- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 87 ไหว้บรรพชน
บทที่ 87 ไหว้บรรพชน
บทที่ 87 ไหว้บรรพชน
หลังจากให้ลูกพี่ลูกน้องเยี่ยอวี้เซิงพบกับลุงและป้าสะใภ้แล้ว ก็ประสบความสำเร็จในการเกลี้ยกล่อมให้ผู้ใหญ่ทั้งสองกลับประเทศ
เมื่อจัดการจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดได้ จางอู๋จี๋เลยยังไม่รีบออกจากเม็กซิโกซิตี้
ทางห้องแล็บยังอยู่ระหว่างการทดสอบ ต้องรออีกสองวัน
หลังจากนั้นคือการจัดการลูกน้องทั้งสาม
มีลูกน้องแล้วจะให้อยู่บ้านก็ไม่เหมาะ เขาจึงให้แฟรงค์หาเช่าวิลล่าในย่านที่ห่างไกลจากสถานที่จัดงานแถลงข่าว
เหอฉู่ ผู้มีพลังสายพละกำลังธรรมดา รูปร่างกำยำ สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น กำลังยกเวทอย่างบ้าคลั่งอยู่ที่มุมห้อง แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่จางอู๋จี๋กำหนด
จางอู๋จี๋โยนวิชา "พลังธาตุแท้" ให้เหอฉู่ฝึก พร้อมใช้ยาเม็ดคืนพลังขนานเล็กเป็นแรงจูงใจ ให้เขาฝึกฝนอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อบรรลุเป้าหมายและได้รับยาเม็ดคืนพลังขนานเล็ก
ส่วนเฉินหลินที่มีความสามารถในการท่องโลกไซเบอร์ได้อย่างอิสระ เหนือกว่าแฮกเกอร์ระดับท็อปที่ไม่มีพลังพิเศษ กำลังจดจ่ออยู่กับแล็ปท็อปบางเฉียบบนตัก แสงสีฟ้าจากหน้าจอสะท้อนใบหน้าที่สงบนิ่งของเธอ
งานของเธอก็เหมือนเดิม รับผิดชอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ของฝั่งตัวเอง และรวบรวมข้อมูลต่างๆ จากทั่วโลก จางอู๋จี๋ต้องการรู้ว่าสถานการณ์โลกตอนนี้เป็นอย่างไรกันแน่
สุดท้ายคือเยี่ยอวี้เซิงที่ทำหน้ามึนงง ดูเหมือนยังปรับตัวกับสถานะใหม่ไม่ได้
เขายังไม่หายตกตะลึงกับพลังอันมหาศาลของจางอู๋จี๋ และประสบการณ์การวนลูปในยันต์สะกดใจ คงทำให้เขาอยู่ในสภาพนี้ไปอีกหลายวัน
โชคดีที่ไม่มีผลกระทบอะไร เยี่ยอวี้เซิงแค่ทำหน้าที่เป็นเรดาร์หาโบราณสถานเดินได้ก็พอ
ความสามารถของเขาก็มีข้อจำกัด แม้จะไม่ถึงกับติดๆ ดับๆ เหมือนของตกเกรดใช้งานไม่ค่อยได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
ยิ่งอยู่ใกล้ตัวเขาก็ยิ่งสัมผัสได้ง่าย ในเม็กซิโกซิตี้มีโบราณสถานขนาดเล็กกำลังจะเกิดขึ้น อีกไม่กี่วันจะปรากฏ
พอดี ทางโลกบำเพ็ญเพียรก็ใกล้ถึงเวลาแล้ว จางอู๋จี๋กะว่าจะรอให้ทางนั้นพัฒนาไปอีกหน่อย ตัวเองเป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้วค่อยว่ากัน
แววตาเขาฉายแววคาดหวังเล็กน้อย ยันต์ระดับเริ่มต้นของปราณครรภ์ที่เพิ่มอานุภาพสิบสองเท่าก็แรงขนาดนี้แล้ว ทำให้อยากรู้จริงว่าขอบเขตกลั่นลมปราณหรือสร้างรากฐาน จะแรงขนาดไหน...
......
FBI ศูนย์เฝ้าระวังใต้ดิน
อากาศอบอวลด้วยเสียงหึ่งๆ ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และกลิ่นกาแฟเข้มข้น
บนหน้าจอโค้งขนาดใหญ่ กราฟเส้นที่แสดงระดับปัจจัยเหนือธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนงูพิษที่กำลังกระสับกระส่าย
"การตรวจสอบเป็นไงบ้าง?"
เมื่อเผชิญคำถามจากหัวหน้าฮาวเวิร์ด เจ้าหน้าที่เทคนิคเหลือบมองกราฟที่ยังคงพุ่งสูงขึ้น
"ความเข้มข้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้หนึ่งชั่วโมง จุดวิกฤตจะมาถึงในอีก 112 ชั่วโมง!"
ฮาวเวิร์ดกรอกกาแฟดำเข้าปาก ขมวดคิ้ว "ทำไมถึงเร็วขึ้นอีกแล้ว?"
เสียงหัวเราะแหบพร่าดังมาจากมุมห้อง พร้อมเสียงวางโทรศัพท์ของสายลับเฒ่าคาลวิน
"นอกจากพวกบ้ากลุ่มพันธมิตรต้นกำเนิดแล้วจะเป็นใครได้อีกล่ะ?"
นิ้วเหี่ยวย่นของคาลวินจิ้มลงบนหน้าจอ ทวีปแอฟริกาและละตินอเมริกาเต็มไปด้วยจุดสีแดงยุ่บยั่บ แทบจะจมหายไปในเครื่องหมายการสังเวยเลือด ดูแล้วชวนน่าสยดสยอง
"พวกคนป่าในแอฟริกาไม่ต้องพูดถึง สมาคมงูขนนกเพิ่งจัดพิธีสังเวยเลือดในป่าฝนอะเมซอน ล่าผู้มีพลังพิเศษไปเจ็ดคน ลัทธิมารในเกาหลีและญี่ปุ่นก็สังเวยเลือดกันยกใหญ่ อินเดียกับตะวันออกกลางก็ตีกันเละเทะ ไล่ล่าผู้มีพลังพิเศษไปทั่ว"
เขาลดเสียงลง "ถึงพวกคลั่งศาสนานี่จะสมควรตาย แต่ทุกครั้งที่พวกมันฆ่าผู้มีพลังพิเศษ ปัจจัยเหนือธรรมชาติที่กระจายออกมาก็ช่วยเร่งกระแสการฟื้นคืนพลังวิญญาณ ก็ถือเป็นเรื่องดีแหละนะ"
ฮาวเวิร์ดรู้จักกลุ่มพันธมิตรต้นกำเนิดที่มีชื่อเสียฉาวโฉ่ดี พวกนั้นคือพวกหัวรุนแรงที่บูชาเทพเจ้าและต้นกำเนิด
พวกเขาเชื่อว่าสรรพสิ่งล้วนมาจากเทพเจ้า ภูมิใจที่ได้เป็นทาสรับใช้ ภายใต้คำสอนอันบ้าคลั่งนี้ พวกเขาจึงออกตามหาผู้มีพลังพิเศษทั่วโลก บังคับให้สวามิภักดิ์ ใครปฏิเสธคือลบหลู่ จุดจบมีแต่ความตาย
เรียกว่าถ้าบินลาเดนมาเห็นยังต้องลุกขึ้นคารวะ เป็นองค์กรก่อการร้ายที่ระยำสุดขั้ว
เขารู้สึกคลื่นไส้กับพฤติกรรมป่าเถื่อนพวกนี้ แล้วก็นึกโชคดีที่ตัวเองอยู่ในอเมริกาที่ค่อนข้าง 'ศิวิไลซ์'
คาลวินหันไปมองจอร์จที่นั่งอยู่ไม่ไกล ยิ้มล้อเลียนแล้วพยักพเยิดหน้า
"นายก็บ้าบิ่นนะ ได้ยินว่าแม้แต่เป้าหมายระดับ A ปลอมๆ ก็ยังจะไปฆ่า? เล่นจนพังเลยสิ!"
เขาหมายถึงเรื่องที่จอร์จโดนปลดชั่วคราว
"ก็เพราะข้อมูลไม่พอน่ะสิ!"
จอร์จทุบโต๊ะด้วยความโมโห หน้าแดงก่ำ เห็นชัดว่ายังแค้น
ตั้งแต่กลับมาอย่างสะบักสะบอมวันนั้น เขาก็โดนพักงานชั่วคราว ถูกส่งมานั่งตบยุงในศูนย์เฝ้าระวังใต้ดินมืดๆ นี่
มองดูจอร์จที่กำลังเดือดดาล คาลวินหัวเราะร่า สีหน้าเต็มไปด้วยความขบขัน
แม้ FBI จะประกาศนโยบายดึงตัวผู้มีพลังพิเศษ แต่จริงๆ แล้วเบื้องบนก็ยอมรับและสนับสนุนให้กำจัด "ปัจจัยความไม่มั่นคง" บางอย่างทิ้งไป
นอกจากความกังวลของพวกสมาชิกรัฐสภาแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะการกำจัดผู้มีพลังพิเศษเหล่านี้ จะช่วยปลดปล่อยปัจจัยเหนือธรรมชาติในตัวพวกเขา เร่งการฟื้นคืนพลังวิญญาณทั่วโลกให้เร็วขึ้น
แต่คาลวินก็แซวแค่นั้น ไม่ได้ขุดคุ้ยต่อ
เพราะนี่เป็นกฎที่รู้กันภายใน ภายนอก FBI ยังคงประกาศต้อนรับผู้มีพลังพิเศษทุกคน
"อย่าทำหน้าบูดบึ้งที่โดนย้ายมาศูนย์ใต้ดินสิ"
คาลวินตบไหล่จอร์จ พูดด้วยน้ำเสียงของผู้มีประสบการณ์
"พอถึงจุดวิกฤต เดี๋ยวก็จะมีโบราณสถานขนาดใหญ่โผล่มาทั่วโลก! นี่คือโอกาสทอง! ถึงตอนนั้นสายลับฝีมือดีอย่างพวกเรา เบื้องบนจะยอมปล่อยให้ว่างงานเหรอ? ดีไม่ดีเพราะได้เข้าทีหลัง อาจจะส้มหล่นได้ของดีก็ได้นะ?"
จอร์จหน้าบึ้ง สะบัดมือคาลวินออก พูดเสียงเย็นชา "ฉันไม่ใช่นายนี่ ฉันยังไม่ปลุกพลัง เข้าโบราณสถานไปก็ไม่ได้อะไร กลับไปคงต้องไปจัดการเรื่องงานแถลงข่าวของทางการเม็กซิโกต่อ สร้างกระแสหลอกพวกโง่ให้มางาน แล้วก็ต้องตามหาพวกพันธมิตรต้นกำเนิดอีก มีแต่เรื่องยุ่งยาก!"
โดนจี้จุดว่าแกล้งปลอบใจแต่จริงๆ อวดดี คาลวินก็ไม่เขิน กลับหัวเราะชอบใจ
"ทางนั้นไม่ได้วางแผนไว้แล้วเหรอ? มีองค์กรอะไรนั่นช่วยจัดงานประมูล เอาของเหลือใช้มาล่อให้ผู้มีพลังพิเศษระดับล่างมารวมตัวกัน ยังกลัวพวกผู้ก่อการร้ายพันธมิตรต้นกำเนิดจะไม่มาอีกหรือไง? ได้กลิ่นก็รีบแจ้นมาแล้ว!"
......
......
ด่านช่องเขาคมมีด
บนถนนตลาด ผู้คนเดินขวักไขว่ อากาศอบอวลด้วยกลิ่นดินปะสิวและสมุนไพรจางๆ บรรยากาศตึงเครียดกว่าปกติ
เหล่าเจิ้งหรี่ตามองแผ่นหลังจางโซ่วที่ถือกระดาษวิญญาณสามปึกและหมึกวิญญาณสองกล่องเดินจากไป เดาะลิ้นชื่นชม
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้บำเพ็ญเพียรรอบข้างเปลี่ยนจากเยาะเย้ยเป็นทอดถอนใจ
ข้างเคาน์เตอร์ ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเฉียนบีบห่อยาห้ามเลือดที่เพิ่งซื้อมา ส่ายหน้าพลางพูดด้วยน้ำเสียงซับซ้อน
"แม่นางม่อนี่วาสนาดีจริงๆ ทุ่มหินวิญญาณให้ฝึกเขียนยันต์ขนาดนี้ ในด่านช่องเขาคมมีดคงมีแค่คนเดียวแล้ว"
เขาเดาะห่อยาในมือ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักหินวิญญาณที่จางโซ่วจ่ายไป สุดท้ายถอนหายใจยาว
ข้างๆ กัน ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงตระกูลซุนดีดลูกคิดหยก เสียงกระทบกันดังเปรี๊ยะปร๊ะ นางเหลือบมองทิศทางที่จางโซ่วหายไป แล้วถอนหายใจเบาๆ
"คนธรรมดาอายุขัยเจ็ดสิบ ห้าสิบเสื่อม หกสิบหมดแรง เจ็ดสิบตาย ยังไงเขาก็เป็นแค่นักบู๊ ถ้าไม่ถึงขั้นปรมาจารย์สำนักก็ยืดอายุขัยไม่ได้ ได้ยินว่าลูกชายคนโตเปิดทวารวิญญาณแล้ว ก็ต้องรีบฉวยโอกาสตอนยังมีแรง หาหินวิญญาณให้เยอะๆ ส่งเสริมเมียให้เป็นนักเขียนยันต์ วันหน้าต่อให้เกิดเรื่องวุ่นวาย ก็ยังมีวิชาติดตัว"
เหล่าเจิ้งสูบยาสูบน้ำ พ่นควันขาวโพลนออกมาทางจมูก
เขาเอาหัวกล้องยาสูบทองเหลืองเคาะป้ายราคาใหม่บนเคาน์เตอร์ หมึกบนป้ายยังไม่แห้งดี ราคาแพงกว่าเมื่อวานครึ่งหินวิญญาณ
"น่าสงสาร?" เหล่าเจิ้งแค่นเสียง ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความทรงจำและเยาะเย้ยตัวเอง นึกถึงสมัยเป็นเด็กฝึกงาน
"ตาแก่คนนี้กลับอิจฉานางม่อ! ต่อให้นางเขียนยันต์เสียเป็นพันแผ่น ก็ยังมีคนคอยหนุนหลัง! ส่วนสมัยข้าน่ะเหรอ... หึหึ..."
เขาหัวเราะหึๆ กลืนคำพูดครึ่งหลังลงคอ เปลี่ยนเรื่องชี้กล้องยาสูบออกไปนอกประตู
เห็นเมฆดำทะมึนปกคลุมท้องฟ้าเหนือเทือกเขาพันปราการที่อยู่ไกลออกไป บรรยากาศกดดันเหมือนพายุใหญ่กำลังจะมา
"ยันต์แสงทองเมื่อวานขึ้นราคา วันนี้หมึกวิญญาณกับกระดาษวิญญาณก็แพงขึ้นอีกครึ่งหินวิญญาณ พวกเจ้าไม่ซื้อตอนนี้ ถึงเวลาอาจจะขึ้นอีกก็ได้นะ!"
เขาตะโกนเสียงดัง พยายามกระตุ้นความรู้สึกวิกฤตของทุกคน
"คลื่นสัตว์อสูรไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!"
ผู้บำเพ็ญเพียรต่างส่งสายตาเหยียดหยาม "เหล่าเจิ้งยังเล่นมุกเดิมอีกเหรอ? ใครไม่รู้บ้างว่าก่อนคลื่นสัตว์อสูรราคามันขึ้นทุกที? พอผ่านไปราคาก็ตกกลับมาเหมือนเดิม!"
โดนจับไต๋ได้ เหล่าเจิ้งก็ไม่โกรธ ยิ้มแห้งๆ สายตาฝ้าฟางยังคงกลิ้งกลอกไปที่ลูกค้าที่ลังเลอยู่ในร้าน
หลอกได้คนหนึ่งก็เอา ยันต์เก็บไว้นานพลังวิญญาณก็เสื่อม เปลี่ยนเป็นหินวิญญาณใส่กระเป๋าคือความจริง
...
หอร้อยฝึกฝนกลไก ชั้นสี่ เขตผู้ดูแลตระกูลหลิน
ประตูไม้จันทน์ม่วงถูกผลักเปิดออกอย่างแรง!
ลูกหลานตระกูลหลินที่สวมชุดผู้ดูแลหน้าซีดเผือด หายใจหอบ ในมือกำผ้าแพรแน่น วิ่งโซซัดโซเซเข้ามา แทบจะพุ่งไปที่โต๊ะทำงาน ฟาดผ้าแพรลงบนโต๊ะไม้จันทน์ม่วงมันวับ เสียงเพี้ยนด้วยความตกใจ
"นายท่าน! ข่าวด่วน! ข่าวด่วนจากแนวหน้าคลื่นสัตว์อสูร!"
หลินซูหยงที่กำลังจิบชาวิญญาณอย่างสบายใจตกใจจนมือสั่น ชาวิญญาณร้อนๆ กระฉอกออกมา เปียกสมุดบัญชีที่กางอยู่ หมึกซึมเลอะเป็นวงกว้าง
"ชิ!"
คิ้วของหลินซูหยงขมวดเป็นปม ชาวิญญาณนี้เป็นของดี นานๆ จะได้ดื่มที!
ใบหน้าเขาเย็นชา สายตาคมกริบดั่งมีด มองลูกน้องคนสนิทที่เพิ่งแต่งตั้งได้ไม่นาน เสียงทุ้มต่ำสะกดความโกรธ
"ลุกลี้ลุกลน เสียกิริยา! ปกติข้าสอนพวกเจ้าอย่างไร? เอาไปให้หมากินหมดแล้วหรือ?"
เขาวางถ้วยชา นิ้วกดลงบนสมุดบัญชีที่เปียกโชก
ลูกน้องผู้ดูแลโดนสายตาเย็นชาทิ่มแทง เข่าอ่อนทรุดลงคุกเข่า เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก
เขาอ้าปาก อยากจะรายงานสถานการณ์รบที่น่าตกใจ แต่ความกลัวจุกอยู่ที่คอ ลิ้นพันกัน ฟันกระทบกันกึกๆ พูดไม่เป็นภาษา
หลินซูหยงเห็นสภาพลูกน้องที่เสียขวัญ ก็รู้ว่าข่าวนี้คงไม่ธรรมดา เขาข่มความโกรธ สูดหายใจลึก
เขาค่อยๆ รินชาวิญญาณจากปั้นดินเผาสีม่วงใหม่อย่างใจเย็น สายน้ำนิ่งสนิท
"ข้าบอกกี่ครั้งแล้ว? ลูกหลานตระกูลหลิน ต่อให้ฟ้าถล่มก็ต้องหน้าไม่เปลี่ยนสี!"
"คราวหน้ายืดอกให้ตรง! อย่าให้พวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระข้างนอกเห็นว่าเสียขวัญ ขายหน้าตระกูลหลินหมด!"
"ว่ามา มีเรื่องอะไรถึงได้เสียสติขนาดนี้!"
ถ้วยชายังไม่ทันจรดปาก กลิ่นหอมยังไม่ทันแตะจมูก หลินซูหยงก็ได้ยินลูกน้องที่คุกเข่าอยู่ รวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย เค้นคำพูดออกมาประโยคหนึ่ง
น้ำเสียงนั้นสั่นเครือและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"นะ นายท่าน! ตระกูลตู้... ตระกูลตู้สิ้นแล้ว!"
เพล้ง!
ถ้วยชาลายดอกไม้สีม่วงหลุดมือร่วงแตกกระจาย!
น้ำชาร้อนๆ ผสมใบชาสาดเต็มหน้าลูกน้อง แต่เขาไม่กล้าเช็ด ได้แต่คุกเข่าตัวสั่น
ความสงบนิ่งบนใบหน้าหลินซูหยงแตกละเอียด แทนที่ด้วยความตกตะลึงและความว่างเปล่าที่ไม่อยากจะเชื่อ
เขาตัวแข็งทื่อประหนึ่งโดนค้อนที่มองไม่เห็นทุบ ผ่านไปครู่ใหญ่ ถึงได้พึมพำซ้ำคำเดิมเหมือนคนเสียสติ
"ตระกูลตู้... สิ้นแล้ว?"
เขาเงยหน้าขวับ เสียงสูงปรี๊ด เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวลึกๆ "ยันต์ของตระกูลตู้ครองส่วนแบ่งตลาดตั้งสามส่วนนะ!"
"ค่ายกลป้องกันภูเขาแตกตอนยามอิ๋น..."
*ยามอิ๋น คือช่วงเวลา 03:00 น. ถึง 04:59 น.
ลูกน้องเช็ดหน้า ก้มหน้าไม่กล้ามองสีหน้าเจ้านาย "หน่วยสอดแนมควบม้ามารายงาน หัวหน้าตระกูลดูแล้วให้มาบอกใต้เท้าว่า ให้แจ้งคลังสินค้าหยุดขายกระดาษวิญญาณและหมึกวิญญาณทั้งหมดทันที! และ... และเริ่มการควบคุมทันที! ควบคุมยันต์ รวมถึงกระดาษวิญญาณ หมึกวิญญาณทั้งหมดในตลาดทะเลสาบเมฆา!"
"แล้วเจ้ามัวรออะไรอยู่ รีบไปจัดการ!"
เสียงคำรามของหลินซูหยงเหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ดังสนั่นห้องหรูหราจนหน้าต่างสั่นสะเทือน สีหน้าไม่เหลือเค้าความสุขุมอีกต่อไป
ผ่านไปหนึ่งลมหายใจ ลูกน้องถึงได้สติ รีบตะเกียกตะกายวิ่งออกไป
หลินซูหยงพุ่งไปที่หน้าต่างไม้จันทน์ริมถนน ผลักออกอย่างแรง เห็นท้องฟ้านอกหน้าต่างมืดครึ้มยิ่งกว่าเดิม เมฆดำแทบจะกดลงมาถึงหลังคาตลาด
เขาจ้องมองไปทางเทือกเขาพันปราการที่อยู่ห่างออกไปห้าสิบลี้ สายตาเหมือนทะลุมิติและกาลเวลา เห็นภาพสำนักตระกูลตู้ถูกคลื่นเงาสัตว์อสูรสีดำกลืนกิน...
ตระกูลตู้ไม่ใช่ตระกูลแรกที่ถูกคลื่นสัตว์อสูรกลืนกิน แต่ตระกูลตู้มีความสำคัญเกินไป!
ยาและยันต์ สองสิ่งนี้มีผลต่อการรบอย่างไม่ต้องสงสัย
โดยเฉพาะหอคอยเพลิงวายุ สิ่งก่อสร้างสำคัญในการต้านทานคลื่นสัตว์อสูรของตระกูลหลิน กระบอกยันต์ระเบิดเพลิงที่ใช้ก็มียันต์เป็นส่วนประกอบ!
