- หน้าแรก
- ฉันเป็นพ่อครัวใหญ่ในซื่อเหอหยวน
- บทที่ 23 การจัดสรรวางแผน
บทที่ 23 การจัดสรรวางแผน
บทที่ 23 การจัดสรรวางแผน
บทที่ 23 การจัดสรรวางแผน
เมื่อได้ยินคำถามของฟางหรง ยังไม่ทันที่ฟางเหยียนจะได้อ้าปากตอบ
เจ้าสี่ฟางหนิงก็โพล่งขึ้นมาก่อนว่า: “แน่นอนว่าได้สิค่ะพี่รอง!”
“พี่ไม่รู้หรอกว่าวันนี้พวกเรายุ่งกันจนหัวหมุนขนาดไหน”
“แค่สามคนน่ะเอาไม่อยู่จริงๆ”
“ถ้าพี่มาช่วยได้อีกคนย่อมดีที่สุดเลยละ”
พูดจบเธอก็หันไปหาฟางเหยียน: “ใช่ไหมค่ะพี่สาม!”
ฟางเหยียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า: “อืม... ช่วงเดือนอ้ายแบบนี้ กิจการดีมากก็เป็นอย่างที่เจ้าสี่ว่านั่นแหละ”
“แต่พ้นช่วงนี้ไปพอคนเริ่มน้อยลง การที่พี่น้องพวกเราทุกคนมากระจุกอยู่ที่แผงเดียว มันก็ดูจะเกินความจำเป็นไปหน่อย”
พอฟางหรงได้ยินแบบนั้น เธอก็คิดว่าน้องสามไม่อยากให้เธอเข้ามายุ่งเกี่ยว
จึงรีบแสดงเจตจำนงทันที: “ไม่เป็นไรหรอก ช่วงที่ยุ่งๆ นี่พี่ไปช่วยก่อน พอเริ่มว่าง พี่ค่อยกลับมาช่วยแม่แปะกล่องไม้ขีดที่บ้านก็ได้”
“พี่จะไม่ทำให้พวกแกต้องลำบากใจแน่นอน”
ฟางเหยียนฟังออกทันทีว่าพี่รองเข้าใจความหมายของเขาผิดไป เขารีบเงยหน้ามองฟางหรงแล้วพูดแก้ว่า: “พี่รอง ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นครับ”
เขาหยุดเว้นจังหวะนิดหนึ่ง อย่างชั่งใจ ก่อนจะพูดต่อว่า: “ความจริงแล้ว... ผมอยากให้พี่แยกไปตั้งอีกแผงหนึ่งต่างหากครับ”
“อะไรนะ!?” ประโยคนี้ทำเอาทุกคนในที่นั้นถึงกับอึ้ง
ระหว่างทางกลับบ้านฟางเหยียนไม่ได้เปรยเรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว มันช่างกะทันหันเหลือเกิน ฟางหรงยิ่งแสดงสีหน้าไม่เข้าใจหนักเข้าไปอีก: “ให้พี่... ให้พี่แยกไปตั้งแผงลอยคนเดียวเหรอ?”
“ครับ” ฟางเหยียนพยักหน้ายืนยัน
“แต่... แต่พี่ไม่ได้มีฝีมือทำอาหารเหมือนแกนะ!” ฟางหรงเริ่มตามความคิดของน้องสามไม่ทัน
พี่ใหญ่ฟางหยางก็เสริมขึ้นว่า: “นั่นสิเจ้าสาม วันนี้พี่เห็นแผงอื่นเขาก็ขายไม่ค่อยดีกันนะ”
“ทั้งถนนมีแต่แผงเรานี่แหละที่คนต่อแถวยาวเหยียด”
“ถ้าแกให้พี่รองแยกไปตั้งแผงเอง ลำพังฝีมือทำอาหารของพี่เขาจะไหวเหรอ?”
ฟางเหยียนหันไปมองพี่ใหญ่แล้วอธิบายว่า: “เรื่องนี้จัดการง่ายมากครับ แค่ให้พี่รองเอากับข้าวที่ผมทำสำเร็จแล้วไปวางขายก็พอ”
ฟางหยางชะงักไปครู่หนึ่ง คิ้วเริ่มขมวดมุ่น: “ขายกับข้าวที่แกทำสำเร็จแล้ว?”
