เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 - บอกแม่ด้วยว่าคืนนี้พวกเราคงไม่ได้กลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านแล้ว

บทที่ 12 - บอกแม่ด้วยว่าคืนนี้พวกเราคงไม่ได้กลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านแล้ว

บทที่ 12 - บอกแม่ด้วยว่าคืนนี้พวกเราคงไม่ได้กลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านแล้ว


"เกิดอะไรขึ้น"

อาเธอร์พุ่งเข้าไปเป็นคนแรก สายฟ้าพลังจิตที่กระจายออกมาไม่อาจสร้างผลกระทบใดๆ ต่อเขาได้เลย

เขากดร่างของรามเสสเอาไว้ เมื่อมองดูใบหน้าของอีกฝ่ายกลับเห็นเพียงความว่างเปล่าอันขาวโพลน

อย่าบอกนะว่าโดนเทพมารองค์ไหนจับตัวไปแล้ว

เมื่อเผชิญหน้ากับแววตาที่เป็นกังวลของอาเธอร์ ดวงตาอันสับสนวุ่นวายของเทาซันด์ซันส์ก็เริ่มกลับมามีจุดโฟกัส จากนั้นรามเสสก็อ้าปากขึ้น

เขายื่นมือออกมา เสียงที่ดังก้องอยู่ในวิหารนั้นคือเสียงที่ดังกังวานอยู่ในหูของทุกคนมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล

"โอนมาห้าสิบ"

" ... "

อาเธอร์ชักมือกลับด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ โรมิวลุสต้องอดกลั้นความอยากที่จะใช้ปืนความร้อนยิงหัวหมาๆ ของมันทิ้ง ส่วนกรรณะก็ทำหน้าประมาณว่ากะไว้แล้วเชียวก่อนจะเก็บ หอกพลังงาน ที่เตรียมจะปาออกไป จากนั้นทุกคนก็โอนคะแนนของตัวเองไปให้

"อ้า รอดตายแล้ว"

ทันทีที่ได้รับวิญญาณที่ถูกแปลงสภาพเป็นตัวเลขเหล่านี้ รามเสสก็ถอนหายใจยาวออกมา เขาหมุนไม้เท้าเคาะเบาๆ ลงบนตัวยาน คลื่นพลังงานลึกลับแผ่ขยายออกไปตามผิวโลหะ เลือดเนื้อบนพื้นเริ่มแปรสภาพเป็นเศษฝุ่นและสลายหายไปในอากาศ

ในเวลาเดียวกัน อาเธอร์และคนอื่นๆ ก็รับรู้ได้ถึงจุดเชื่อมต่อลึกลับที่กำลังดึงพวกเขากลับมาจากมิติย่อยสู่อีกดินแดนหนึ่ง

จากนั้นความรู้สึกไร้น้ำหนักก็ลอยขึ้นมาจากฝ่าเท้า สิ่งของทุกอย่างภายในวิหารเนวิเกเตอร์ต่างก็ลอยตัวขึ้น ก่อนจะตกลงสู่พื้นพร้อมกันเมื่อถูกแรงดึงดูดภายในยานอวกาศดึงเอาไว้

อาเธอร์ขยับข้อเท้าไปมา เขารู้สึกว่าการรับรู้ถึงเซฟเฮาส์แห่งนั้นไม่ได้ลดลงไปเลย

ปัง!

แผ่นเกราะที่ปกปิดวิหารเนวิเกเตอร์ถูกเปิดออก ทะลุผ่านกระจกบานใหญ่ ทิวทัศน์ภายนอกหน้าต่างไม่ใช่ความแปลกประหลาดในมิติย่อยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวอันเงียบสงบและลึกล้ำ

จากนั้นไลบราเรียนแห่งเทาซันด์ซันส์ในชุดเกราะเทอร์มิเนเตอร์ยุค 30k ผู้นี้ก็ร่อนลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล

"นี่มันสถานการณ์ไหนกันเนี่ย"

อาเธอร์กำหมัดแน่นแล้วเดินเข้าไปใกล้ หากไอ้บ้านี่ให้เหตุผลดีๆ ไม่ได้ เขาจะซัดหน้ามันสักหมัด

"เฮ้ยๆๆ ใจเย็นๆ ใจเย็นก่อน"

รามเสสรีบยกมือยอมจำนน

"ถ้าฉันตอบสนองไม่ทันพวกเราคงหลุดออกจากมิติย่อยไม่ได้จนกว่ายานรบจะพังทลายลงมาแน่ๆ เมื่อกี้มีวอยด์เวลตัวหนึ่งว่ายผ่านหน้ายานไป ถ้าฉันไม่รีบเผาวิญญาณตัวเองเพื่อกางโล่ให้หนาขึ้นล่ะก็ ตอนนี้พวกเราคงได้ไปเป็นบอสในดันเจี้ยนสเปซฮัลค์กันแล้ว"

" ... แล้วเมื่อกี้นายจะแหกปากร้องหาอะไร"

