- หน้าแรก
- ฉันเป็นพ่อครัวใหญ่ในซื่อเหอหยวน
- บทที่ 25 การตัดสินใจ
บทที่ 25 การตัดสินใจ
บทที่ 25 การตัดสินใจ
บทที่ 25 การตัดสินใจ
ข้าวสวยร้อนๆ หอมฉุยพุ้ยเข้าปากตามด้วยหนังหมูพะโล้ชิ้นโตที่วาววับไปด้วยน้ำมัน
รสสัมผัสของไขมันและข้าวสวยที่คลุกเคล้ากับน้ำซุปพะโล้เข้มข้น เกือบจะทำให้ฟางหรงอร่อยจนเคลิ้มไปเลย เธอทานหมดไปหนึ่งชามแล้ว และชามที่สองก็กำลังจะเกลี้ยงในไม่ช้า
ด้านเจ้าสี่ฟางหนิงยิ่งหนักกว่า
เธอทานชามที่สองหมดแล้วก็หันไปบอกฟางเหยียนว่า: “พี่สาม มันอร่อยมากเลย!”
“หนูขอข้าวเพิ่มอีกชามนะค่ะ!”
ฟางเหยียนที่กำลังคีบกับข้าวป้อนน้องห้าซึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งขานตอบว่า: “ในครัวมีให้กินจนอิ่ม แต่ระวังอย่ากินจนจุกเกินไปล่ะ”
ฟางหนิงพยักหน้าหงึกๆ: “ค่ะๆ หนูทานชามนี้เสร็จก็จะพอแล้ว”
“ไปเถอะๆ” ฟางเหยียนโบกมือให้
เจ้าสี่ถือชามเปล่ากระโดดโลดเต้นมุ่งหน้าไปทางครัว ความรู้สึกที่ว่าอยากกินเมื่อไหร่ก็ได้กินจนอิ่มแบบนี้มันช่างมีความสุขเหลือเกิน ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยสัมผัสความรู้สึกนี้มาก่อนเลย
แม้แต่พี่ใหญ่ฟางหยางยังอดรำพึงไม่ได้: “ตอนปีใหม่บ้านเรายังไม่กล้ากินดีขนาดนี้เลยนะเนี่ย!”
พี่รองฟางหรงถือชามข้าว มองดูกับข้าวเต็มโต๊ะแล้วพยักหน้าเห็นด้วยอย่างที่สุด: “จริงด้วยๆ อย่าว่าแต่ปีใหม่เลย ปกติแค่ข้าวสวยเรายังไม่กล้ากินเยอะขนาดนี้เลย”
ปกติที่บ้านตระกูลฟางมักจะกินหัวมันแห้งหรือแป้งข้าวโพดเป็นหลัก
ข้าวสวยนับว่าเป็นธัญพืชราคาแพงและฟุ่มเฟือยเกินไป ตอนฟางเหยียนป่วย แม่ถึงจะยอมเคี่ยวโจ๊กขาวให้เขาทาน ส่วนแป้งสาลีที่บ้านคนงานอื่นๆ
ในซื่อเหอหยวนมักจะกินกัน บ้านตระกูลฟางจะได้เห็นก็เฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น การได้ห่อเกี๊ยวทานสักมื้อ ถือเป็นของอร่อยและดีที่สุดในรอบปีแล้ว
เธอคีบ "ไก่แช่น้ำมันพริก" (โข่วสุ่ยจี) ที่ฟางเหยียนทำขึ้นมาอีกคำ
น้ำมันพริกสีแดงที่ชุ่มโชกบนเนื้อไก่ รสเผ็ดที่แฝงไปด้วยความหอมของเนื้อไก่ช่างเย้ายวนใจ เธอทานไปพลางสูดปากด้วยความเผ็ดไปพลาง แล้วรีบพุ้ยข้าวตามไปอีกหลายคำ สะใจจริงๆ!
