- หน้าแรก
- ศิษย์รับใช้วิถีมาร
- บทที่ 26 หลอมโอสถ
บทที่ 26 หลอมโอสถ
บทที่ 26 หลอมโอสถ
เสี่ยวหงชะงักงัน เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า "ท่านจะ... ใช้ของพวกนี้หลอมโอสถรึ? แบบนี้ก็หลอมโอสถได้ด้วยหรือเจ้าคะ?"
นางเงยหน้ามองจางผิงอันด้วยความกังขา
จางผิงอันยักไหล่ "ความจริงข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ว่าลองดูก็ไม่เสียหาย หากใช้สมุนไพรที่แพงเกินไปข้าก็กลัวจะเสียของเปล่า เจ้าน่าจะรู้ว่าสมุนไพรแต่ละชนิดล้วนแพงหูฉี่"
เสี่ยวหงพยักหน้ารับ คิดในใจว่าก็ถูกของเขา แค่มาฝึกซ้อมสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ของดีอะไร พี่ชายท่านนี้คงแค่มาทำความคุ้นเคยกับขั้นตอนการหลอมโอสถเท่านั้นแหละ
การหลอมโอสถของจริง มันจะไปง่ายดายขนาดนั้นได้อย่างไร
จางผิงอันเด็ดกลีบบุปผาเบญจรงค์ออกมาทีละกลีบ กลีบสีเขียวคือกลีบที่มีปราณธาตุไม้ กลีบสีแดงคือกลีบที่มีปราณธาตุไฟ
ในแต่ละกลีบล้วนมีพลังปราณอยู่ครึ่งส่วน แน่นอนว่ายังมีสิ่งเจือปนอื่นๆ ปะปนอยู่อีกด้วย
ต้องการกลีบสีเขียวสี่กลีบและกลีบสีแดงสองกลีบ ตามที่กล่าวไว้ในแก่นแท้การหลอมโอสถเบญจธาตุ เพียงเท่านี้ก็สามารถหลอมเป็นโอสถปราณไม้ได้หนึ่งเม็ดแล้ว
แน่นอนว่าหากเชี่ยวชาญแล้ว ก็สามารถเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้น การหลอมเพียงหนึ่งเตาก็สามารถผลิตโอสถปราณไม้ได้มากขึ้นตามไปด้วย
แต่นี่คือการหลอมครั้งแรก
จางผิงอันไม่อยากเสี่ยง
ตามตำรับโอสถที่ระบุในแก่นแท้การหลอมโอสถเบญจธาตุ จางผิงอันเริ่มอธิบายขั้นตอนการควบคุมไฟตลอดกระบวนการให้เสี่ยวหงฟังก่อน
เสี่ยวหงตั้งใจฟังเป็นอย่างมากและจดจำได้ทั้งหมด
เด็กหนุ่มผู้นี้ก็พอมีของอยู่บ้าง เรื่องการควบคุมไฟที่อธิบายมาก็ดูมีหลักการทีเดียว...
เตาหลอมโอสถถูกจัดการเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
ทำความสะอาดหมดจดและอุ่นเตาเสร็จสิ้น
เสี่ยวหงนำเศษไผ่เหมันต์ชิ้นเล็กๆ ใส่เข้าไป เปลวไฟสีฟ้าลุกโชน เตาหลอมโอสถเริ่มเผาไหม้...
จางผิงอันลงมือด้วยตนเอง เริ่มจากเติมน้ำชามใหญ่ลงไปในเตาหลอมโอสถ
ทำไมถึงเติมน้ำน่ะรึ?
ไม่เคยต้มยาหรืออย่างไร?
