้องไส้หิวจนร้องประท้วงเสียงดังจ๊อกๆ
ขอบฟ้าเริ่มมีวี่แววสว่างลางๆ ใกล้จะรุ่งสางของวันใหม่แล้ว
รถเข็นขายอาหารเช้าริมทางเริ่มออกมาตั้งร้านแล้ว คนจนหาเงินด้วยความยากลำบาก มันไม่ง่ายเลยจริงๆ เขาซื้อแผ่นแป้งทอดมาหนึ่งแผ่นส่งๆ ควันร้อนฉุย ด้านในมีผักและซอสมากมาย รู้สึกว่าไม่เคยกินอะไรอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย
เขากินแผ่นแป้งทอดไปพลาง เดินเล่นเลียบขอบลำธารกลับบ้านไปพลาง
จันทรากระจ่างลับขอบฟ้า
ความรู้สึกพึงพอใจอย่างลึกซึ้งก่อตัวขึ้น
แม้ว่าวันนี้จะเหนื่อยล้ามาก และถูกระเบิดจนสะบักสะบอมไปทั้งตัว แต่เมื่อโอสถคุณภาพต่ำเม็ดนั้นออกจากเตา ทุกสิ่งทุกอย่างก็คุ้มค่าแล้ว
กินอิ่มหนำสำราญ ก็กลับมาที่ห้อง
จางผิงอันไม่ได้นอนทันที แต่กลับนั่งขัดสมาธิฝึกวิชาโดยตรง เขารอไม่ไหวแล้วจริงๆ
เขากลืนโอสถรวบรวมปราณคุณภาพต่ำลงคอไปรวดเดียว ภายในลำคอราวกับมีลูกไฟกลุ่มหนึ่งค่อยๆ ไหลทะลักมุ่งหน้าไปสู่จุดตันเถียน
ใช้จิตสำนึกชักนำ นำพาพลังสายนี้เข้าสู่จุดตันเถียนอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็หลอมรวมเข้ากับจุดสีแดงจุดหนึ่งในนั้น
จุดสีแดงจุดนั้น ก็คือรากปราณไฟในค่ายกล
การบำเพ็ญเพียรหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ จางผิงอันได้สร้างโครงสร้างค่ายกลจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ยังไม่ได้เติมเต็มพลังงานเข้าไปมากพอ ค่ายกลจึงยังไม่ได้เริ่มทำงาน
พลังของโอสถปราณไฟค่อยๆ ไหลเข้าสู่รากปราณ
เพียงชั่วพริบตา ภายในร่างกายก็แปรเปลี่ยนเป็นโลกสีแดงฉาน ยามที่มองเห็นภายในร่างกาย อวัยวะทุกส่วนล้วนกลายเป็นสีแดงไปหมด
สว่างไสวเป็นอย่างมาก
เปลวไฟไร้รูปกลุ่มหนึ่งเต้นระริกอยู่ข้างกายจางผิงอัน
หากมีผู้บำเพ็ญเพียรมาแอบดูในเวลานี้ จะต้องคิดว่าจางผิงอันคือผู้บำเพ็ญเพียรธาตุไฟตามมาตรฐานอย่างแน่นอน
ตัวข้าก็ถือเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังปราณแล้วเหมือนกัน
จางผิงอันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
พลังงานของผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณขั้นแรก ทำได้เพียงใช้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเท่านั้น ยังไม่สามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาภายนอกได้
หากต้องการปลดปล่อยพลังงานออกมาภายนอกโดยตรง อย่างน้อยก็ต้องบรรลุถึงระดับฝึกลมปราณขั้นสาม
คนบำเพ็ญเพียร พลังกายและพลังจิตย่อมแตกต่างจากคนธรรมดา
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น จางผิงอันหิ้วตะกร้าดอกไม้ของตนเองมาถึงตลาดสมุนไพร ผู้คนยังไม่เยอะนัก ณ สถานที่ที่นัดแนะกับเด็กน้อยผู้นั้นเอาไว้ กลับไม่พบใครเลย
ยังเช้าเกินไป จางผิงอันก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร จึงเดินเล่นในตลาดไปอีกรอบ
คนทำมาค้าขายล้วนตื่นเช้า แผงลอยส่วนใหญ่เริ่มเปิดทำการแล้ว
เมื่อวาน เขาแค่เดินดูผ่านๆ ตาก็เท่านั้น
วันนี้มาอีกครั้ง จึงมองดูได้ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น
"นายท่าน ผลราตรีเรืองแสงสดๆ นี่คือวัตถุดิบสำคัญของโอสถรักษาอาการบาดเจ็บเลยนะขอรับ ลองเข้ามาดูไหม?" พ่อค้าร้องเรียกลูกค้าอยู่ด้านข้าง
ผลราตรีเรืองแสง เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่สามารถเปล่งแสงได้ในตอนกลางคืน แต่พอถึงรุ่งสาง กลับกลายเป็นผลไม้ธรรมดาๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น
จางผิงอันโคจรเคล็ดวิชา ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียว เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตา เขาจึงหรี่ตาลงเป็นเส้นตรง แล้วมองไปยังผลราตรีเรืองแสง
มีปราณธาตุไม้เป็นหลัก และก่อเกิดปราณธาตุไฟขึ้นมา นี่คงเป็นเหตุผลที่มันเปล่งแสงในตอนกลางคืน... แต่ว่า ผลไม้ที่มีปราณธาตุไม้และไฟเป็นหลักแบบนี้ ทำไมถึงมีปราณเจือปนของธาตุทองและน้ำมากมายขนาดนี้ล่ะ?
