- หน้าแรก
- ศิษย์รับใช้วิถีมาร
- บทที่ 12 นังหนูตัวร้าย
บทที่ 12 นังหนูตัวร้าย
บทที่ 12 นังหนูตัวร้าย
ถึงอย่างไรชิงเฟิงก็เป็นคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นกิจจะลักษณะ ไม่เหมือนกับศิษย์รับใช้อย่างจางผิงอัน อวี้จีสังหารคนมานับไม่ถ้วน นางอาจจะไม่กล้าลงมือกับชิงเฟิง แต่กับมดปลวกอย่างจางผิงอัน นางย่อมไม่เห็นอยู่ในสายตาอย่างแน่นอน...
ระหว่างที่พูดคุยกัน ทั้งสองก็มาถึงหน้าประตูแล้ว
เนื่องจากรีบร้อนจนเดินจ้ำอ้าว แม้แต่เบาะรองนั่งก็ยังหยิบมาไม่ทัน ทั้งสองคนจึงคุกเข่าดังตุ้บลงที่หน้าประตู เพื่อต้อนรับการมาเยือนของคุณหนูตัวร้าย
พื้นถนนค่อนข้างแข็ง คุกเข่าแล้วเจ็บไม่เบา โชคดีที่ผ่านไปไม่นานนัก หญิงสาวในชุดนักพรตสีม่วงก็เดินเข้ามา
"เอ๊ะ เจ้านี่เอง?" หญิงสาวชุดม่วงเห็นจางผิงอันก็ขมวดคิ้ว
จางผิงอันเงยหน้าขึ้นมอง ก็ถึงกับตัวแข็งทื่อ เพิ่งจะรู้ว่าหญิงสาวชุดม่วงคนนี้ ก็คือคุณหนูตัวร้ายที่แย่งไผ่เหมันต์ของเขาไปเมื่อตอนนั้นไม่ใช่หรือ?
ถ้าไม่ใช่เพราะคุณหนูตัวร้ายคนนี้ ตัวเขาคงไม่เข้าสู่วิถีมารหรอกกระมัง?
มารดามันเถอะ โลกช่างกลมเสียจริง
แต่พอลองคิดดูแล้วมันก็เป็นเรื่องปกติ บนยอดเขานี้มีเซียนที่บำเพ็ญเพียรอย่างจริงจังอยู่แค่ไม่กี่สิบคนเท่านั้นเอง...
เขาไม่กล้าจ้องมองนางตรงๆ รีบก้มหน้าลงแล้วกล่าวว่า: "คารวะท่านเซียน ขอต้อนรับท่านสู่หอคัมภีร์ขอรับ..."
ภายในใจของเขาขมขื่นยิ่งนัก
คุณหนูตัวร้ายคนนี้ เขาเคยประจักษ์ถึงความร้ายกาจมาแล้ว เป็นท่านบรรพชนน้อยที่เอะอะก็ชักกระบี่ฆ่าคน ทำไมเขาถึงต้องมาเจอนางด้วยเนี่ย?
พอคิดว่าตัวเองอาจจะถูกสับเป็นชิ้นๆ ก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
"คราวก่อนที่ข้าเห็นเจ้า เจ้ายั้งตัดฟืนอยู่เลยนี่? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?" อวี้จีเอ่ยถาม
"เรียนคุณหนู พอดีฝ่ายศิษย์รับใช้มีเด็กใหม่เข้ามา หวังเหล่าต้าก็เลยย้ายข้ามาอยู่ที่นี่ขอรับ..."
"หึหึ เจ้ากับหวังเหล่าต้ามีความสัมพันธ์อะไรกันล่ะ เขาถึงได้เปลี่ยนงานที่แสนจะสบายแบบนี้ให้เจ้า เจ้าว่าสิ?" อวี้จีถามจางผิงอันด้วยสีหน้าเย้ยหยัน
จางผิงอันชะงัก ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี คิดในใจว่า ดีกับผีสิใครจะอยากทำงานนี้ ข้าตัดฟืนอยู่ก็สบายอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าตวัดกระบี่ฟันคนเก่าตาย ข้าจะต้องระเห็จมาอยู่ที่นี่หรือไง...
