- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 86 ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ยึดเม็กซิโกก่อนละกัน
บทที่ 86 ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ยึดเม็กซิโกก่อนละกัน
บทที่ 86 ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ยึดเม็กซิโกก่อนละกัน
เหงื่อเย็นไหลจากโหนกแก้มซึมเข้าไปในคอเสื้อ ความรู้สึกเสียใจราวกับกลืนใบมีดโกนลงคอบาดลึกไปถึงข้างใน เครื่องในบิดเกร็ง หัวใจเหมือนร่วงลงสู่หุบเหวลึก
จบกัน...
ถ้ารู้อย่างนี้ ไม่น่ามาเลย!
ส่วนเหอฉู่และเฉินหลินที่อยู่ข้างๆ ขยับตัวไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าลมปราณพุ่งเข้ามาล้อมรอบตัวพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตรึงทั้งสองไว้กับที่อย่างแน่นหนา!
แต่จางอู๋จี๋ยังไม่รีบลงมือ
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแปลกปลอมบนตัวสวีหรงเซวียน
เหมือนกับราฟาเอลที่ถูกปีศาจเข้าสิงก่อนหน้านี้
ถ้าเดาไม่ผิด...
จางอู๋จี๋ลงมือทันที ใช้ลมปราณที่มองไม่เห็นฟาดลงไปที่หัวสวีหรงเซวียน ขณะที่ความตายกำลังจะมาเยือน กลิ่นกำมะถันที่คุ้นเคยและการกลายร่างเป็นปีศาจก็ปรากฏขึ้นบนตัวอีกฝ่าย
ดูท่าทางตกใจปนตื่นตระหนกของสวีหรงเซวียน เห็นชัดว่าเป็นแค่คนโง่อีกคนที่ถูกปีศาจสิงโดยไม่รู้ตัว
เพียงแต่ปีศาจที่สิงเขา ดูเหมือนจะเป็นซัคคิวบัส
ก่อนจะถูกจางอู๋จี๋ตบตาย หางรูปหัวใจงอกออกมาจากก้นกบของอีกฝ่าย
แต่ก็แค่นั้นแหละ ในเมื่อเขาลงมือแล้ว ย่อมไม่มีคำว่าพลาด
"ลงมือพร้อมกัน——"
เห็นสวีหรงเซวียนที่ร่างอ่อนปวกเปียกล้มลงสิ้นใจ ทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้แค่นั้น เหอฉู่และเฉินหลินก็ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ มองแผ่นหลังจางอู๋จี๋ด้วยความหวาดกลัวและสงสัย
เดี๋ยวนะ เรามีความแค้นอะไรกันเหรอ?
เยี่ยอวี้เซิงไม่เคยบอกว่าลูกพี่ลูกน้องเขาโหดขนาดนี้นี่หว่า!
แล้วลูกพี่สวี ทำไมจู่ๆ ก็ตายง่ายๆ งั้นล่ะ?
ยังจะบอกให้ลงมือพร้อมกัน? ลงมืออะไร?
ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ยังจะมาขายขี้หน้าหมุนเป็นวงกลม!
ปกติไม่เคยไหว้พระ พอมีเรื่องจะให้พวกเราออกหน้า คิดว่ารวมหัวกันแล้วจะสู้เขาได้เหรอ?
จางอู๋จี๋หันกลับมา เขาไม่ใช่จอมยุทธ์โฮ่วเทียนที่มุทะลุเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ในฐานะปรมาจารย์ยุทธ์ ถ้าจะฆ่าคน แค่ส่งลมปราณเข้าไปกระแทกภายในร่างกายอีกฝ่าย ก็เพียงพอจะตัดขาดพลังชีวิต ทำให้ตายได้
ไม่ต้องให้เลือดสาดกระจาย ดูไม่ศิวิไลซ์
เห็นลูกพี่ลูกน้องยังสู้กับภาพหลอนจากยันต์สะกดใจ จางอู๋จี๋ก็ไม่รบกวน เขาคลายพันธนาการให้เฉินหลิน
"เล่ามาซิ พวกเธอเป็นใครมาจากไหน"
จางอู๋จี๋ไม่ได้หลบเลี่ยง ลมปราณของเขามีประโยชน์ทั้งภายในและภายนอก ไอ้หนุ่มผมฟ้านั่นถูกเขาปิดกั้นการมองเห็นและการได้ยินไว้ รอให้สาวแว่นคนนี้เล่าจบแล้วค่อยถามต่อ ถ้าไม่ตรงกันก็ฆ่าทิ้งทั้งคู่
ส่วนเยี่ยอวี้เซิง ถ้ารอดจากยันต์สะกดใจมาได้ ก็หักขาสักสองข้างแล้วโยนไปให้ลุงกับป้าสะใภ้ ถือว่าช่วยให้คนแก่สบายใจ
เฉินหลินหอบหายใจอย่างหนัก มองดูเหอฉู่ที่ยังแข็งทื่อ สมองเธอแล่นเร็ว เข้าใจเจตนาของจางอู๋จี๋ทันที
พอมองศพสวีหรงเซวียนที่มีเขางอก ผิวหนังหยาบกร้าน และหางรูปหัวใจที่ไม่ใช่มนุษย์ ก็ตระหนักได้ว่าหัวหน้าที่อยู่ด้วยกันทุกวันมีปัญหา
เมื่อพิจารณาแขนขาเล็กๆ ของตัวเอง เทียบกับความแข็งแกร่งของจางอู๋จี๋ที่ห่างชั้นกันลิบลับ
พวกเธอไม่ได้มีความแค้นฝังลึกอะไรกัน ดังนั้นจึงเล่าสถานะ ที่มา และจุดประสงค์ของพวกเธออย่างตรงไปตรงมา
เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้
...
"เฮือก——"
เยี่ยอวี้เซิงไม่รู้ว่าตัวเองตื่นจากความตายเป็นครั้งที่เท่าไหร่ การวนลูปนับครั้งไม่ถ้วนถ้าเป็นคนธรรมดาคงสติแตกไปนานแล้ว
แต่อาจเพราะเขาเป็นผู้ปลุกพลัง จิตใจจึงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป ทำให้เยี่ยอวี้เซิงยังพอทนไหว
แต่ครั้งนี้พอลืมตาขึ้น ทิวทัศน์รอบตัวก็เปลี่ยนไป
เห็นไอ้หนุ่มหัวฟ้าเหอฉู่กับสาวแว่นเฉินหลินนั่งยองๆ อยู่ข้างกำแพง เหมือนมะเขือยาวเหี่ยวๆ
ส่วนลูกพี่ลูกน้องของเขายืนค้ำหัว มองเขาด้วยรอยยิ้มกึ่งบึ้ง แล้วพูดว่า
"เก่งขึ้นนี่ ถ้าฉันไม่มีฝีมือ คงตายไปแล้ว"
เยี่ยอวี้เซิงหน้าตาเหมือนลูกพี่ลูกน้องของเขาก่อนข้ามมิติเปี๊ยบ เส้นทางชีวิตก็คล้ายกัน
เว้นแต่ช่วงว่างปีครึ่งระหว่างการข้ามมิติกับการจุติ แค่ปีครึ่งนี้แหละที่ทำให้ไอ้เด็กเวรนี่ 'สามวันไม่ตี ก็ปีนเกลียว' หาเรื่องใหญ่มาให้เขาซะได้!
เยี่ยอวี้เซิงหอบแฮกๆ ลูบคลำตัวด้วยความหวาดผวา เช็คดูว่าชิ้นส่วนไหนหายไปบ้างไหม
พอรู้ตัวว่าหลุดจากภาพหลอนแล้ว เห็นท่าทางเป็นกันเองของลูกพี่ลูกน้อง เขาก็อุ่นใจขึ้นมา ยกมือขึ้นอย่างอดไม่ได้ ร้องไห้ด้วยความดีใจ
"พี่ครับ อุบัติเหตุจริงๆ! อุบัติเหตุครับ!"
พอรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องดูเหมือนจะเป็นคนโหดเหี้ยม เขาก็รู้ทันที
ในเมื่อไม่ฆ่าเขาตั้งแต่แรก ก็แปลว่า 'เด็กตายตดแตกแบบเขายังมีทางรอด'
ดั่งสุภาษิต 'คนเราผิดพลาดกันได้ กลับตัวกลับใจยังทัน'
เห็นเยี่ยอวี้เซิงทำท่าสำนึกผิด จางอู๋จี๋ก็พยักหน้าอย่างพอใจ
ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก
แต่พอได้ยินจากปากเหอฉู่และเฉินหลินว่า พลังพิเศษที่ไอ้ลูกพี่ลูกน้องตัวแสบนี่ปลุกได้ คือการทำนายเวลาและสถานที่เกิดโบราณสถาน ต่อให้เป็นยันต์สงบจิตที่เพิ่มอานุภาพสิบสองเท่าก็กดความตื่นเต้นของจางอู๋จี๋ไม่อยู่
เท่าที่เขารู้ ตอนนี้แม้แต่มหาอำนาจสองขั้วก็ยังไม่มีวิธีทำนายการปรากฏของโบราณสถาน!
ปัญหาที่ขัดขวางการเข้าโบราณสถานของเขามีไม่น้อย แต่ขอแค่มีวิธีนี้ ปัญหาทั้งหมดจะคลี่คลาย!
ถ้าใช้ความสามารถของลูกพี่ลูกน้องหาโบราณสถานลับตาคนได้ ของข้างในก็จะเป็นของเขาคนเดียวไม่ใช่หรือ?