หากใช้ผลไม้ชนิดนี้ไปหลอมโอสถ ด้วยระดับของเขาในตอนนี้ โอกาสระเบิดแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
โอสถรักษาอาการบาดเจ็บก็ถือเป็นโอสถที่เรียบง่าย มีบันทึกไว้ในคัมภีร์เปิ๋นเฉ่า ตอนนั้นเขาแค่ดูผ่านๆ ไม่ได้จำรายละเอียดอะไรนัก แค่รู้สึกว่าทำไมส่วนผสมมันถึงได้ซับซ้อนขนาดนี้
ตอนนี้เขาได้เรียนรู้วิธีการหลอมโอสถแล้ว ก็เข้าใจในทันที
ที่แท้ส่วนผสมรองที่ใส่ลงไป ก็เพื่อกำจัดปราณเจือปนอย่างธาตุทองและน้ำ... สิ่งที่ออกฤทธิ์ทางยาอย่างแท้จริง มีเพียงพลังของปราณธาตุไม้และไฟสองชนิดในผลราตรีเรืองแสงเท่านั้น
เมื่อดูจากจุดนี้ ตำรับโอสถโบราณ กับการหลอมโอสถเบญจธาตุของเขา ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันในสาระสำคัญ เพียงแต่วิธีการหลอมโอสถของเขานั้น เรียบง่ายและตรงไปตรงมามากกว่า
เจ้าก็แค่ต้องการดวงตาคู่หนึ่งที่สามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงตัวสมุนไพรได้เท่านั้น...
เดินวนในตลาดหนึ่งรอบ
สมุนไพรแทบทุกชนิด ล้วนมีสิ่งเจือปนมากมาย
การหลอมโอสถ แทนที่จะบอกว่าเป็นการหลอมตัวยาหลัก มิสู้บอกว่าเป็นการศึกษาวิธีกำจัดสิ่งเจือปนออกไปเสียมากกว่า
แน่นอนว่า นี่หมายถึงโอสถระดับหนึ่งเป็นหลัก
โอสถระดับสองนั้นซับซ้อนมาก ต้องใช้พลังของเบญจธาตุ เพื่อสร้างค่ายกลขึ้นภายในเม็ดโอสถ ซึ่งซับซ้อนกว่ากันเยอะ
มีของวิเศษหายากบางอย่าง ที่สามารถนำมาใช้งานได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องนำไปหลอมเป็นโอสถเลย เพราะของวิเศษเหล่านั้น ไม่เพียงแต่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณมหาศาลน่าสะพรึงกลัว แต่พลังงานที่มีอยู่ตามธรรมชาติยังบริสุทธิ์ผุดผ่องอีกด้วย
ถึงขั้นมีค่ายกลตามธรรมชาติแฝงอยู่ด้วยซ้ำ
มองไปมองมา กลับกลายเป็นว่าดอกบัวหิมะของเมื่อวานนี้ คือสมุนไพรที่บริสุทธิ์ที่สุดในตลาดแห่งนี้ มิน่าล่ะเจ้านั่นถึงกล้าเรียกราคาตั้งห้าร้อยเหรียญเซียน
จางผิงอันใจเต้นโครมคราม
ในแก่นแท้การหลอมโอสถเบญจธาตุ มีเคล็ดวิชาอยู่หนึ่งวิชา นั่นคือวิธีสกัดความบริสุทธิ์ของพลังปราณจากพืช หากสามารถสกัดพลังปราณให้บริสุทธิ์ได้ การที่เขาจะหลอมโอสถระดับต้น ก็เป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือไม่ใช่หรือ?
ต่อให้ตัวเองไม่ได้ใช้เอาไปขายจะได้เงินตั้งเท่าไหร่?
แค่คิดก็เลือดลมสูบฉีดแล้ว
น่าเสียดาย ที่วิชานั้นจำเป็นต้องใช้พลังฝีมือที่สูงกว่านี้
"พี่ชาย ข้าขอโทษด้วย ข้ามาสายแล้ว!" เสียงเล็กๆ ที่แฝงความหวาดกลัว ดังขึ้นด้านหลังจางผิงอัน
พอหันหน้าไป ก็เห็นเด็กน้อยเมื่อวาน กำลังอุ้มตะกร้าดอกไม้ใบหนึ่งเดินเข้ามา
เด็กน้อยดูซูบผอมอิดโรยเป็นอย่างมาก เบ้าตาลึกโหล สีหน้าดูน้อยเนื้อต่ำใจจนอยากจะร้องไห้ออกมา
"เอ๊ะ เจ้าเป็นอะไรไป?" จางผิงอันเอ่ยปากถาม
ดูเหมือนว่าเพิ่งจะโดนใครรังแกมาอย่างนั้นแหละ