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของอวี้จีเริ่มไม่สบอารมณ์
เขาก็เหงื่อแตกพลั่ก สมองแล่นปรู๊ดปร๊าด รีบตอบกลับไปว่า: "คุณหนูช่างเก่งกาจยิ่งนัก สายตาเฉียบแหลมมองการณ์ไกล แค่นี้ท่านก็ดูออกแล้ว ผู้น้อยก็ไม่กล้าปิดบัง เป็นเช่นนั้นจริงๆ ขอรับ!"
อวี้จีหัวเราะอย่างได้ใจ คิดว่าตัวเองช่างฉลาดปราดเปรื่องเสียจริง ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้าไปข้างใน
วันนี้นางอารมณ์ดี เพิ่งจะไปอ้อนวอนขอโอกาสจากท่านอาจารย์มาได้อีกครั้ง จึงไม่อยากจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับพวกคนรับใช้เหล่านี้
การเคลื่อนไหวของนางช่างแผ่วเบา ราวกับสายลมที่พัดผ่านร่างของคนทั้งสองไป
ชิงเฟิงและจางผิงอันรีบวิ่งเหยาะๆ ตามไปทันที
จางผิงอันไม่เคยเห็นชิงเฟิงคล่องแคล่วว่องไวขนาดนี้มาก่อนเลย ท่าทีของเขาดูนอบน้อมถ่อมตนยิ่งกว่าตอนที่ท่านลุงเสวียนอีมาเสียอีก เขาโค้งตัวลง ทำเรื่องผ่านทางให้ศิษย์พี่หญิงอวี้จีด้วยความเร็วสูงสุด
ประตูด้านในค่อยๆ เปิดออก หอคัมภีร์ราวกับสัตว์ประหลาดที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เสียงกลไกด้านในดังครืนๆ ขึ้นมา
"ชิงเฟิงเอ๋ย เจ้าว่ามาสิ วันนี้ข้าจะได้เคล็ดวิชาที่ต้องการหรือไม่? ความจริงข้าก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายนัก ขอแค่วิชากระบี่เซียนสักเล่มที่สตรีสามารถใช้ได้ก็พอแล้ว..."
อวี้จีปรายตามองชิงเฟิง
เอ่อ... เรื่องนี้...
ชิงเฟิงถึงกับพูดไม่ออก คิดในใจว่า เรื่องแบบนี้ก็มาถามข้าด้วยรึ?
แต่ทว่า เขาก็ช่างเจรจาพาที รีบยิ้มแล้วกล่าวว่า: "ศิษย์พี่หญิงอวี้จีมีบุญญาบารมีล้นเหลือ ย่อมต้องได้วิชากระบี่ที่ถูกใจอย่างแน่นอน หลายปีมานี้ ผู้น้อยยังไม่เคยเห็นเคล็ดวิชากระบี่ระดับสุดยอดเลยสักครั้ง ก็รอแต่ศิษย์พี่หญิงอวี้จีช่วยเปิดหูเปิดตาให้นี่แหละ พยายามเข้าขอรับ!"
ครึ่งหนึ่งคือการประจบสอพลอ อีกครึ่งหนึ่งคือการเผื่อทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง
และยังเป็นการเตือนสติอวี้จีไปในตัวว่า โปรดมองความเป็นจริงด้วย โอกาสที่จะได้เคล็ดวิชาที่ถูกใจจากที่นี่นั้น มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
อวี้จีก็ไม่ได้โง่ ย่อมฟังออกอยู่แล้ว นางแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา: "เจ้าเด็กรับใช้ปากว่าตาขยิบ เจ้าก็แค่อยากจะบอกว่า ข้าไม่มีทางได้เคล็ดวิชาระดับสุดยอดใช่ไหมล่ะ?"
ชิงเฟิงหัวเราะแหะๆ: "ศิษย์พี่หญิงขอรับ อย่าว่าแต่เคล็ดวิชาระดับสุดยอดเลย ต่อให้เป็นเคล็ดวิชาที่มีประโยชน์ทั่วไป ในสิบครั้งก็มีโอกาสได้ไม่ถึงหนึ่งครั้ง ผู้น้อยเฝ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ย่อมต้องรู้เรื่องนี้กระจ่างแจ้งที่สุดอยู่แล้วขอรับ"
นี่คือการดับไฟอารมณ์ของอวี้จีไว้ล่วงหน้า เผื่อว่าตอนออกมาเกิดไม่ได้ดั่งใจขึ้นมา จะได้ไม่พาลอาละวาด
"หากข้าไม่ได้เคล็ดวิชาดีๆ ไปล่ะก็ คงเป็นเพราะพวกเจ้าสองคนเป็นตัวซวยนั่นแหละ หึ..." สีหน้าอันแสนจะเย็นชาของอวี้จี ทำเอาชิงเฟิงถึงกับเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที
คุณหนูตัวร้ายคนนี้ ช่างเจรจาด้วยยากจริงๆ!
