- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาอยู่ในครอบครัวยากไร้ ขอพาคนทั้งบ้านซุ่มรวยอย่างเงียบๆ
- บทที่ 9 ขายหอยกาบ
บทที่ 9 ขายหอยกาบ
บทที่ 9 ขายหอยกาบ
บทที่ 9 ขายหอยกาบ
การค้าขายย่อมต้องอาศัยเสียงป่าวร้อง อวี๋ชุนเหมี่ยวจึงยืดกายขึ้นแล้วตะโกนเรียกลูกค้า "หอยกาบจ้า หอยกาบสดๆ! เพียงเติมเกลือในน้ำเปล่า ใส่ขิงสักสองฝาน เต้าหู้สักนิด ต้นหอมสักหน่อย ซดเพียงคำเดียวก็หอมฟุ้งไปทั้งปากเลยจ้า!"
"หอยกาบจ้า หอยกาบสดๆ! โยนลงน้ำเดือด พอฝาอ้าก็รีบตักขึ้น จิ้มกับน้ำส้มสายชูใส่ขิง กระเทียมบุบ พริกซอยอีกนิด ทานแกล้มเหล้ายิ่งเลิศรสจ้า!"
คำป่าวร้องที่แปลกใหม่ประกอบกับการสอนวิธีปรุงเสร็จสรรพดึงดูดผู้คนให้เข้ามามุงดูไม่น้อย รสชาติความสดของหอยกาบนั้นมิได้ด้อยไปกว่าหอยแมลงภู่ทะเล ทว่าราคากลับย่อมเยากว่ามาก
"สดจริงหรือเปล่าแม่หนู อย่าปนตัวที่ตายแล้วมาให้ข้านะ"
"รับรองว่าสดใหม่แน่นอนเจ้าค่ะ! ข้าแช่น้ำไว้หนึ่งคืนเต็มๆ เพื่อให้มันคายทรายออกมาจนหมด ลองดมดูได้เลยเจ้าค่ะ มิมีกลิ่นเหม็นเน่าแม้แต่นิดเดียว"
เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้เฉินรั่วหลานที่คอยเปลี่ยนน้ำให้บ่อยๆ และไม่วางหอยไว้กลางแดด พวกมันจึงยังคงความสดไว้ได้
ในยุคนี้มิมีถุงพลาสติก ทว่าเมื่อวานพวกนางเตรียมใบกล้วยป่ามาไว้มากมาย นอกจากจะใช้ปกปิดมิให้ชาวบ้านเห็นระหว่างทางแล้ว ยังนำมาใช้ห่อหอยให้ลูกค้าได้อีกด้วย
อวี๋ชุนเหมี่ยวชั่งน้ำหนักไม่เป็น เฉินรั่วหลานจึงรับหน้าที่ใช้ตาชั่งชั่งของอย่างต่อเนื่อง ส่วนอวี๋ชุนเหมี่ยวรับหน้าที่ห่อของ รับเงิน และทอนเงิน เพียงไม่ถึงสองชั่วโมง หอยกาบเต็มตะกร้าก็ถูกขายจนเกลี้ยง
อวี๋ชุนเหมี่ยวลองคำนวณคร่าวๆ พบว่าพวกนางทำเงินได้ถึงสี่ร้อยกว่าอีแปะทีเดียว
"ท่านแม่เจ้าคะ ในลำธารยังมีหอยกาบอีกเพียบเลยเจ้าค่ะ เรามาขายวันเว้นวันก็ได้ พอเก็บเงินได้มากพอแล้ว เราจะได้รักษาสุขภาพของท่านและรักษาขาของฉีชง ชีวิตครอบครัวเราจะดีขึ้นแน่นอนเจ้าค่ะ"
เมื่อเทียบกับความตื่นเต้นของลูกสะใภ้ ดวงตาของเฉินรั่วหลานกลับเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า นางกุมมืออวี๋ชุนเหมี่ยวไว้แล้วกล่าวว่า "หากวันนั้นมาถึงจริงๆ เจ้าก็คือดาวนำโชคของตระกูลฉีเราโดยแท้"
อวี๋ชุนเหมี่ยวยื่นถุงเงินให้แม่สามีแล้วบอกว่า "นี่เจ้าค่ะ เราไปที่ร้านยาเพื่อเจียยาให้ท่านสักสองขนานเถิดเจ้าค่ะ"
เฉินรั่วหลานรีบโบกมือพัลวัน "ไม่เอาหรอกลูก ต้องเก็บเงินไว้รักษาขาของชงเอ๋อร์ วันนี้แม่ต้องซื้อผ้าไปตัดชุดใหม่ให้เจ้าก่อน"
ในฐานะคนเป็นแม่ ลูกย่อมสำคัญกว่าตนเองเสมอ
อวี๋ชุนเหมี่ยวไม่เห็นด้วย นางขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า "ขาของฉีชงต้องใช้เงินรักษาอีกมาก เราจะรอจนเก็บเงินครบแต่ท่านต้องล้มป่วยไปก่อนไม่ได้นะเจ้าคะ ทุกครั้งที่เราเข้าเมือง เราจะเจียยาให้ท่านครั้งละสองวัน ท่านรักษาตัวไปพร้อมกับที่เราเก็บเงินรักษาฉีชง ทำไปพร้อมกันได้เจ้าค่ะ ส่วนเสื้อผ้าข้ายังมีพอใส่อยู่ ไว้คราวหน้าค่อยซื้อก็ได้เจ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินรั่วหลานก็รู้ว่าอวี๋ชุนเหมี่ยวไตร่ตรองเรื่องนี้มาอย่างดีแล้ว ที่ผ่านมาชีวิตของนางถูกลิขิตโดยสามี และหลังจากสามีสิ้นใจก็มีฉีชงคอยดูแล นับแต่ฉีชงบาดเจ็บ นางก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตมืดมนไร้หนทาง จึงได้ตัดสินใจเรื่องใหญ่ครั้งแรกนับแต่แต่งเข้าบ้านฉี
นั่นคือการซื้อภรรยามาให้ฉีชง นางมิได้หวังให้หญิงผู้นั้นงดงามหรือเฉลียวฉลาด เพราะนางมิมีปัญญาจ่ายเงินมากถึงเพียงนั้น ขอเพียงมีใครสักคนมาช่วยดูแลเรื่องข้าวน้ำและเสื้อผ้าของสามพี่น้องก็พอแล้ว
เดิมทีนางกะว่าจะรอให้บุตรชายรองเรียนจบจากอาจารย์ช่างไม้เพื่อกลับมาเป็นเสาหลัก ทว่าใครจะคิดว่าลูกสะใภ้ที่ซื้อมาผู้นี้กลับเป็นคนที่เริ่มแบกรับภาระอันหนักอึ้งของครอบครัวก่อนใคร
นางส่งถุงเงินคืนให้อวี๋ชุนเหมี่ยวแล้วกล่าวว่า "แม่มิรู้วิธีบริหารจัดการเงินทอง เจ้าช่วยแม่ดูแลเถิด มิเช่นนั้นแม่จะไม่ฟังเจ้าแล้วนะ"
อวี๋ชุนเหมี่ยวนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลง นางสะพายตะกร้าเปล่าขึ้นหลังแล้วมุ่งหน้าไปยังร้านยา
นางให้ท่านหมอช่วยตรวจชีพจรให้แม่สามี ท่านหมอเอ่ยศัพท์แสงมากมายที่นางมิต่อความเข้าใจ สรุปใจความได้ว่านางต้องการการพักผ่อนและห้ามตรากตรำทำงานหนัก ต้องรักษาอารมณ์ให้แจ่มใส เมื่อได้ยาสมุนไพรแก้ไอและยาคลายความร้อนในร่ายกายไปทานสักระยะ อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง
ค่ายาสองวัน วันละสองขนาน ขนานละสี่สิบอีแปะ รวมเป็นเงินหนึ่งร้อยหกสิบอีแปะ
อวี๋ชุนเหมี่ยวเข้าใจดี อาการป่วยของแม่สามีเกิดจากการสูญเสียสามีและบุตรชายได้รับบาดเจ็บ ทำให้เกิดความอัดอั้นและธาตุไฟในตัวสูงเกินไป ตราบใดที่ชีวิตไร้ความหวัง อาการป่วยก็จะไม่หาย ยาที่กินเข้าไปก็ไร้ประโยชน์ นั่นคือเหตุผลที่นางป่วยเรื้อรังมานานถึงสองปี
ดังนั้น การให้กำลังใจจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป
"ท่านแม่เจ้าคะ เรายังเหลือเงินอีกสามร้อยกว่าอีแปะ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่นานเราจะเก็บเงินรักษาฉีชงได้แน่นอน แต่ท่านต้องฟังคำท่านหมอนะเจ้าคะ อย่าคิดมากและทำใจให้เบิกบาน ยิ่งท่านหายป่วยเร็วเท่าใด เราก็จะยิ่งเก็บเงินรักษาฉีชงได้เร็วขึ้นเท่านั้นเจ้าค่ะ"
เมื่อเฉินรั่วหลานได้ยินว่าอาการป่วยของตนมีผลโดยตรงต่อการรักษาลูกชาย นางก็รีบรับคำทันที "จ้ะๆ แม่จะฟังเจ้า แม่จะยิ้มแย้มและมีความสุขในทุกวัน"
เฉินรั่วหลานรักษาคำพูดพอยังไม่ทันขาดคำนางก็เริ่มหัวเราะออกมา
"ท่านแม่ยามยิ้มช่างงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ"
...อวี๋ชุนเหมี่ยวเอ่ยเย้าแหย่แม่สามีมาตลอดทาง ทำให้นางมีรอยยิ้มอยู่ไม่ขาด
"ชุนเหมี่ยว!"
เสียงตะโกนที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง นั่นคือบิดานักพนันของนางนั่นเอง เมื่อเงยหน้าขึ้น แม่สามีและลูกสะใภ้ก็พบว่าพวกนางกำลังเดินผ่านหน้าบ่อนพนันพอดี
ซวยจริงเชียว วันหลังข้าจะไม่เดินเส้นนี้อีก
ปฏิกิริยาแรกของอวี๋ชุนเหมี่ยวคือการแสร้งทำเป็นคนโง่ นางกระซิบที่ข้างหูแม่สามีเบาๆ "บิดาข้าเองเจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านแสร้งทำเหมือนข้ายังเป็นคนปัญญาอ่อนอยู่ และบอกว่ายาพวกนี้ซื้อมาให้ข้า บอกว่าใช้เงินไปถึงสองตำลึงจนบ้านเราไม่เหลือเงินติดตัวสักอีแปะเดียวเลยนะเจ้าคะ"
พูดจบ แววตาของนางก็หม่นแสงลงและสีหน้าก็กลับมาเหม่อลอยตามเดิม
เฉินรั่วหลานทึ่งในความสามารถทางการแสดงของลูกสะใภ้ และแน่นอนว่านางก็ต้องร่วมแสดงด้วยสุดฝีมือ หากนักพนันผู้นี้รู้ว่าลูกสาวมิได้เป็นคนปัญญาอ่อนอีกต่อไป แถมยังหาเงินได้ เขาคงจะตามเกาะติดพวกนางเป็นเงาตามตัวแน่
นางกุมมือลูกสะใภ้ไว้แล้วหันกลับไป พบกับบิดานักพนันที่มีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มใบหน้า
ชายนักพนันกุมใบหน้าข้างหนึ่งพลางก้าวเข้ามา เหลือบมองห่อยาในตะกร้าของอวี๋ชุนเหมี่ยว "ท่านดอง มาซื้อยาหรือ ใครเจ็บไข้กันล่ะ ยาพวกนี้ราคาไม่เบาเลยมิใช่หรือ"
หากพวกนางมีเงินซื้อยา แสดงว่าในตัวก็ต้องมีเงินติดมาบ้าง
อวี๋ชุนเหมี่ยวแสร้งทำเป็นหวาดกลัวและหลบอยู่หลังแม่สามี นางกระซิบจากด้านหลัง "ด่าเขาเลยเจ้าค่ะ บอกว่าท่านมิใช่ดองกับเขา และข้าถูกขายขาดมาแล้ว"
เมื่อได้รับสัญญาณ เฉินรั่วหลานก็เชิดหน้าขึ้นแล้วด่ากราดทันที "ดองอะไรกัน ใครเป็นดองกับเจ้า ข้าซื้อตัวชุนเหมี่ยวมา เรามีความสัมพันธ์เพียงผู้ซื้อกับผู้ขายเท่านั้น มิใช่เกี่ยวดองกัน เจ้าอยากจะนับญาติหรือ ได้สิ เอาสัญญาขายตัวคืนไป แล้วข้าจะคิดว่าเงินสามตำลึงนั่นเป็นค่าสินสอดแทน เจ้าก็เตรียมสินเดิมมาให้ลูกสาวเจ้าด้วยละกัน"
จากน้ำเสียงอันเผ็ดร้อนของแม่สามี อวี๋ชุนเหมี่ยวบอกได้เลยว่านางก็มิใช่สตรีธรรมดา นางมินึกเลยว่าเพียงแค่แนะแนวทางให้นิดหน่อย แม่สามีจะแสดงได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้
การถูกด่าเป็นเรื่องปกติสำหรับนักพนันผู้นี้ เขาเอ่ยอย่างหน้าหนาว่า "มันก็ใช่ แต่ในเมื่อลูกสาวข้าเข้าบ้านท่านไปแล้ว มันก็เป็นวาสนาต่อกันมิใช่หรือ ต่อให้มิใช่ดองกัน เราก็ยังเป็นมิตรกันได้ มิต้องปั้นปึ่งใส่กันถึงเพียงนี้หรอก"
อวี๋ชุนเหมี่ยวกำลังจะคิดแผนต่อ ทว่าเฉินรั่วหลานชิงเอ่ยขึ้นก่อน "มิตรหรือ? ข้ากำลังตามหาเจ้าอยู่พอดี! ข้าซื้อคนมาหวังจะให้สืบสกุล แต่เป็นอย่างไรล่ะ? ท่านหมอตรวจชีพจรแล้วบอกว่านางอดอยากมานานหลายปี ร่างกายทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือดี ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อรักษา"
"ลำพังยาห่อนี้ก็เสียเงินไปถึงสองตำลึงแล้ว ข้ามิอยากได้ลูกสะใภ้ผู้นี้แล้ว พรุ่งนี้เจ้าจงไปที่บ้านข้า เอาเงินมาคืน แล้วข้าจะคืนทั้งคนทั้งสัญญาขายตัวให้เจ้า!"
พูดจบ เฉินรั่วหลานก็ทำท่าจะผลักอวี๋ชุนเหมี่ยวไปทางบิดานักพนัน
ขุ่นพระ!
แม่สามีข้าเก่งจริง ข้าต้องเริ่มการแสดงบ้างแล้ว
อวี๋ชุนเหมี่ยวตั้งใจเดินไปข้างหลังชายนักพนันแล้วคว้าชายเสื้อของเขาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยมือ
ก่อนที่ชายนักพนันจะทันได้ตั้งตัว เฉินรั่วหลานก็เริ่มร้องไห้โฮออกมา "โถ่เอ๊ย สวรรค์ ข้าจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ขาของลูกชายก็มิมีเงินรักษา ท่านหมอบอกว่าเขาคงมิรอดแน่ ส่วนตัวข้าก็ป่วยใกล้ตาย ข้าเพียงอยากจะเห็นหน้าหลานก่อนตายเท่านั้นเอง"
"หากลูกสะใภ้คนนี้ทานยาไปสองขนานแล้วยังไม่ดีขึ้น ตระกูลฉีของชงเอ๋อร์ก็คงต้องสิ้นสุดเพียงเท่านี้! เงินรักษาก็มิมีแล้ว! พี่เจิ้งเจ้าคะ ดวงวิญญาณท่านบนสวรรค์โปรดคุ้มครองพวกเราด้วยเถิด ประทานลูกสะใภ้ที่สมบูรณ์กว่านี้มาให้ข้าที!"