อาเธอร์คลายหมัดออกแล้วยกมือขึ้นกุมขมับอย่างหงุดหงิด

คนไม่รู้คงนึกว่ารามเสสโดนของสกปรกเข้าสิง ทำเอาตกใจแทบแย่

"โดนแสงแยงตาน่ะสิ"

รามเสสลูบหน้ากากเกราะด้วยความเขินอาย

"วอยด์เวลตัวนั้นมันค่อนข้างใหญ่ก็เลยบังแสงของแอสโตรโนมิแคนไปมิดเลย แล้วฉันก็เผลอมองสลับกันระหว่างร่างต้นขององค์จักรพรรดิกับแสงของแอสโตรโนมิแคนเข้า ก็เลยเกือบจะทำเอาตาบอดไปเลย"

ความเป็นจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านี่เป็นแค่การตื่นตูมไปเอง

" ... ดูเหมือนว่าสภาพของนายยังถือว่าใช้ได้อยู่นะ ยังมีกะจิตกะใจมาล้อเล่นอีก"

โรมิวลุสลากเก้าอี้มานั่ง

"ว่าไงล่ะ อุตส่าห์เก็บค่าผ่านทางจากพวกเราไปตั้งห้าสิบ จะไม่เลี้ยงไก่ทอดเครซี่เธิร์สเดย์พวกเราสักหน่อยหรือ"

บั้นท้ายที่ถูกห่อหุ้มด้วยมัดกล้ามเนื้ออิเล็กทรอนิกส์นั่งทับจนที่วางแขนหักลงมา ความแตกต่างระหว่างเก้าอี้ตัวเล็กกับร่างกายอันใหญ่โตดูตลกพิลึก

แต่ทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจ ต่างคนต่างหามุมที่สบายที่สุดแล้วนั่งล้อมวงกัน

แม้ว่าในทางทฤษฎีแล้วจักรวาลแห่งความเป็นจริงของ 40k ก็ไม่ได้ดีไปกว่ามิติย่อยสักเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าปลอดภัยกว่าในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าพื้นใต้เท้าจะอ้าปากงับคุณตอนไหน

"อ้อ ได้ๆ เครซี่เธิร์สเดย์ใช่ไหม กินเลย กินให้เต็มที่"

ไก่ทอดและโคล่าชุดใหญ่ปรากฏขึ้นบนพื้นที่ว่างตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสี่ตามความปรารถนา

รามเสสถอดหน้ากากพ่อมดของตัวเองออกแล้วยกโคล่าขึ้นดื่ม เขามองดูเพื่อนรักทั้งสามคนที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าเบื้องหน้าแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

"อย่างน้อยในโลกนี้ก็ยังมีคนที่เข้าใจมุกนี้อยู่ล่ะนะ"

"อ้อ ไอ้คนซวยบนบัลลังก์ทองคำนั่นก็คงจะฟังรู้เรื่องเหมือนกันแหละ น่าเสียดายที่เขาลงมาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ก็ต้องถูกเชื่อมติดไว้กับบัลลังก์นั่นเพื่อเฝ้ามองดูบ่อขี้นี้เน่าเฟะลงเรื่อยๆ"

รามเสสดูเหมือนจะหัวเราะเยาะเย้ย แต่หัวเราะไปหัวเราะมาเขาก็เริ่มร้องไห้

"บัดซบเอ๊ย ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในบ่อขี้แบบนี้ตัวคนเดียว นายเห็นพวกมนุษย์กลายพันธุ์พวกนั้นไหมล่ะ นั่นมันไม่ใช่คนแล้วด้วยซ้ำ แถมยังมีพวกเซอร์วิเตอร์อีก ฉันเห็นของพวกนี้แล้วแทบจะอ้วกแตก"

"คนทางฝั่งวิหารเนวิเกเตอร์ก็เป็นแค่พวกที่ถูกตัดลิ้นทิ้งทั้งนั้น นายเห็นกองเศษเนื้อบนพื้นนั่นไหม ฉันยังไม่ทันได้ตั้งตัวพวกมันก็ถูกฆ่าเพื่อใช้เป็นเครื่องสังเวยไปหมดแล้ว แถมยังมาบอกว่าเพื่อองค์จักรพรรดิอีก นี่มันลัทธินอกรีตอะไรกันเนี่ย ไอ้เรื่องบัดซบพวกนี้ ฉันแค่เผาพวกปีศาจได้ก็พอแล้ว จำเป็นต้องพึ่งพาของพวกนี้ด้วยหรือ"

"นี่มันศตวรรษที่สี่ร้อยกว่าเข้าไปแล้ว ทำไมมนุษยชาติถึงได้ตกต่ำไร้ขีดจำกัดขนาดนี้"