อวี้จีเดินเข้าไปในประตูด้านใน ประตูกลไกก็ปิดดังปัง
หอคัมภีร์ทั้งหลัง เริ่มสั่นสะเทือนขึ้นมาในพริบตา
จางผิงอันสงสัยมาตลอดว่า ภายในหอคัมภีร์นี้ ตกลงมันเป็นสถานที่แบบไหนกันแน่ ทำไมถึงสามารถสุ่มดรอปคัมภีร์เคล็ดวิชาออกมาได้เรื่อยๆ ล่ะ?
บนหน้าผากของชิงเฟิงเต็มไปด้วยเหงื่อ
เห็นได้ชัดว่า เขาไม่ค่อยเชื่อว่าศิษย์พี่หญิงอวี้จีคนนี้ จะได้เคล็ดวิชาที่ถูกใจไป
จางผิงอันขยับเข้าไปใกล้ กระซิบเสียงเบาว่า: "ท่านชิงเฟิง ข้าไปตัดแต่งกิ่งไผ่เสียหน่อย ท่านรออยู่ที่นี่ เป็นอย่างไรขอรับ?"
ในใจเขาคิดว่า ประเดี๋ยวตัวเองจะไปขุดหลุมในป่าไผ่ แล้วลงไปซ่อนตัวอยู่ในนั้น คิดว่าน่าจะปลอดภัยขึ้นเยอะ
"ฝันไปเถอะ ศิษย์พี่หญิงอวี้จีมีวิชากระบี่ล้ำเลิศ ฟันกระบี่เดียว ต่อให้เจ้าซ่อนตัวอยู่ในบ่อส้วม ก็ต้องตายแบบไม่เหลือซากให้ฝังอยู่ดี..."
หา?
สีหน้าของจางผิงอันเปลี่ยนไปทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง หอคัมภีร์ก็สั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าเกิดการต่อสู้ขึ้นภายในนั้น
นี่มันผิดปกติแล้วนะ?
สีหน้าของชิงเฟิงพลันแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกสุดขีด
ทุกครั้งที่เกิดการต่อสู้ขึ้น ล้วนเป็นเพราะมีคนเจอเคล็ดวิชาชั้นยอดเข้า แต่เคล็ดวิชาชั้นยอดนั้นมีเจตจำนงเป็นของตัวเอง มันไม่ยอมให้ใครเอาตัวมันไปง่ายๆ นางจึงกำลังใช้กำลังแย่งชิงมันมา
ในความทรงจำของชิงเฟิง ยังไม่เคยมีใครใช้กำลังแย่งชิงได้สำเร็จเลยสักครั้ง ผลของการกระทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะไม่ได้เคล็ดวิชาที่ถูกใจเท่านั้น แต่จะไม่ได้เคล็ดวิชาเลยแม้แต่เล่มเดียว และจะถูกหอคัมภีร์ซัดกระเด็นออกมา...
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปมา จู่ๆ เขาก็ล้วงเอาห่อผ้าเล็กๆ ห่อหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ส่งให้จางผิงอัน พลางกระซิบว่า: "เอ่อ... ผิงอันเอ๋ย... ข้าเพิ่งนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ข้ารับปากท่านลุงเสวียนอีว่าจะมอบของสิ่งหนึ่งให้เขา เจ้าช่วยเอาไปส่งให้เขาแทนข้าที..."
จางผิงอันรับห่อผ้ามาด้วยความประหลาดใจ: "เอ๊ะ แต่ว่า... ท่านลุงเสวียนอีอยู่ที่ไหนล่ะขอรับ? ข้าจะไปตามหาเขาเจอได้อย่างไร?"
"เดินไปตามทางนี้ ออกจากประตูไป เดินตรงไปเรื่อยๆ จนถึงด้านซ้ายของป้ายลานชุมนุมเซียน เจ้าก็ไปรอเขาอยู่ที่นั่นแหละ เดี๋ยวเขาจะมาเอาเอง จำไว้ว่า ถ้าไม่เจอท่านลุง ห้ามกลับมาเด็ดขาด... ไปเถอะ"
เมื่อเห็นชิงเฟิงเร่งเร้า จางผิงอันก็ยิ่งงุนงงไปหมด รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
แต่เขาก็ยังคงรับคำสั่ง ถือห่อผ้าเดินออกจากลานหอคัมภีร์ เดินไปตามทางจนสุดทาง เมื่อไปถึงใต้ลานชุมนุมเซียน เขาก็มองไปทางซ้าย
ที่นั่นมีเพียงหุบเขาเล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น
เมื่อเดินเข้าไปในหุบเขาเล็กๆ ลมภูเขาพัดแรงไม่เบา พัดดังกรรโชกอู้ๆ เขาถือห่อผ้า ยืนรออยู่ที่นั่นอย่างสงบเสงี่ยม
รอแล้วรอเล่า
ก็ยังไม่เห็นวี่แววของท่านลุงเสวียนอี คิดในใจว่าสงสัยท่านลุงเสวียนอีคงจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วกระมัง?
แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งของชิงเฟิง เขาก็ไม่กล้าวิ่งเพ่นพ่านไปไหน
ในขณะที่เขากำลังรอคอยด้วยความร้อนใจ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นมาจากทางหอคัมภีร์ แสงกระบี่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สว่างไสวเจิดจ้าไปทั่วอาณาบริเวณ
ช่างเป็นจิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นอวี้จีที่กำลังโกรธเกรี้ยวขี่กระบี่เหาะข้ามหัวเขาไป
ใจเขาเต้นระรัว
จู่ๆ เขาก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง จะไปมีท่านลุงเสวียนอีที่ไหนกันเล่า นี่มันเป็นแผนของชิงเฟิงที่หลอกให้เขาไปให้พ้นทางต่างหาก เขาคงรู้ดีว่าคราวนี้มีเคราะห์ร้ายมากกว่าดีเป็นแน่
ภายในใจของเขารู้สึกเหมือนมีก้อนหินอุดตันอยู่
เขาไม่สนใจคำเตือนของชิงเฟิงอีกต่อไป รีบวิ่งหน้าตั้งกลับไปที่หอคัมภีร์ ผลักประตูใหญ่เข้าไป ก็พบกับสภาพที่พังยับเยินอยู่เบื้องหน้า
ป่าไผ่ทั้งหมดถูกทำลายจนพินาศ ราวกับถูกโจรป่าบุกเผาจนราบเป็นหน้ากลอง
พื้นดินถูกไถพลิกขึ้นมาลึกถึงสามฉื่อ!
ถ้าตอนนั้นเขาลงไปฝังตัวอยู่ในดิน คาดว่าคงได้ตายไปแล้ว ปราณกระบี่นี่ช่างน่ากลัวจริงๆ
เขารีบวิ่งไปที่หน้าหอคัมภีร์ ก็เห็นคนโชกเลือดนอนอยู่บนขั้นบันได นั่นมันท่านชิงเฟิงไม่ใช่หรือ?
เขารีบวิ่งเข้าไปพยุงชิงเฟิงขึ้นมา
ชิงเฟิงยังไม่ตาย ใบหน้าซีดเซียว ทั่วร่างเต็มไปด้วยคราบเลือด เลือดสดๆ ไหลรินออกมาจากมุมปากไม่หยุด
"ท่านชิงเฟิง?" จางผิงอันแทบจะร้องไห้ออกมา "ท่านจงใจกันข้าออกไปใช่ไหมขอรับ? ความจริงแล้วไม่มีท่านลุงเสวียนอีอะไรนั่นหรอก..."
"แหะๆๆ... ข้าก็แค่รู้สึกว่า คนที่ตายอยู่ที่นี่ มันมีเยอะเกินพอแล้ว..." มุมปากของชิงเฟิงยกขึ้นเล็กน้อย พลางกล่าวว่า "ถึงอย่างไรก็ต้องโดนซ้อมอยู่ดี ข้าอยู่ระดับฝึกลมปราณขั้นสามแล้ว นาง... ยังตีข้าไม่ตายหรอก อีกอย่าง นางก็ไม่กล้าด้วย! แต่ทว่า หากเจ้าอยู่ที่นี่... อันนั้นก็พูดยากนะ!"
พรวด...
เขาจุกเลือดคำโตออกมาอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าชิงเฟิงได้รับบาดเจ็บสาหัสเอาการ