ฟางหรงไม่เคยทานอาหารมื้อไหนที่อิ่มเอมใจขนาดนี้มาก่อน เธอเปรยขึ้นว่า: “ถ้าแม่กลับมาเห็นพวกเรากินกันแบบนี้ ท่านคงตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อแน่ๆ”
คำพูดนี้เข้าหูฟางหนิงที่เพิ่งตักข้าวกลับมาจากครัวพอดี เธอรีบพูดสวนขึ้นทันที: “พี่รอง เรื่องนี้เราต้องปิดแม่ให้มิดเลยนะ” “ถ้าท่านรู้ล่ะก็ พอพ่อกลับมา พ่อต้องมาไถเงินแม่ไปหมดแน่”
เมื่อบ่ายฟางหยางและฟางหนิงได้ติวเข้มเรื่อง "นโยบายป้องกันพ่อแม่" ให้ฟางหรงฟังแล้ว
เธอจึงเข้าใจสถานการณ์ดี แต่พอได้ยินเจ้าสี่เตือนแบบนั้น เธอก็วางชามลงแล้วพูดอย่างกังวลว่า: “แต่เราทำกันขนาดนี้ พ้นวันที่ 15 แม่กลับมาแล้วถามเรา เราจะตอบท่านว่ายังไง?”
“เรากินของพวกนี้ ทำกับข้าวพวกนี้ ยังไงมันก็ต้องทำที่บ้านนะ” “มันจะปิดมิดได้ยังไงกัน?”
พี่ใหญ่ฟางหยางวางตะเกียบลงเช่นกัน เขาพยักหน้าเห็นด้วย: “จริงอย่างที่พี่รองว่า พี่ก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่ พวกเราออกไปตั้งแผงกันหมดทั้งบ้าน จะปิดบังไปได้นานแค่ไหนกันเชียว”
“...”
ฟางหนิงนิ่งเงียบไป เพราะมันคือเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
ในตอนนั้นทุกคนต่างหันไปมองฟางเหยียนที่กำลังป้อนข้าวน้องเล็กอยู่
พี่ใหญ่ฟางหยางถามขึ้น: “เจ้าสาม แกหัวไวที่สุด แกคิดว่าไง”
ฟางเหยียนเหลือบมองทุกคนแล้วยิ้มบอกว่า: “จัดการง่ายมากครับ”
“ปิดบังไม่ได้... แต่เราโกหกได้ครับ”
พอได้ยินคำนี้ เจ้าสี่ฟางหนิงตาเป็นประกายทันที: “หนูเข้าใจแล้ว!”
ทุกคนหันไปมองเธอ ฟางหนิงลุกขึ้นยืนแล้วพูดอย่างมาดมั่นว่า: “พี่สามหมายความว่า ให้พวกเราบอกยอดรายได้ให้น้อยลงใช่ไหมค่ะ?”
“บอกไปว่าวันหนึ่งได้กำไรแค่หยวนสองหยวน”
“จากนั้นก็แบ่งให้แม่ครึ่งหนึ่ง”
“ส่วนเงินก้อนใหญ่ก็เก็บไว้ที่พวกเราเอง”
พูดจบเธอก็หันไปถามฟางเหยียน: “ใช่ไหมค่ะพี่สาม?”
ฟางเหยียนพยักหน้า แล้วเสริมว่า: “ความหมายประมาณนั้นแหละครับ แต่เราก็ไม่ต้องงกเกินไป”
เมื่อเห็นทุกคนจ้องมา เขาก็เริ่มอธิบายต่อ: “จุดประสงค์ที่เราต้องกันท่าแม่ไว้ จริงๆ ก็เพราะกลัวพ่อจะกลับมาไถเงินไปผลาญเล่นเท่านั้นแหละ”
“จริงๆ แล้วแม่ไม่ได้ห้ามพวกเราหาเงินหรอกครับ” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง
พี่รองฟางหรงถามต่อ: “แล้วแกจะเอายังไงล่ะ?”
ฟางเหยียนกวาดสายตามองพี่น้องทุกคนแล้วเปิดใจว่า: “ความคิดของผมคือ พอเราได้เงินมา เราจะให้แม่เดือนละสัก 40-50 หยวน”
“สำหรับพวกเราเงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ แต่สำหรับแม่ ท่านจะได้มีเงินติดตัวไว้ใช้สอยไม่ขาดมือ”
“พอท่านมีเงิน ท่านจะได้เงยหน้าอ้าปากในซื่อเหอหยวนได้ ไม่ต้องให้ใครมาดูถูก และเรื่องงานแต่งของพี่รองก็จะคุยง่ายขึ้นด้วย”
“เพราะตราบใดที่บ้านเราไม่อดอยากและมีฐานะขึ้นมา จุดด้อยของพี่รองก็จะหายไปทันที”
“และที่สำคัญ เงินที่พี่รองหาได้จากการตั้งแผง พี่ก็เก็บไว้เองส่วนหนึ่งเพื่อเป็นสินเดิมเจ้าสาว จะได้ไม่ต้องกลัวว่าแต่งออกไปแล้วทางบ้านสามีจะดูถูกเอาได้”
พี่ใหญ่ฟางหยางพยักหน้าเห็นด้วย เรื่องงานแต่งของน้องรองนั้นเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ
เดี๋ยวนี้เด็กสาวอายุ 18 ก็แต่งงานออกเรือนกันหมดแล้ว ถ้าน้องรองยังรั้งรอต่อไปจนอายุ 21 ก็จะกลายเป็นสาวเทื้อในสายตาคนยุคนี้นทันที
เมื่อเห็นว่าทุกคนไม่มีความเห็นแย้ง ฟางเหยียนก็พูดต่อ: “ส่วนเงินที่เหลือเราจะแยกเก็บไว้ต่างหาก เอาไว้เป็นค่าเทอมและค่ากินอยู่ในโรงเรียนของเจ้าสี่ พี่น้องเราจะเป็นคนออกให้เอง”
เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนจะเหลือบมองพี่ใหญ่แล้วพูดต่อ: “นอกจากนี้ ผมยังตั้งใจว่าช่วงนี้จะรีบโกยเงิน เพื่อซื้อห้องว่างสองห้องที่อยู่ลานหลังบ้านนั่นเก็บไว้ ถ้าวันหน้าพี่ใหญ่มีสาวที่ถูกใจจะได้ใช้เป็นเรือนหอตอนแต่งงานได้เลย”
“ผมคำนวณดูแล้ว สองห้องนั่นราคาแค่ประมาณสองร้อยกว่าหยวนเอง”
“ถ้าพรุ่งนี้ยอดขายดี เงินก็น่าจะพอซื้อแล้วล่ะครับ”
ราคาบ้านในยุคนั้นเป็นเช่นนี้เอง ห้องว่างสองห้องในลานหลังบ้านนั้น กรรมสิทธิ์อยู่ที่สำนักงานเขต แค่มีเงินจ่าย ก็สามารถโอนมาเป็นเจ้าของได้ทันที เงินสองร้อยกว่าหยวน
สำหรับพวกเขาในตอนนี้ มันคือกำไรจากการขายของแค่เพียงวันหรือสองวันเท่านั้น แต่มันคือเงินมหาศาลที่ครอบครัวนี้ไม่เคยแม้แต่จะฝันถึงมาก่อนในอดีต
พอเห็นน้องสามวกมาเรื่องของตัวเอง พี่ใหญ่ก็รีบพูดขึ้นว่า: “โถ่เอ๊ย... เรากำลังคุยเรื่องแม่กันอยู่นะ แกจะลากมาเรื่องพี่ทำไมกัน”
“บอกแล้วไงว่าอย่าเพิ่งห่วงเรื่องพี่เลย” แล้วเขาก็รีบเสริมทันที: “อีกอย่าง แกบอกว่าจะซ่อมบ้านเราก่อนไม่ใช่เหรอ”
“เรื่องห้องลานหลังบ้านน่ะ เอาไว้ค่อยปรึกษากันทีหลังเถอะ”
ฟางเหยียนส่ายหน้า ครั้งนี้เขาไม่ฟังพี่ใหญ่ แต่ยืนกรานว่า: “ไม่ได้ครับ... ห้องที่ลานหลังบ้านน่ะ ยิ่งซื้อได้เร็วยิ่งดี พี่ไม่รีบแต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นเขาจะไม่จ้องจะฮุบห้องนั้นอยู่นะ”
พอเขาพูดจบ พี่รองฟางหรงก็แสดงจุดยืนทันที: “เจ้าสามพูดถูก พี่เห็นด้วย!”
เจ้าสี่ก็เสริมว่า: “หนูด้วย พี่สาม!”
เมื่อเห็นพี่ๆ ชูมือกัน น้องห้าตัวน้อยก็ยกมือเลียนแบบบ้าง: “หนูด้วยๆๆ...”
ฟางเหยียนเห็นภาพนั้นก็หลุดขำออกมา: “ฮ่าๆๆ... ตกลงครับ ถือว่าเสียงส่วนใหญ่เป็นเอกฉันท์ สรุปตามนี้!”