- หน้าแรก
- ราชันย์แห่งสงครามจักรกลและเวทมนตร์
- บทที่ 17 - นักรบเช่นนี้ย่อมสามารถต่อสู้เพื่อมวลมนุษยชาติได้อย่างแน่นอน
บทที่ 17 - นักรบเช่นนี้ย่อมสามารถต่อสู้เพื่อมวลมนุษยชาติได้อย่างแน่นอน
บทที่ 17 - นักรบเช่นนี้ย่อมสามารถต่อสู้เพื่อมวลมนุษยชาติได้อย่างแน่นอน
อเล็กซ์สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะกุมหน้าอกของตัวเองเอาไว้
'กลับไปเมื่อไหร่ฉันจะไปยื่นเรื่องขอปลดประจำการกับหน่วยมูนิโทรัม'
บางทีเขาอาจจะถูกลิขิตมาให้ไม่มีวันได้รับความตายอันทรงเกียรติอย่างที่คาดหวังเอาไว้ บางทีเขาอาจจะต้องนอนตายอย่างน่าสมเพชพร้อมกับสายสวนปัสสาวะบนเตียง
อเล็กซ์คิดอย่างท้อแท้ใจ จากนั้นก็กะว่าจะนอนพักในห้องสักงีบเพื่อคิดหาทางไปเจรจาด้วยกำลังกับหน่วยมูนิโทรัม ทว่านอกทางเดินกลับมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างผิดจังหวะ
นั่นคือสัญญาณรวมพลฉุกเฉินเฉพาะของกองทหารดาบแหลกสลาย
ยังไม่ทันที่อเล็กซ์จะขยับตัว คอร์เวคก็เป็นฝ่ายเปิดประตูออกไปก่อนแล้ว
"ร้อยโท มีเรื่องอะไรงั้นหรือ"
"ใต้เท้าแอสตาร์ตีสเรียกหาท่านครับ"
ร้อยโทรายงาน
"อีกอย่าง เมื่อห้านาทีที่แล้วใต้เท้าสั่งให้รวบรวมทหารที่ยังพอมารวมตัวกันได้ไปที่ลานกว้างตรงทางเดินลิฟต์กลางครับ"
ใจของอเล็กซ์กระตุกวูบ ความง่วงเหงาหาวนอนในหัวปลิวหายไปในพริบตา ความทรงจำเกี่ยวกับอาร์มาเกดดอนเมื่อสองศตวรรษก่อนเริ่มผุดขึ้นมาในหัว
"ใต้เท้าแอสตาร์ตีสเรียกหาฉันงั้นหรือ"
เขาเอ่ยถามต่อ
"ใต้เท้าสั่งให้พวกเรารวบรวมทหารทั้งกองทหารที่ยังพอมารวมตัวกันได้ครับ"
ร้อยโทตอบกลับ
"นำทางไปสิ"
อเล็กซ์หันหลังกลับเข้าไปในห้อง สามสิบวินาทีต่อมาเขาก็เดินออกมาพร้อมกับเหรียญตราที่เพิ่มขึ้นมาบนหน้าอกหลายเหรียญ ก่อนจะเอ่ยกับร้อยโทด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อสายตาจับจ้องไปยังนกอินทรีเหล็กและกะโหลกติดปีกบนหน้าอกของคอมมิสซาร์ รวมถึงเข็มกลัดรูปดาวที่ทอประกายเจิดจรัส ร้อยโทก็ยืดตัวตรงโดยสัญชาตญาณ
"รับทราบครับคอมมิสซาร์!"
อเล็กซ์จัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อย สวมหมวกคอมมิสซาร์ลงบนศีรษะอย่างตั้งใจ แล้วก้าวเท้ายาวๆ ตามร้อยโทไป
ทหารที่มีการกลายพันธุ์ทางร่างกายไปแล้วย่อมไม่มีทางรอดอย่างแน่นอน แต่ร้อยหกสิบเก้าคนที่เหลือซึ่งเป็นทหารผ่านศึกที่รอดชีวิตจากการต่อสู้เช่นนี้มาได้ ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าที่กองทหารแอสตร้ามิลิตารุมทุกกองต่างก็ต้องการ
พวกเขาคือความหวังในการสร้างกองทหารดาบแหลกสลายขึ้นมาใหม่อีกครั้งในอนาคต
อเล็กซ์หวังว่าตัวเองจะสามารถปกป้องทหารเหล่านี้เอาไว้ให้ได้มากที่สุด ต่อให้มูลค่าของพวกเขาในสายตาขององค์จักรพรรดิจะเทียบไม่ได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยวของแอสตาร์ตีสก็ตาม
ท่าทีอันเร่งรีบนี้ดูเหมือนจะส่งผ่านไปยังร้อยโท เขาหวนนึกถึงการเรียกหลอมรวมพลอย่างกะทันหันในครั้งนี้ และในขณะเดียวกันก็คิดไปถึงกองทหารที่หายสาบสูญไปอย่างลึกลับหลังจากเข้าร่วมสงครามบางอย่าง
จังหวะก้าวเดินของร้อยโทชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด
"อย่าคิดมากไปเลย"
อเล็กซ์ตบไหล่ร้อยโทที่กำลังนำทางอยู่เบาๆ
"พวกนายคือนักรบผู้ภักดีที่ผ่านการทดสอบจากองค์จักรพรรดิแล้วนะ!"
"แต่พวกเรา ... "
ร้อยโทอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดที่เกือบจะหลุดออกจากปากลงคอไป หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็พยักหน้าแล้วพูดว่า "พวกเราทุกคนคือนักรบผู้ภักดีขององค์จักรพรรดิครับ"
อเล็กซ์เงียบไปพร้อมกับชักมือกลับ ก่อนจะรีบก้าวเดินไปที่ลานกว้างหน้าลิฟต์ขนส่งพร้อมกับคอร์เวค
ตึง ตึง ตึง
"หน้าที่ของพวกเราคือสิ่งใด"
"อุทิศตนเพื่อเจตจำนงขององค์จักรพรรดิ!"
เมื่อเขารีบตามร้อยโทมาถึงลานกว้าง สิ่งที่ได้ยินก็คือเสียงตอบรับของเหล่านักรบ
"เจตจำนงขององค์จักรพรรดิคือสิ่งใด"
กลางลานกว้างอันใหญ่โตที่สามารถจุหน่วยยานเกราะของคาเดียได้ทั้งกอง อัศวินร่างยักษ์ในชุดเกราะสีดำเอ่ยถามขึ้น
เขาเดินช้าๆ ไปท่ามกลางเหล่านักรบ ก้าวผ่านข้างกายของทหารแต่ละคนไป ดูราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังเดินทอดน่องอยู่ในป่าเพื่อสูดดมกลิ่นอายความหวาดกลัวที่แผ่ออกมาจากผู้อ่อนแอ
คอมมิสซาร์มองเข้าไปในลานกว้าง ทหารเหล่านั้นถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยจำนวนที่ไม่เท่ากัน
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในฝั่งที่มีคนเยอะกว่านั้น ทหารแอสตร้ามิลิตารุมเหล่านั้นกลับดูอ่อนแอและเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
ทหารเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็นยี่สิบหกแถว สภาพของพวกเขาดูย่ำแย่มาก
บางคนมีแขนขาบิดเบี้ยว ผิวหนังที่โผล่พ้นร่มผ้ามีรอยเน่าเปื่อยให้เห็นอย่างชัดเจน แถมยังมีชิ้นส่วนร่างกายที่ผิดปกติงอกออกมาจากบาดแผลของพวกเขาด้วย
บางคนผิวหนังบนใบหน้าแทบจะละลายติดกันไปหมดจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำที่ดูไม่ค่อยดีนัก ช่องปากและดวงตาถูกผ่าออกด้วยวิธีที่รุนแรงถึงได้พอดูออกว่ายังมีเค้าโครงของมนุษย์อยู่บ้าง
"ต่อสู้จนตัวตาย"
ทุกคนอ้าปากตอบพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
คอมมิสซาร์เดินเข้าไปใกล้สองสามก้าว กลิ่นเหม็นเน่าอันรุนแรงก็ลอยมากระทบจมูก
นี่ไม่ใช่แค่กลิ่นในทางสรีรวิทยาเท่านั้น แต่มันคือความรังเกียจจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณมนุษย์ที่มีต่อการกลายพันธุ์
"ต่อสู้จนตัวตายเพื่อสิ่งใด"
อัศวินเดินช้าๆ มาจนถึงท้ายแถว ซิสเตอร์สิบสามคนที่ถูกคัดเลือกมาจากคณะกุหลาบศักดิ์สิทธิ์กำลังขับร้องบทสวดของศาสนจักร ท่ามกลางหมู่ทหารก็ยังมีผู้ศรัทธาในศาสนจักรอย่างแรงกล้าบางคนที่ร่วมร้องบทสวดตามจังหวะของเหล่าซิสเตอร์ด้วยเสียงอันแผ่วเบา
แสงไฟสีขาวอันเย็นเยียบที่สาดส่องลงมาจากเพดาน กลับช่วยเคลือบประกายสีทองบางๆ เอาไว้บนร่างของเหล่านักรบ
"เพื่อองค์จักรพรรดิ!"
อัศวินสังเกตเห็นการมาถึงของคอมมิสซาร์
เขาเบี่ยงตัวแล้วค่อยๆ พยุงร่างของทหารคนหนึ่งที่เซถลาเพราะหมดแรงเอาไว้ รอจนกระทั่งทหารคนนั้นยืนทรงตัวได้อีกครั้ง เขาจึงเดินตรงมาหาคอมมิสซาร์
"พวกเจ้าสามารถต่อสู้เพื่อองค์จักรพรรดิได้หรือไม่"
น้ำเสียงอันเย็นเยียบและจริงจังดังก้องไปทั่วลานกว้าง
"ได้!"
