เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 ท่านแม่น่ารักเหลือเกิน

บทที่ 10 ท่านแม่น่ารักเหลือเกิน

บทที่ 10 ท่านแม่น่ารักเหลือเกิน


บทที่ 10 ท่านแม่น่ารักเหลือเกิน

มีหรือที่นักพนันอย่างเขาจะมีเงินมาคืนให้ตระกูลฉี ชายนักพนันรีบสะบัดมืออวี๋ชุนเหมี่ยวออก แล้วผลักบุตรสาวกลับไปทางพวกนางทันควัน

"พูดจาเลอะเทอะ! นังเด็กนี่ขายขาดให้พวกท่านไปแล้ว ทั้งยังเสียตัวให้ลูกชายท่านไปแล้วด้วย จะมาคืนของกันง่ายๆ ได้อย่างไร" พูดจบเขาก็โกยแน่บหนีไปราวกับกลัวตาย

อวี๋ชุนเหมี่ยวแอบกลั้นขำขณะมองดูแม่สามีที่ยังคงแสร้งตะโกนเรียกให้นักพนันคนนั้นหยุดเดิน แม่สามีของนางช่างเป็นยอดคนจริงๆ ทั้งเก่งและน่ารักเหลือเกิน

เมื่อร่างของบิดานักพนันลับสายตาไปจากถนน เฉินรั่วหลานก็กลับมามีท่าทางอ่อนโยนดังเดิม นางลูบอกพลางถามด้วยความประหม่า "เป็นอย่างไรบ้างลูก แม่แสดงได้แนบเนียนพอหรือไม่"

อวี๋ชุนเหมี่ยวหัวเราะมิหยุด นางกุมท้องพลางยกนิ้วโป้งให้แม่สามี "ท่านแม่ ท่านยอดเยี่ยมที่สุดเลยเจ้าค่ะ! ดูท่าทางที่เขาวิ่งหนีไปสิเจ้าคะ นั่นแหละคือข้อพิสูจน์ว่าท่านแสดงได้สมบทบาทเพียงใด"

แม่สามีและลูกสะใภ้ตกลงกันว่า ยามอยู่ต่อหน้าคนนอก อวี๋ชุนเหมี่ยวควรจะยังทำตัวให้ดูไม่เฉลียวฉลาดนัก หากข่าวรั่วไปถึงหูบิดานักพนันเข้า จะมีแต่การสร้างปัญหาที่มิจำเป็นตามมา

ทั้งสองเดินผ่านแผงขายเนื้อและยอมควักเงินยี่สิบอีแปะเพื่อซื้อสมันหมู และอีกแปะอีแปะสำหรับกระดูกหมูส่วนหน้าแข้งสองท่อนที่ถูกเลาะเนื้อออกจนเกลี้ยงเกลาเสียจนสุนัขเห็นยังต้องท้อใจ

หลังจากรู้สึกปวดใจเล็กน้อยที่ต้องเสียเงินไปยี่สิบกว่าอีแปะ เฉินรั่วหลานก็เอ่ยกับชุนเหมี่ยวว่า "ชุนเหมี่ยว เดินไปอีกสองถนนจะถึงบ้านช่างไม้เซียว ที่นั่นคือที่ที่น้องรองของเจ้าฝึกงานอยู่ แม่ยากจะแวะไปดูเขาสักหน่อย"

อวี๋ชุนเหมี่ยวตอบตกลงทันทีโดยมิลังเล ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่มารดาจะห่วงหาบุตรชาย ทว่าเมื่อเห็นแม่สามีดูมีท่าทีลังเล นางจึงถามขึ้นว่า "ท่านแม่ ท่านอยากซื้อของฝากไปให้เขาด้วยใช่หรือไม่เจ้าคะ"

เฉินรั่วหลานรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย เงินพวกนี้ลูกสะใภ้เป็นคนหามาได้ แล้วคนเป็นแม่สามีอย่างนางจะกล้าใช้เงินตามใจชอบได้อย่างไร

อวี๋ชุนเหมี่ยวส่งยิ้มแล้วบอกว่า "ท่านแม่ ท่านอยากซื้อสิ่งใดเล่าเจ้าคะ เราซื้อเสร็จแล้วค่อยไปกัน" รอยยิ้มของนางช่างจริงใจและน้ำเสียงดูผ่อนคลาย ทำให้เฉินรั่วหลานคลายความกังวลลงอย่างเห็นได้ชัด

ช่างไม้เซียวเป็นช่างฝีมือที่มีชื่อเสียงไปทั่วทั้งแถบนี้ เขาไม่มีงานอดิเรกอื่นใดนอกจากชอบสูบยาเส้น ยาเส้นเกรดดีนั้นราคาไม่ถูกเลย ถุงหนึ่งตกแปดสิบอีแปะ เฉินรั่วหลานรู้สึกลังเลและเสนอว่าซื้อเพียงครึ่งถุงก็พอ

อวี๋ชุนเหมี่ยวแนะนำว่า "จะให้ของฝากทั้งทีจะให้เพียงครึ่งเดียวได้อย่างไรเจ้าคะ เหมือนคนแต่งงานที่ต้องซื้อของเป็นคู่จึงจะดี"

ขณะที่อวี๋ชุนเหมี่ยวกำลังจะจ่ายเงิน เฉินรั่วหลานก็รีบคว้าตัวนางแล้วลากออกมา "ไปเถิด เราไม่ไปแล้ว มันแพงเกินไป แม่คิดแล้วยังรู้สึกปวดหัวแทนเงินเลยลูก"

อวี๋ชุนเหมี่ยวยังคงอยากจะซื้อยาเส้นให้ได้ ทว่าเฉินรั่วหลานกลับดึงดัน "ไม่ต้องหรอก อีกไม่กี่วันเขาก็จะกลับบ้านแล้ว"

อันที่จริง เรื่องนี้มิได้เกี่ยวเลยว่าฉีหยวนจะกลับบ้านหรือไม่ ช่างไม้เซียวมีลูกศิษย์ถึงห้าคน ครอบครัวอื่นต่างก็แวะเวียนมาส่งของกำนัลให้ ทว่าปีที่ผ่านมานางกลับส่งปลาไปให้เพียงตัวเดียวเท่านั้น นางเกรงว่าช่างไม้เซียวจะดูแคลนบุตรชายของนาง และกลัวว่าหากของกำนัลไม่ถึงพอ เขาจะสร้างความลำบากให้บุตรชายของนางได้

อวี๋ชุนเหมี่ยวมิได้รับรู้ถึงความลึกล้ำเหล่านั้น ในเมื่อเขากำลังจะกลับบ้าน นางจึงปล่อยเลยตามเลย หากจะบอกว่านางมิได้เสียดายเงินก้อนใหญ่ที่จะใช้ซื้อของฝากก็คงจะเป็นการโกหก นางยอมทนได้หากนั่นคือความปรารถนาของแม่สามี ทว่าในเมื่อแม่สามีเอ่ยปากว่ามิจำเป็น นางจึงโอนอ่อนตามอย่างว่าง่ายและมิได้โต้แย้งอีก

ทั้งสองรีบเร่งเดินทางกลับบ้านด้วยความเป็นห่วงสองพี่น้องที่อยู่โยงกันตามลำพัง คนหนึ่งก็พิการ อีกคนหนึ่งก็ยังเล็กนัก

ทางฝั่งบ้านตระกูลฉี ในขณะที่แม่สามีและลูกสะใภ้มิอยู่บ้าน ฉีหรงทานข้าวเสร็จก็คว้าตะกร้ากับบุ้งกี๋ใบเล็ก เตรียมตัวจะไปเก็บหอยกาบ

เขาลงแรงทำอย่างแข็งขันจนได้หอยกาบครึ่งตะกร้าในช่วงเช้า จากนั้นก็ขุดผักป่าลงไปจนเต็มตะกร้าพอดี ระหว่างทางกลับเขาเหลือบไปเห็นฉีผิงซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องเดินมาแต่ไกล พร้อมกับลูกสมุนอีกสองคนคือ หลิวต้าโก่ว และหลิวเอ้อโก่ว

ถึงแม้จะเป็นญาติกัน ทว่ามิใช่คนที่จะเจรจาด้วยง่ายๆ และอาจเกิดการปะทะกันได้ทุกเมื่อ เรื่องต่อยตีนั้นฉีหรงมิหวั่น ทว่าเขาจะให้พวกนั้นเห็นหอยกาบมิได้ เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ฉีหรงจึงหลบเข้าป่าละเมาะข้างทาง ซ่อนตะกร้าไว้ในพงหญ้า แล้วเดินออกมาเผชิญหน้าอย่างเปิดเผย

และก็มิผิดคาด ฉีหรงถูกทั้งสามคนขวางทางไว้

ฉีผิงอายุมากกว่าฉีหรงเพียงสองปี เขามีผิวพรรณขาวอวบ ทว่ากลับมิได้รับพันธุกรรมที่ดีของตระกูลฉีมาเลยแม้แต่น้อย คิ้วของเขาบางเบาเสียจนดูเหมือนถูกวาดด้วยพู่กันที่จุ่มหมึกเพียงครั้งเดียวหลังจากเขียนอักษรไปแล้วพันตัว ดวงตาสามเหลี่ยมถูกไขมันบนใบหน้าเบียดจนหยีเล็ก มิน่าเชื่อว่าวิสัยทัศน์ของเขาจะกว้างพอที่จะมองเห็นฉีหรงได้ทั้งตัวหรือไม่

ใต้จมูกที่โตเหมือนลูกชมพู่มีคราบน้ำมูกกรัง และริมฝีปากหนาทั้งสองข้างม้วนออกด้านนอก สรุปสั้นๆ คือเขาช่างอัปลักษณ์เหลือเกิน

ฉีผิงสูดน้ำมูกพลางเอ่ยว่า "วันนี้ขุดผักป่ามิได้เลยหรืออย่างไร หรือว่าครอบครัวเจ้าไม่มีอะไรจะกินแล้ว? บ้านข้ากำลังตุ๋นเนื้อเป็นมื้อเที่ยงเชียวนะ อยากจะไปหาเราไหมล่ะ ข้าจะแบ่งน้ำแกงให้เจ้าชิมสักคำ"

ลูกสมุนทั้งสองพากันหัวเราะร่า

ฉีหรงมิได้เกรงกลัวพวกนั้นแม้แต่น้อย เขายืนประจันหน้ากับฉีผิงซึ่งเตี้ยกว่าเขาเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ ท่าทางของเขาเหมือนจะบอกว่า "กินเนื้อไปจะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อเจ้ายังดูเหมือนหัวไชเท้าเตี้ยแคระเช่นนี้"

"อ้อ ที่แท้ก็ลูกพี่ลูกน้องนี่เอง ข้าจะกินเนื้อหรือไม่นั้นมิสำคัญหรอก ทว่าเจ้าควรจะเลี้ยงดูต้าโก่วกับเอ้อโก่วที่อยู่ข้างหลังเจ้าให้ดีเสียหน่อยนะ มิเช่นนั้นพวกเขาจะตามก้นเจ้าเป็นลูกสมุนไปวันๆ เพื่ออะไรกันเล่า" พูดจบ ฉีหรงก็หันไปทางต้าโก่วและเอ้อโก่วแล้วถามว่า "ลูกพี่ลูกน้องข้าชวนพวกเจ้าไปกินเนื้อเป็นมื้อเที่ยงจริงๆ หรือ"

ลูกสมุนทั้งสองได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป เพราะความจริงมิได้เป็นเช่นนั้นเลย

เอ้อโก่วเลียริมฝีปากแล้วถามว่า "ฉีผิง บ้านเจ้าตุ๋นเนื้อจริงๆ หรือ พวกเราขอไปกินด้วยได้ไหม"

ที่จริงบ้านฉีผิงมิได้มีเนื้อแม้แต่น้อย เขาเพียงแต่กุเรื่องขึ้นมาเพื่อโอ้อวดต่อหน้าฉีหรงเท่านั้น

"กินๆๆ! พวกเจ้ารู้จักแต่เรื่องกินหรืออย่างไร" ฉีผิงก่นด่าลูกสมุน "ข้าพาพวกเจ้ามาที่นี่เพื่ออะไรกัน"

ต้าโก่วเองก็อยากกินเนื้อจนน้ำลายสอ เขาแสร้งยิ้มประจบแล้วบอกว่า "พวกเราจะช่วยทำงานให้เอง ขอเพียงเนื้อสักชิ้นเถิดนะ แค่คนละชิ้นก็พอสำหรับพวกเราพี่น้อง"

ใบหน้าอวบอ้วนของฉีผิงเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโมโห เขาจะยอมรับได้อย่างไรว่าบ้านตนมิมีเนื้อ? หากพูดไปเขาก็ต้องเสียหน้าอย่างหนัก ทว่าหากไม่ตกลง ลูกสมุนทั้งสองก็คงมิยอมลงแรงช่วยเขาในภายหลัง

เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทั้งที่ตั้งใจมาหาเรื่องแท้ๆ แต่เหตุใดพอเอ่ยปากเพียงประโยคเดียว เขากลับรู้สึกทุกข์ระทมราวกับถูกทอดอยู่ในกระทะทองแดงเช่นนี้

เขาตัดสินใจเลิกสนใจลูกสมุนชั่วคราว การหาเรื่องคือสิ่งสำคัญที่สุด เขาจึงระบายโทสะไปที่ฉีหรง "ข้าได้ยินมาว่าพี่ชายพิการของเจ้าแต่งกับเมียปัญญาอ่อนหรือ? คนพิการคู่กับคนบ้า ช่างเป็นคู่ที่กิ่งทองใบหยกเสียจริง"

ฉีหรงเริ่มมีน้ำโห พี่สะใภ้ของเขามิได้ปัญญาอ่อน ทว่าพี่ชายของเขาพิการจริงๆ และฉีผิงก็รู้ดีที่สุดว่าพี่ชายเขาพิการได้อย่างไร

เขาเค้นเสียงหัวเราะ "หากพี่ชายข้ามิได้ช่วยชีวิตพ่อของเจ้าไว้ เขาจะพิการเช่นนี้หรือ? ลำพังแค่พวกเจ้ามิช่วยจ้างหมอมารักษาก็แย่พอแล้ว นี่ยังจะมาเยาะเย้ยเขาอีก จิตสำนึกของครอบครัวเจ้าถูกสุนัขคาบไปกินหมดแล้วหรืออย่างไร"

ลูกสมุนทั้งสองคิดในใจ: พวกเรามิได้กินจิตสำนึกบ้านนั้นหรอก พวกเราอยากกินเนื้อ

ฉีผิงเท้าสะเอวแล้วแค่นเสียงเหยียดหยาม "ใครใช้ให้พี่ชายเจ้าโง่เองเล่า เห็นหมูป่าวิ่งมาแล้วมิรู้จักหนี หากเขาไม่พิการแล้วใครจะพิการ? ข้าว่าพี่ชายเจ้าคงอยากกินเนื้อจนเป็นบ้าไปแล้วมากกว่า"

ลูกสมุนทั้งสอง: พวกเราน่ะอยากกินเนื้อจริงๆ นะ

ฉีหรงโกรธจัด ทว่าทั้งท่านพ่อและพี่ใหญ่ต่างกำชับเขาไว้เสมอว่าห้ามลงมือก่อนเด็ดขาด เขาจึงระบายความโกรธผ่านคำพูดแทน "พ่อของเจ้านั่นแหละที่เป็นคนขลาด ยามเห็นหมูป่าก็ทำท่าทางราวกับเห็นพญายมจนฉี่ราดกางเกง หากมิได้พี่ชายข้าช่วยไว้ เขี้ยวหมูป่าคงเสียบทะลุก้นพ่อเจ้าไปแล้ว

พี่ชายข้าพิการเพราะถูกหมูป่าขวิด ทว่าเขาก็ยังสังหารมันได้แม้ขาจะเจ็บ เหอะ! มิเหมือนพ่อของเจ้าที่เห็นหมูป่าแล้วฉี่ราด แล้วยังแอบลากหมูป่าตัวนั้นไปทั้งที่เหม็นกลิ่นฉีหึ่ง ใครกันแน่ที่อยากกินเนื้อ? ข้าว่าครอบครัวเจ้ามากกว่าที่อยากกินเนื้อจนตัวสั่น เนื้อคลุกน้ำฉี่นั่นรสชาติอร่อยดีหรือไม่เล่า"

ลูกสมุนทั้งสอง: เนื้อหรือ? พวกเรามิได้รับเชิญไปกินเลยสักนิด!

"พ่อข้ามิได้ขี้ขลาด! พ่อข้ามิได้ฉี่ราด! พ่อข้าเป็นคนฆ่าหมูป่าตัวนั้นเอง!" ฉีผิงเดือดดาลจนฟิวส์ขาดและพุ่งเข้าไปผลักฉีหรงทันที

ทั้งสองคนเข้าตะลุมบอนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันในพริบตา

จบบทที่ บทที่ 10 ท่านแม่น่ารักเหลือเกิน

คัดลอกลิงก์แล้ว