หากไม่เติมน้ำ สมุนไพรก็ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปหมดสิ เพราะฉะนั้นต้องเติมน้ำลงไปก่อนแถมปริมาณก็ต้องมากพอด้วย
ตามหลักการแล้ว การหลอมโอสถควรใช้ของเหลวปราณที่แฝงพลังเบญจธาตุจึงจะดีที่สุด
แต่จางผิงอันไม่มีปัญญาซื้อ
จึงใช้น้ำเปล่าแก้ขัดไปก่อน
พอถูไถไปได้ก็พอแล้ว
แน่นอนว่าการใช้น้ำเปล่ามาต้มยา อัตราความสำเร็จย่อมลดลงอย่างมาก เทียบกับของเหลวปราณไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ของวิเศษหายากระดับของเหลวปราณ ต้องถึงระดับจู้จีเท่านั้นถึงจะพอมีปัญญาหามาใช้ได้ ตอนนี้จางผิงอันฝืนนับว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณได้ก็จริง แต่ยังไม่ถึงขั้นแรกเลยด้วยซ้ำ
เมื่อไม่มีกำลังทรัพย์มากพอ ก็ทำได้เพียงแก้ขัดไปก่อน ภูมิปัญญาของชาวบ้านนั้นไร้ขีดจำกัด ใช้น้ำเปล่าไปก็แล้วกัน
น้ำจะน้อยเกินไปไม่ได้ แต่ก็อย่าให้มากจนเกินไป หนึ่งชามใหญ่ก็เพียงพอแล้ว
ต้องรอจนน้ำระเหยแห้งเหือดไป เม็ดโอสถก็จะถูกหลอมสำเร็จพอดี นี่แหละคือความพอดีที่ลงตัว
รอจนน้ำเดือดพล่าน
เขาก็ใส่กลีบสีเขียวสี่กลีบลงไปก่อน
เพียงไม่นาน ภายในเตาหลอมโอสถก็แปรสภาพกลายเป็นสสารลักษณะคล้ายโจ๊กสีเขียวหม้อหนึ่ง ถึงตอนนี้เสี่ยวหงก็เปลี่ยนไปใช้ไฟอ่อน อุณหภูมิของไฟในเตาจึงลดลงมา
คำนวณเวลา
หนึ่งชั่วยามให้หลัง
โจ๊กสีเขียวเริ่มข้นขึ้นเรื่อยๆ
น่าจะใช้ได้แล้ว
จางผิงอันรีบใส่กลีบสีแดงสองกลีบตามลงไปทันที
กลีบสีแดงคือพลังของปราณธาตุไฟ เป็นส่วนผสมรองที่ช่วยเร่งการก่อตัวของเม็ดโอสถ เพื่อเผาผลาญสิ่งเจือปนที่นอกเหนือจากปราณธาตุไม้ โจ๊กสีเขียวข้นเริ่มเดือดปุดๆ ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไอน้ำปริมาณมหาศาลเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องหลอมโอสถในพริบตา
กลิ่นประหลาดสายหนึ่งลอยคลุ้งขึ้นมา
นี่คือกลิ่นของปราณธาตุไม้ มีความเปรี้ยวเล็กน้อย
"ใกล้จะสำเร็จแล้ว!"
"ลดอุณหภูมิ ลดอุณหภูมิเดี๋ยวนี้"
ไอน้ำหนาทึบเกินไป บดบังการมองเห็นของจางผิงอัน พอไอน้ำระเหยหายไป ก็พบว่าโจ๊กสีเขียวข้นใกล้จะแห้งกรังจนไหม้ติดก้นเตาแล้ว
เขารีบตะโกนบอกให้เสี่ยวหงลดอุณหภูมิลง
แต่จะไปทันได้อย่างไร
ไม้เกื้อหนุนให้ไฟลุกโชน
ประกายไฟคล้ายสายฟ้าเริ่มปรากฏให้เห็นลางๆ ภายในเตาหลอม
จางผิงอันเห็นท่าไม่ดี จึงรีบกลิ้งตัวหลบไปอยู่ที่มุมกำแพง เม็ดโอสถในเตาระเบิดดังปังสนั่นหวั่นไหว
คลื่นกระแทกอันรุนแรงพุ่งทะลักออกมาจากเตาหลอมโอสถโดยตรง
เสี่ยวหงอยู่ใกล้ที่สุด จึงถูกแรงระเบิดอัดเข้าใส่จนตัวเหลืองไหม้เกรียมไปทั้งร่าง
โชคดีที่นางสวมชุดเกราะป้องกันไว้เต็มยศ ประกอบกับปริมาณยาที่ใส่ลงไปมีน้อยมาก อานุภาพจึงไม่รุนแรงนัก นางจึงไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด...
รอจนควันไฟจางหายไป
จางผิงอันถึงค่อยตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากมุมกำแพง ในใจยังคงหวาดผวาไม่หาย ที่แท้การหลอมโอสถมันน่ากลัวขนาดนี้เชียวรึ?
การที่เขาเลือกมาหลอมโอสถ มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือเปล่านะ?
งานนี้นอกจากจะผลาญเงินแล้ว ยังผลาญชีวิตอีกต่างหาก...
นี่ขนาดใช้แค่สมุนไพรธรรมดาทั่วไป และเป็นการหลอมโอสถที่เรียบง่ายที่สุดแล้วนะ
ยังมีอานุภาพรุนแรงถึงเพียงนี้
หากใส่ยาจนเต็มเตา มันจะไม่วินาศสันตะโรไปเลยรึ...
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ เสี่ยวหงก้มหน้าลงกล่าวว่า "ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าลดอุณหภูมิช้าไป..."
จางผิงอันส่ายหน้า "ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก เป็นเพราะควันไฟบังสายตาข้า ข้าเลยสั่งช้าไปเอง"
ทำอย่างไรดีล่ะ?
แน่นอนว่าต้องลองใหม่อีกครั้ง
ยังมีบุปผาเบญจรงค์เหลืออยู่อีกนี่นา บุปผาเบญจรงค์เก้าดอก หากจับคู่สัดส่วนให้ดี ก็สามารถใช้ฝึกซ้อมได้ถึงเก้าครั้ง ต่อให้ไม่สำเร็จ ก็ต้องทำความเข้าใจขั้นตอนการหลอมโอสถนี้ให้กระจ่างแจ้งให้จงได้
คราวนี้ไม่หลอมโอสถปราณไม้แล้ว
จางผิงอันหยิบกลีบสีขาวสี่กลีบและกลีบสีดำสองกลีบออกมา เตรียมจะหลอมโอสถปราณทอง
ภายในกลีบสีขาวคือปราณธาตุทอง
ภายในกลีบสีดำคือปราณธาตุน้ำ
เสี่ยวหงรีบทำความสะอาดเตาหลอมโอสถ หลังจากทำความสะอาดเสร็จ ก็เริ่มการทดลองครั้งที่สอง...
หนึ่งชั่วยามให้หลัง
"ปัง!"
เตาหลอมโอสถเกิดการระเบิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้จางผิงอันกลัวว่าจะมองไม่ชัด จึงเข้าไปดูใกล้ๆ กลับถูกคลื่นกระแทกอัดจนตัวปลิว ลอยไปกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจัง
บนหัวปูดเป็นลูกมะกรูดขึ้นมาทันที
เชี่ยเอ๊ย! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะทำไม่สำเร็จ!
จางผิงอันเริ่มเลือดขึ้นหน้า
ทำต่อไป เอาใหม่อีกครั้ง!
ครั้งที่สาม
ระเบิดตูม
ครั้งที่สี่
ก็ยังระเบิดอีก
ทำไมถึงต้องใช้คำว่าอีกด้วยนะ...
……
...
จางผิงอันตาเขียวปัด เนื้อตัวดำเมี่ยมไปทั้งร่าง เขาแทบจะเสียสติไปแล้ว เข้าสู่สภาวะหมกมุ่นคลั่งไคล้การหลอมโอสถขั้นรุนแรง
เสี่ยวหงไม่ปริปากพูดอะไร คนโง่ประเภทนี้นางเห็นมานักต่อนักแล้ว ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริงๆ
ครั้งที่เก้า!
ครั้งสุดท้ายแล้ว
เพราะสมุนไพรมีอยู่แค่นี้ จึงทำได้เพียงหลอมโอสถปราณไฟเป็นเม็ดสุดท้าย
หลุมพรางทั้งหมดในการหลอมโอสถ จางผิงอันล้วนเผชิญหน้ามาหมดแล้วในการหลอมแปดครั้งก่อนหน้านี้ ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักจะทำ เขาไม่พลาดเลยสักจุดเดียว
เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว เขาศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองทั้งหมด ไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะเลยแม้แต่น้อย
เพราะฉะนั้นจึงทำได้เพียงใช้การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อคลำหาทางไปทีละนิด
จางผิงอันนั่งนิ่งเงียบอยู่ในห้องหลอมโอสถ ทบทวนทุกขั้นตอนและข้อผิดพลาดทั้งหมดของตนเองอย่างถี่ถ้วน
จากนั้นก็จำลองภาพเหตุการณ์ซ้ำไปซ้ำมาในหัว
บางอย่างก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ปัญหาบางอย่าง แท้จริงแล้วเป็นเพราะสิ่งเจือปนในกลีบดอกไม้แต่ละกลีบไม่เหมือนกัน มีเรื่องเหนือความคาดหมายเยอะเกินไป ล้วนต้องพึ่งพาดวงล้วนๆ...
"พวกเรามาทดลองกันอีกสักครั้งเป็นครั้งสุดท้าย ดีหรือไม่"
เสี่ยวหงพยักหน้าอย่างชาชิน นางนับถือสปิริตแมลงสาบฆ่าไม่ตายของจางผิงอันจริงๆ
"เปิดเตา!"
ใส่ไผ่เหมันต์เข้าไป เตาหลอมก็ลุกไหม้ขึ้นมาอีกครั้ง
ครั้งนี้ จางผิงอันระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง นำบทเรียนทั้งหมดก่อนหน้านี้มาปรับใช้ ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวล้วนมั่นคงไร้ที่ติ
หนึ่งชั่วยามให้หลัง
ในอากาศมีกลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ลอยมา ไม่ผิดแน่ ปราณธาตุไฟมีกลิ่นหอมหวานเล็กน้อยแบบนี้นี่แหละ
"ลดอุณหภูมิ!"
คราวนี้จางผิงอันตะโกนสั่งได้ทันท่วงทีมาก
เสี่ยวหงเองก็มีประสบการณ์แล้ว เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ จึงสามารถควบคุมไฟได้ทันที เปลวไฟหรี่เล็กลงในชั่วพริบตา
"ดีมาก รักษาระดับไว้!"
เคี่ยวด้วยไฟอ่อนอย่างช้าๆ
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม เตาหลอมโอสถกลับยังไม่ระเบิด นี่นับเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์เลยทีเดียว
จางผิงอันลุ้นระทึกจนเหงื่อท่วมหลัง
"ได้ที่แล้ว เตรียมตัวเก็บโอสถ!"
"รับทราบเจ้าค่ะ!"
"เปิดเตา!"
ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดมาถึงแล้ว ก่อนที่จะเก็บโอสถ ต้องเร่งไฟให้แรงสุด เพื่อดันเม็ดโอสถให้พุ่งออกมา
เมื่อสิ้นเสียงสั่งการของจางผิงอัน เสี่ยวหงก็เร่งไฟจนแรงสุดในพริบตา จากนั้นจางผิงอันก็ออกแรงเปิดฝาเตาหลอมโอสถออก
อืม ตามหลักการหลอมโอสถที่แท้จริง ควรจะใช้วิชาอาคมในการเปิดฝาเตา แล้วเม็ดโอสถก็จะพุ่งออกมาเองโดยอัตโนมัติ แต่จางผิงอันใช้วิชาอาคมไม่เป็น จึงทำได้เพียงรวบรวมพละกำลังทั้งหมด ใช้แรงควายแบบดั้งเดิมที่สุดเพื่อเปิดฝาเตา
"เปิดออกสิโว้ย!"
จางผิงอันตะโกนลั่น สีหน้าเคร่งเครียดจนเขียวปัด ฝาเตานี่หนักเอาการเลยแฮะ!