โดยเฉพาะในอนาคตเมื่อลูกหลานในโลกบำเพ็ญเพียรเก่งขึ้น ของที่ขอมาอาจไม่ใช่แค่ของเล็กๆ น้อยๆ อีกต่อไป
และถ้ามองอีกมุม การใช้ความสามารถของลูกพี่ลูกน้องในทางกลับกัน ก็ช่วยหลีกเลี่ยงโบราณสถานได้ด้วย!
ยิ่งโบราณสถานใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแกนกลางค่ายกล ถ้าไม่เอาแกนกลางออกไป คนที่เข้าไปก็ต้องติดอยู่ข้างใน
เขามีอนาคตสดใส จะไปเสียเวลากับโบราณสถานใหญ่ๆ ทำไม?
"นอนกินแรงคนอื่นก็สบายดีอยู่แล้ว ทำไมต้องดิ้นรนจะอดตายด้วยความสามารถตัวเอง?"
จางอู๋จี๋ตบไหล่เยี่ยอวี้เซิง ยิ้ม
เขารู้แล้วว่าพวกนี้เข้าร่วมกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยเม็กซิโก ด้วยความคิดตื้นๆ ว่าจะสร้างชื่อและยึดครองพื้นที่ในเม็กซิโก
ทั้งสี่คนไม่มีใครเป็นสายต่อสู้ซึ่งหน้าสักคน ยังคิดจะตั้งตัวเป็นเจ้าพ่อ แบ่งแยกดินแดนอีกหรือ?
"ถือเป็นบทลงโทษที่แกหาเรื่องเกือบทำฉันตาย ต่อไปนี้มาอยู่กับฉัน เลิกทำตัวเป็นเด็กๆ ได้แล้ว"
ต่อไปมีน้ำแกงให้พี่ซด น้องก็ได้ล้างช้อน
เยี่ยอวี้เซิงก้มหน้า ไม่กล้าหือ
จางอู๋จี๋หันไปมองอีกสองคน พิจารณาหัวจรดเท้า
พอถูกจ้องมอง เหอฉู่และเฉินหลินก็สะดุ้ง รอคำตัดสินตัวสั่นงันงก
ออกมาเดินสายนี้ สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักเอาตัวรอด
คราวนี้ซวยหนักจริงๆ!
จางอู๋จี๋ค่อนข้างชื่นชมสองคนนี้ และเข้าใจเป้าหมายของพวกเขา
เพียงแต่จุดเริ่มต้นและแนวคิดมันเด็กเกินไป เหมือนเล่นขายของ
'ยากจนก็ดูแลตัวเอง ร่ำรวยก็เกื้อกูลใต้หล้า'
ก้นไม่ใหญ่พอก็อย่าใส่กางเกงตัวใหญ่ เดี๋ยวจะไข่ยาน
ดูจากเรื่องยันต์ก็รู้ว่าเขาไม่ใช่เซียนผู้วิเศษที่หลุดพ้นโลกีย์ ตรงกันข้ามยังต้องพึ่งพาคนอื่นอีกเยอะ
ในเมื่อจะสร้างทีมวิจัย ทำไมไม่สร้างฐานที่มั่นไปพร้อมกันเลยล่ะ?
แน่นอน ฐานที่มั่นไม่ต้องใหญ่ จางอู๋จี๋มองว่าเม็กซิโกนี่แหละกำลังดี
รอส่งลุงกับป้าสะใภ้กลับไปแล้ว เมืองเม็กซิกาลีที่ชายแดนเม็กซิโก-สหรัฐฯ ก็มีโกดังของเขาอยู่ เริ่มจากตรงนั้นแหละ
ส่วนเฉินหลินเป็นผู้มีพลังพิเศษด้านอิเล็กทรอนิกส์ เหมาะที่จะมาอุดจุดอ่อนของเขา ในอนาคตให้รับผิดชอบการติดต่อประสานงาน
สำหรับเหอฉู่ ในเมื่อร่างกายดี อาจจะใช้วรยุทธ์และยาเม็ดคืนพลังขนานใหญ่ปั้นให้เป็นจอมยุทธ์เซียนเทียนแบบเร่งรัดได้
ห้องแล็บต้องการจอมยุทธ์ที่มีลมปราณอย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อช่วยตรวจสอบว่ายันต์ใช้ได้ไหม และช่วยทดสอบ
ตอนนี้ยังพอไหว แต่อนาคตไม่แน่ เขาเองก็แยกร่างไม่ได้ ถือว่าเตรียมการล่วงหน้า
เมื่อจางอู๋จี๋เอ่ยปากชวน ทั้งสองมองหน้ากันครู่หนึ่ง สุดท้ายตอบตกลงทันที
ทำงานกับใครก็เหมือนกัน ยิ่งเป็นลูกพี่ที่มีอนาคตไกลกว่าเห็นๆ