ตระกูลตู้สิ้น ผลผลิตยันต์ลดฮวบ ตระกูลอื่นที่ผลิตยันต์จะได้กลิ่นอันตรายและผลประโยชน์มหาศาลทันที
พวกเขาจะปั่นราคายันต์ให้สูงขึ้นอย่างไม่ลังเล พร้อมกักตุนสินค้า ปล่อยออกมาน้อยนิด
ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบอย่างหมึกวิญญาณ กระดาษวิญญาณ พู่กันวิญญาณ ทั้งหมดมีแต่จะพุ่งสูงตามไปด้วย เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่กระเป๋าแบนอยู่แล้ว เจอยันต์ราคาแพงหูฉี่ ก็ได้แต่กอดไม่กี่แผ่นที่มีอยู่แน่น ไม่ถึงคราวเป็นตายไม่ยอมใช้ ต้องลดการใช้ลง
ในขณะเดียวกัน ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่เขียนยันต์ขายหาเลี้ยงชีพ ก็จะหยุดหรือลดการผลิตลงเพราะต้นทุนวัตถุดิบสูงเกินไปและเสี่ยงเกินไป ทำให้ของขาดตลาดยิ่งขึ้น
สุดท้ายจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ ยิ่งราคาแพง คนขายยิ่งกั๊กของ ยิ่งกั๊กของ ของในตลาดยิ่งน้อย ราคาก็ยิ่งแพง ทำให้ตลาดปั่นป่วนอย่างหนัก
ถ้าเป็นเวลาปกติก็ไม่เท่าไหร่ ตระกูลหลินผู้กุมอำนาจตลาดคงใช้อำนาจผูกขาดและข้อมูลวงในกอบโกยผลประโยชน์ได้มหาศาล
แต่ปัญหาคือ ตอนนี้มีคลื่นสัตว์อสูร!
ผู้บำเพ็ญเพียรต้องใช้ยันต์ต้านทานสัตว์อสูร!
ถ้าผู้บำเพ็ญเพียรอิสระขาดยันต์ ยอดบาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้น แล้วจะกันอะไรอยู่ ดีไม่ดีตระกูลเล็กตระกูลน้อยที่ปักหลักในตลาดทะเลสาบเมฆาและรอบๆ อาจจะพาครอบครัวหนีตายกันหมด!
ถึงตอนนั้นอาจจะพังทลายในพริบตา!
คำสั่งควบคุมตลาดของหลินซูอี้ก็เพื่อป้องกันความผันผวนของตลาด ให้ผู้บำเพ็ญเพียรยังพอซื้อยันต์ได้ จะได้ช่วยต้านทานคลื่นสัตว์อสูร!
นี่ก็เพื่อความอยู่รอดของทั้งตลาด และตระกูลหลินเอง!
นิ้วที่เกาะขอบหน้าต่างของหลินซูหยงซีดขาวเพราะแรงบีบ ความกลัวเกาะกุมหัวใจลูกหลานตระกูลหลินคนนี้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก
เงาของคลื่นสัตว์อสูร ไม่เคยคืบคลานเข้ามาใกล้ขนาดนี้มาก่อน
หวังเพียงท่านบรรพชนจะสร้างรากฐานสำเร็จโดยเร็ว...
......
เรือนตระกูลจาง
วันนี้ไม่ใช่วันปีใหม่ แต่เป็นเรื่องสำคัญ จางโซ่วยังคงจัดพิธีไหว้บรรพชนด้วยมาตรฐานสูงสุด
สถานที่ทำพิธี แสงเทียนสว่างไสว เคร่งขรึมศักดิ์สิทธิ์
โต๊ะหยกเขียวมันวับ บนนั้นมีป้ายวิญญาณบรรพชนที่เช็ดถูจนเงาวับ โคมไฟนกกระเรียนทองสัมฤทธิ์คาบไส้ตะเกียงที่ลุกโชน กระถางธูปทองแดงม่วงปักธูปขดทองคำสามดอกใหญ่ ควันลอยเอื่อย ส่งกลิ่นหอมไม้จันทน์สงบเงียบ
ชุดเซ่นไหว้วางเรียงราย ตามด้วยขนมหลากหลาย ผลไม้ส่งกลิ่นหอม
จางโซ่วสวมชุดพิธีการสีดำ สีหน้าเคร่งเครียด สำรวม
เขายืนหน้าโต๊ะ โค้งคำนับป้ายวิญญาณอย่างสุดซึ้ง กล่าวเสียงดัง
"ข้าแต่องค์บรรพชนผู้ล่วงลับ ลูกหลานตระกูลจางผู้นำธูปเทียน จางโซ่ว ขอกราบไหว้ด้วยความเคารพ!"
"ด้วยพระคุณอันหาที่สุดมิได้ของบรรพชน เจ็ดปีมานี้ครอบครัวสงบสุขไร้ภัย ภรรยาแซ่ม่อโชคดีทะลวงด่านปราณครรภ์ขั้นที่สอง หูทิพย์สดับเสียงฟ้าดิน วิถีเซียนก้าวหน้า!"
"ลูกคนโตเทียนเสี้ยวมีทวารวิญญาณ สุขุมเฉลียวฉลาด รู้จักกาลเทศะแต่เด็ก มองการณ์ไกล วันหน้าต้องสืบทอดตระกูลและสายเลือด!"
"ภรรยาเอกดูแลบ้านอย่างดี วิถียันต์เริ่มสำเร็จ เพิ่มช่องทางทำเงินให้ตระกูล"
"ลูกคนรองเทียนเหิงสติปัญญาฉายแวว เข้าใจหลักธรรม เรียนรู้ศิลปะวิทยาการได้แตกฉาน วันหน้าจะเป็นเสาหลักของตระกูล!"
"อนุภรรยาแซ่หลินอ่อนโยนเรียบร้อย ให้กำเนิดลูกคนเล็กเทียนจง กตัญญูรู้คุณ ปรนนิบัติพ่อแม่ด้วยความจริงใจ สร้างความสุขให้ครอบครัว"
"บัดนี้กิ่งก้านสาขาแผ่ขยาย ดวงชะตาตระกูลรุ่งเรือง ล้วนพึ่งบารมีบรรพชน! ขอบรรพชนคุ้มครองลูกหลานตระกูลจางให้เจริญรุ่งเรือง สืบลูกสืบหลานตลอดไป!"
มองป้ายวิญญาณท่ามกลางควันธูป จบคำกล่าว จางโซ่วยืนสงบนิ่งครู่หนึ่ง ส่งสัญญาณให้จางเทียนเสี้ยว พระเอกของงานนี้ขึ้นมาทำพิธี
จางเทียนเสี้ยววัยสิบขวบ ใบหน้าเคร่งขรึมเกินวัย แต่แฝงความตื่นเต้นเล็กน้อยที่หาได้ยาก
เขาสวมชุดพิธีการสีดำอมเขียว คอห้อยกุญแจกลไก เสื้อปักลายไผ่เขียว เอวคาดแถบผ้าไหมสีดำกว้างสองนิ้ว ตรงกลางฝังหยกเขียวสี่เหลี่ยมเรียบง่าย สวมรองเท้าพื้นหนาลายเมฆ เอวห้อยหยกขาวนิรันตรายหนึ่งชิ้น
จางเทียนเสี้ยวสูดหายใจลึก ทำตามพิธีที่พ่อสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก้มกราบป้ายวิญญาณบรรพชนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้ท่าทางจะยังดูเงอะงะแบบเด็กๆ แต่จริงจังอย่างที่สุด
เพื่อการนี้ จางโซ่วได้ขออนุญาตบรรพชนเป็นพิเศษ
เมื่อได้รับคำอนุญาต เขาถึงจัดพิธีใหญ่โตขนาดนี้ เพื่อฉลองที่ลูกคนโตโตขึ้น และมีทวารวิญญาณ!
【การไหว้บรรพชนครั้งนี้มีทายาทตระกูลจางหลายคน โปรดยืนยันหนึ่งคนให้เป็นผู้สืบทอดตระกูลจาง การเสริมพลังธูปเทียนจะผูกกับสถานะผู้สืบทอดตระกูลจาง!】
มาแล้ว!
เห็นข้อความแจ้งเตือน จางอู๋จี๋นอกหน้าจอตื่นตัว สูดหายใจลึก เรียกหน้าต่างสถานะของจางเทียนเสี้ยวขึ้นมา