ทุกคนตะโกนตอบสุดเสียง
ตึง ตึง
"คอมมิสซาร์อเล็กซ์"
ร่างอันสูงตระหง่านบดบังแสงไฟ ทอดเงาดำทะมึนลงมา
อัศวินยืนอยู่ใกล้แค่เอื้อม ทุกครั้งที่สายตาเบี่ยงเบนไป อเล็กซ์ก็สามารถมองเห็นลวดลายอันแฝงไปด้วยความหรูหราทว่ากลับดูลุ่มลึกใต้เสื้อคลุมสีเทานั้นได้เป็นอย่างดี ได้เห็นภาพสลักนูนต่ำที่ทำเอาศิลปินนับไม่ถ้วนต้องแทบหยุดหายใจ
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุดก็คือแสงไฟสีแดงฉานที่สว่างวาบขึ้นมาบนหน้ากากเกราะ มันคือสายตาอันน่าเกรงขามดุจมังกรที่กำลังล็อกเป้ามาที่ตัวเขา
อัศวินเอ่ยถาม
"เจ้าคิดว่าพวกเขาจะสามารถต่อสู้เพื่อองค์จักรพรรดิได้หรือไม่"
" ... "
อเล็กซ์ไม่ได้รีบร้อนตอบคำถาม เขาแอบอึ้งไปเล็กน้อย
เขาคิดว่าที่ตัวเองมาที่นี่ก็เพื่อเป็นพยานในการประหารชีวิตอันแสนโหดร้ายเสียอีก
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ มองดูไอ้หนุ่มพวกนี้ที่ตัวเองแทบจะจำหน้าไม่ได้แล้ว
นักรบผู้น่าสงสารเหล่านี้ได้สัมผัสกับอิทธิพลอันตรายของมิติย่อย ผลลัพธ์ของการไปสัมผัสกับโลกที่เต็มไปด้วยพลังเทวะอันนอกรีตนั้นมีเพียงประการเดียว
นั่นคือการกลายพันธุ์ จากนั้นก็ต้องตายอย่างทรมานท่ามกลางการกลายพันธุ์นั้น แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย
ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ต้องตายอยู่ดี พวกเขาคือปัจจัยที่ไม่แน่นอน คือเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะ คือมนุษย์กลายพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบจากพลังชั่วร้ายของมิติย่อย และเป็นภัยคุกคามที่จักรวรรดิไม่อาจทนรับได้มากที่สุด
กาลครั้งหนึ่งบนดาวอาร์มาเกดดอน กองทหารแอสตร้ามิลิตารุมที่อยู่อีกฟากหนึ่งของทวีปก็เคยถูกทอดทิ้งอย่างโหดร้ายมาแล้ว พวกเขาถูกนำมารวมตัวกัน แต่กลับไม่ได้รอรับเหรียญตราแห่งเกียรติยศ ทว่ากลับเป็นหอกแสงที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าเพื่อส่งพวกเขาไปอยู่เคียงข้างองค์จักรพรรดิแทน
อเล็กซ์คิดว่าตัวเองได้ปล่อยวางเรื่องราวในวันนั้นไปนานแล้ว ในจักรวาลแห่งนี้ บางครั้งการตายไปอย่างรวดเร็วก็ถือเป็นความเมตตาอย่างหนึ่งเหมือนกัน
แต่ทว่า ...
อเล็กซ์สบตากับสายตาหลายคู่รอบด้านที่กำลังจับจ้องมาที่เขา มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยเลือดและก้อนเนื้ออันแหลกเหลว
ต่อให้มีเลือดไหลซึมออกมาจากหางตา พวกเขาก็ยังคงเบิกตากว้าง
ต่อให้การตะโกนจะทำให้บาดแผลฉีกขาดจนมีเลือดไหลอาบขากางเกงไปกองรวมกันเป็นแอ่งน้ำ พวกเขาก็ยังคงยืนหยัดไม่ยอมล้มลง
พวกเขาปฏิเสธการพยุงจากสหายร่วมรบ เพราะการแสดงความอ่อนแอออกมาแม้แต่นิดเดียวต่อหน้าเทวทูตแห่งองค์จักรพรรดิ ต่อหน้าคอมมิสซาร์และผู้พัน ถือเป็นการตกต่ำอย่างถึงที่สุด!
นายกล้าพูดออกมาได้ลงคอเชียวหรือว่านักรบเช่นนี้ไม่สามารถต่อสู้เพื่อองค์จักรพรรดิได้
ใครกันที่กล้าพูดว่านักรบเช่นนี้ไม่สามารถต่อสู้เพื่อองค์จักรพรรดิได้!
อเล็กซ์ชะงักไป
เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเทวทูตแห่งองค์จักรพรรดิถึงมายืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเขา
เขาเข้าใจแล้วว่าเหล่านักรบกำลังจะมีจุดจบที่ดีกว่าเดิม
"ได้ครับ ใต้เท้า!"
อเล็กซ์เงยหน้าขึ้น จากนั้นก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาทำวันทยหัตถ์นกอินทรีต่อหน้าเทวทูตแห่งองค์จักรพรรดิอย่างขึงขัง
"พวกเขาทำได้!"
[จบแล้ว]