“เจ้าสาม พี่ฟังแล้วยิ่งงงเข้าไปใหญ่”
“แกหมายถึงให้แกผัดเสร็จแล้วยกไปขายที่แผงพี่รองงั้นเหรอ?”
“แบบนั้นมันก็เหมือนตั้งแผงอยู่ด้วยกันนั่นแหละไม่ใช่หรือไง?”
ฟางเหยียนโบกมือปฏิเสธ: “เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น”
“หมายถึงผมจะทำกับข้าวเตรียมไว้ให้เสร็จจากที่บ้านเลย แล้วให้พี่รองนำไปขายที่จุดอื่นครับ”
“พี่... พี่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี...” ฟางหรงสารภาพออกมาอย่างขัดเขิน
ฟางเหยียนยิ้มแล้วอธิบายขยายความ: “พูดง่ายๆ ก็คือ... แผงของพวกเราสามคนจะขายอาหารเสฉวนประเภทผัดร้อนที่ทำสดๆ ตรงนั้น”
“ส่วนแผงใหม่ของพี่รอง จะขายพวก 'ยำเย็น' (เหลียงปั้นไช่) และ 'ของตุ๋นพะโล้' (หลู่ไช่) ที่ผมทำเสร็จมาจากบ้านแล้ว เป็นของที่ลูกค้าซื้อแล้วถือไปกินได้เลยไม่ต้องรอเปิดเตา”
“คราวนี้เข้าใจหรือยังครับ?”
พอฟางเหยียนอธิบายจบ ทุกคนก็ถึงบางอ้อทันที
โดยเฉพาะฟางหยางที่พยักหน้าหงึกๆ ร้องอ๋อออกมาเสียงดัง: “อ๋อออ!!!” “เข้าใจแล้วๆ!”
เขารีบประมวลแผนการในหัวแล้วกล่าวอย่างมั่นใจว่า: “นี่เป็นไอเดียที่ดีมากเลยนะ!”
“ฝีมือเจ้าสามน่ะไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว พวกยำพวกของตุ๋นที่ทำออกมาขายดีแน่นอน”
“แบบนี้เราก็จะมีสองแผงลอย”
“นอกจากจะเก็บเงินที่ถนนจูซื่อโข่วได้แล้ว ยังกระจายไปถนนเส้นอื่นได้ด้วย”
“อาศัยช่วงเทศกาลเดือนอ้ายนี่แหละ รีบโกยเงินให้ได้มากที่สุด!”
ฟางหรงและฟางหนิงได้ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วยเป็นพัลวัน ฟางเหยียนกวาดสายตามองทุกคนแล้วพูดต่อ: “ใช่ครับ ผมหมายความตามนั้นแหละ”
“การเพิ่มแผงลอยและขายวัตถุดิบที่ต่างออกไป จะช่วยดึงดูดลูกค้าได้กว้างขึ้น”
“แถวประตูเจิ้งหยางมีแต่คนรวยและคนพลุกพล่าน ไม่ต้องห่วงว่าจะขายไม่ออกหรอกครับ”
จากนั้นเขาก็หันไปสั่งเจ้าสี่และพี่รอง: “บ่ายนี้พวกพี่ไปซื้อกระดาษสีน้ำตาล (คราฟท์) มาหน่อยนะ เอามาพับเป็นถุงไว้”
“เดี๋ยวผมจะชั่งน้ำหนักแบ่งเป็นถุงๆ แยกตามประเภทไว้ให้เสร็จจากที่บ้าน พอไปถึงแผงพี่รองก็แค่ขายตามราคาที่ติดไว้ได้เลย”
“พี่รองดูแลแผงคนเดียวได้สบายมากครับ” ทั้งสองสาวพยักหน้ารับคำอย่างตื่นเต้น
ฟางเหยียนกล่าวต่อ: “ส่วนทำเลที่ตั้งผมคิดไว้แล้ว ให้ไปตั้งที่ทางใต้ของถนนจูซื่อโข่ว อยู่ถนนเส้นเดียวกันแต่อยู่คนละหัวท้าย จะได้คอยดูแลกันได้ด้วย”
ฟางหรงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง: “ตกลง! พี่ไม่มีความเห็นอื่น”
“เอาตามที่เจ้าสามว่าเลย”
แถมเธอยังอาสาเพิ่มอีกว่า: “เดี๋ยวลองดูซิว่าต้องซื้ออะไรเพิ่มอีกบ้าง พี่จะได้ไปซื้อกระดาษน้ำตาลพร้อมกับของพวกนั้นทีเดียวเลย”
ฟางเหยียนนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วบอกว่า: “งั้นซื้อหัวหมูมาเพิ่มหนึ่งหัว แม่ไก่แก่หนึ่งตัว กระดูกสันหลังหมูสามกิโล หนังหมูอีกสามกิโล รวมกับของที่ซื้อมาเมื่อกี้ก็น่าจะพอแล้วครับ”
“พรุ่งนี้พี่รองลองไปตั้งแผงวันแรก ขายลองเชิงดูก่อน พอขายหมดแล้วค่อยแวะมาช่วยพวกผมทางนี้”
เมื่อได้รับคำสั่งที่ชัดเจนจากน้องสาม พี่รองฟางหรงก็พยักหน้าตอบรับอย่างหนักแน่น: “ได้! ทุกอย่างฟังแกสั่งการ”
“ขอแค่หาเงินได้ จะให้ทำแบบไหนพี่ก็เอาทั้งนั้น”
อันที่จริง ฟางเหยียนกำลังวางแผนระยะยาว เขาไม่อยากวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว แม้การรวมตัวกันจะช่วยขยายสเกลงานได้ แต่เขารู้สึกได้จากวันนี้ว่าในช่วงเวลาอาหารมื้อหลัก
ปริมาณงานของเขาคนเดียวนั้นพุ่งแตะเพดานไปแล้ว การเพิ่มคนเข้ามาในแผงเดิมอาจจะไม่ได้ช่วยเพิ่มรายได้หรือประสิทธิภาพให้ก้าวกระโดดนัก
หากต้องการทำเงินให้มากกว่านี้ เขาต้องขยายไปสู่เส้นทางขายอื่นเพื่อแย่งชิงทรัพยากรลูกค้า
แรงบันดาลใจนี้มาจากตอนที่เขานึกจะทำของตุ๋นไปกำนัลคุณปู่หม่านั่นเอง เขาจะใช้ของเย็นและของตุ๋นเข้ามาครองตลาดเพิ่ม!
กับข้าวพวกนี้ทำเสร็จมาจากบ้าน ยกไปขายได้เลยไม่ต้องเปิดเตา ยื่นเงินยื่นของ จบงานไว ปิดร้านได้เร็ว ติดอยู่แค่ตอนแรกเขาไม่รู้จะให้ใครไปคุมแผงใหม่นี้ดี
ถ้าให้พี่ใหญ่ไป แผงเดิมก็จะเหลือแค่เขากับเจ้าสี่ ซึ่งจะกระทบยอดขายรายวันแน่นอน ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องมีคนเพิ่ม และพอดีที่พี่รองกลับมาและอยากช่วยงานพอดี เรียกได้ว่าง่วงนอนแล้วมีคนยื่น
หมอนมาให้ชัดๆ
เมื่อวางแผนเสร็จก็ไม่รอช้า พี่รองฟางหรงและเจ้าสี่ฟางหนิงรับเงินแล้วรีบออกไปซื้อกระดาษน้ำตาลพับถุง พร้อมกับหัวหมู แม่ไก่แก่ กระดูกหมู และหนังหมูตามที่ฟางเหยียนต้องการ
พี่ใหญ่ฟางหยางรับหน้าที่ล้างทำความสะอาดวัตถุดิบที่ซื้อมาจากตลาดเมื่อเช้า ส่วนฟางเหยียนเริ่มลงมือผสมเครื่องพะโล้สำหรับตุ๋น และเตรียมน้ำมันพริกสำหรับทำยำเย็น
น้องห้าฟางเหยาถือขนมเกลียววิ่งเตาะแตะตามหลังฟางเหยียนต้อยๆ มองดูพี่สามทำงานด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก ทุกคนในครอบครัวฟางต่างขะมักเขม้นทำงานกันอย่างแข็งขัน
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ณ ภัตตาคารเฟิงเจ๋อหยวน
ผู้จัดการร้านเดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้าผิดหวังหลังจากออกไปตามหาต้นตอคนที่มาแย่งลูกค้าไม่สำเร็จ
เขาบอกกับเชฟใหญ่เฉินต้าจางที่ยืนรอฟังข่าวว่า: “หนีไปแล้วครับ... ฟังจากแผงลอยข้างๆ บอกว่า พอของขายหมดเกลี้ยง เขาก็เผ่นไปทันทีเลย”