เป็นที่รู้กันดีว่าเกมก็คือเกม ไม่ว่าคุณจะทำอะไรในเกมมันก็เป็นเพียงเรื่องหลอกลวง ทุกการกระทำล้วนมอบเพียงความพึงพอใจทางอารมณ์ให้กับคุณ ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องคำนึงถึงศีลธรรมและไม่ต้องใส่ใจความเป็นจริงเวลาที่เล่นเกม

แต่ความจริงก็คือความจริง มันเป็นคนละเรื่องกันเลย

ทุกคนขับรถในเมืองต่างก็ระมัดระวังและยอมให้คนข้ามถนนก่อนเสมอ ก่อนจะแต่งงานมีลูกก็ต้องคิดก่อนว่าตัวเองมีความพร้อมที่จะเลี้ยงดูพวกเขาได้หรือไม่ ทุกคนต่างก็ใฝ่ฝันถึงความมีระเบียบและความงดงาม จะไปทนรับชีวิตในสถานที่อย่างโลกวอร์แฮมเมอร์ได้ยังไง

แต่ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ทุกสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับกระทำย่ำยีค่านิยมของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

ก่อนหน้านี้ในตอนที่อยู่ท่ามกลางกองกำลังแอสตร้ามิลิตารุม อาเธอร์และโรมิวลุสต่างก็จงใจเมินเฉยต่อพวกเซอร์วิเตอร์ที่คอยช่วยสวดมนต์อยู่ข้างๆ ซิสเตอร์ หรือพวกที่ช่วยขนส่งเสบียงให้กับกองกำลังแอสตร้ามิลิตารุม

พวกเขายกย่องความศรัทธาของเหล่าซิสเตอร์ ชื่นชมความกล้าหาญของกองกำลังแอสตร้ามิลิตารุม แต่กลับทนดูสิ่งมีชีวิตที่ยังมีหน้ามนุษย์เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวและไม่รู้แน่ชัดด้วยซ้ำว่ายังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่พวกนั้นไม่ได้จริงๆ

"โชคดี โชคดีจริงๆ ที่ยังมีพวกนายอยู่ ฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว"

รามเสสคว้าตัวอาเธอร์และกรรณะเอาไว้คนละข้างแล้วร้องไห้โฮออกมา

ต่างจากคนอื่นๆ ที่เคยมีชีวิตค่อนข้างราบเรียบ คนที่สามารถเล่นเกมกระดานได้อย่างรามเสสนั้นเรียกได้ว่าเป็นลูกเศรษฐีตัวจริง ถึงแม้จะไม่ได้เจอกันแบบตัวเป็นๆ บ่อยนัก แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าชีวิตของเขาสุขสบายและมีสีสันขนาดไหนจากการพูดคุยในชีวิตประจำวัน

ขนาดอาเธอร์ยังรู้สึกคิดถึงบ้านแสนอบอุ่นของตัวเองจนอยากจะอาละวาดโดยไม่ต้องคิดอะไรตั้งแต่ตอนที่ตื่นขึ้นมา นับประสาอะไรกับรามเสสล่ะ

คนคนหนึ่งที่จู่ๆ ก็ถูกจับโยนมาอยู่ในบ่อขี้อย่างโลกวอร์แฮมเมอร์ในชั่วข้ามคืน คงพอเดาได้ว่าสภาพจิตใจของเขาจะย่ำแย่ขนาดไหน

อาเธอร์ตบไหล่รามเสสเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วหยิบไก่ทอดขึ้นมาชิ้นหนึ่ง

เมื่อจ้องมองดูบรรจุภัณฑ์ อาเธอร์ก็เปิดระบบหมุนเวียนอากาศแล้วสูดดมกลิ่นของมันเบาๆ

สมองของเขาวิเคราะห์ความซับซ้อนของกลิ่นหอมนี้ออกมา หลังจากได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่แล้ว มันกลับตามมาด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

นอกจากเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างกายแล้ว อาหารฟาสต์ฟู้ดตรงหน้านี้คือสิ่งเดียวที่อาเธอร์รู้สึกคุ้นเคยตั้งแต่ทะลุมิติมา

แต่ว่า ...

"เฮ้อ"

อาเธอร์วางไก่ทอดลง

แม้แต่ของที่ดูคุ้นเคยชิ้นนี้ ก็ยังเป็นสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาด้วยพลังลึกลับที่ไม่รู้ที่มาอยู่ดี

เขาเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ

ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวอันลึกล้ำนอกหน้าต่าง การตกแต่งภายในที่ดูหรูหราทว่าแปลกตา รวมไปถึงเพื่อนทั้งสี่คนที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในชุดเกราะเหล็กซึ่งดูไม่เหมือนกับภาพจำในอดีตอีกต่อไป

ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวต่างก็ย้ำเตือนพวกเขาถึงความจริงข้อหนึ่งอยู่ตลอดเวลา

ที่นี่ไม่ใช่โลกที่พวกเขารักอีกต่อไปแล้ว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 12 - บอกแม่ด้วยว่าคืนนี้พวกเราคงไม่ได้กลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว