เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 ศรัทธาคืออะไร?

บทที่ 9 ศรัทธาคืออะไร?

บทที่ 9 ศรัทธาคืออะไร?


บทที่ 9 ศรัทธาคืออะไร?

มิลส์ถูมืออวบอูมของเขาเข้าหากัน เดิมทีตัวเขาเองก็ไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้กระจ่างนักหรอก

"ความกังวลของท่านสมเหตุสมผลมากครับ"

เขาเอ่ยอย่างจริงใจ "พูดตามตรง ข้าเองก็มืดแปดด้านเหมือนกัน ด้วยความสามารถของท่านนายหน้าขายข้อมูล การที่เขาจะควบคุมสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดพวกนี้หรือไม่ มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของเขาเลยแม้แต่น้อย อันที่จริง ยิ่งบ้านเมืองวุ่นวายโกลาหลมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งหาผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น"

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ "แต่บางสิ่งบางอย่างที่ข้าได้ประจักษ์แก่สายตาในวันนี้ ผนวกกับการปรากฏตัวของท่าน ทำให้ข้าเกิดข้อสันนิษฐานที่ต่างออกไป!"

"โอ้? ว่ามาสิ" โอไบรอันเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว

"ในฐานะพ่อค้า เมื่อก่อนข้ามักจะมองผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านมุมมองของผลกำไรและผลประโยชน์เสมอ จนทำให้ข้ามองข้ามจุดที่สำคัญที่สุดไป นั่นคือ... แท้จริงแล้วพวกเรากำลังแสวงหาอะไรกันแน่"

มิลส์ลูบแหวนบนนิ้วของเขาเบาๆ อย่างลืมตัว มันเป็นของขวัญที่แม่ให้เขาก่อนที่จะเดินทางมายังเมืองคอรัลธอร์น

"เวลาข้าทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายหรือการตัดสินใจ ข้ามักจะต้องการให้ได้กำไรสูงสุดเสมอ ซึ่งมันก็อาจจะไม่ได้ผิดอะไร" เขาส่ายหน้า "แต่ก็เพราะความเคยชินทางความคิดที่ฝังรากลึกแบบนี้แหละ ที่ทำให้ข้าอาจจะพลาดอะไรไปมากมาย... พลาดความงดงามและความสุขที่อยู่นอกเหนือจากการแลกเปลี่ยนซื้อขาย"

คราวนี้ มิลส์จ้องมองตรงเข้าไปในดวงตาของอัศวินศักดิ์สิทธิ์เบื้องหน้า "ใต้เท้า โปรดอภัยที่ข้าต้องถามอย่างเสียมารยาท ในฐานะอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะยอมทรยศต่อความเชื่ออันแน่วแน่ในใจท่าน เพื่อแลกกับกองเงินกองทองเท่าภูเขา หรือพลังอำนาจที่ล้นฟ้าหรือไม่"

"แน่นอนว่าไม่!" โอไบรอันตอบกลับโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว

"นั่นแหละ!" น้ำเสียงของมิลส์แฝงไปด้วยความตื่นเต้นที่ดังกังวาน "ท่านสามารถโห่ร้องยินดีที่ได้กวาดล้างความชั่วร้าย มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้อ่อนแอ และภาคภูมิใจที่ได้ธำรงไว้ซึ่งคำสาบาน ท่านไม่เคยใส่ใจกับได้กำไรหรือขาดทุนส่วนตัวเลย และนี่แหละคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างอัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างท่าน กับพวกพ่อค้าและขุนนางอย่างพวกเรา!"

เขาสูดหายใจลึก จ้องมองโอไบรอันด้วยแววตาที่ลุกโชน "ถ้าเช่นนั้น ลองคิดดูสิครับ... เป็นไปได้ไหมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านนายหน้าขายข้อมูลทำลงไป... ไม่ได้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์จอมปลอมอะไรทั้งนั้น แต่เป็นเพียงเพราะ... เขาแค่ 'อยากจะทำ' เท่านั้นเอง"

โอไบรอันตกอยู่ในความเงียบงันอย่างลึกล้ำ

เนิ่นนานผ่านไป เขาก็ค่อยๆ เอ่ยขึ้น "หมายความว่า... ที่เขาทำเรื่องพวกนี้... เป็นเพียงเพราะความเชื่อ... บางอย่างงั้นเหรอ"

"ถูกต้อง!" มิลส์ยืนยันอย่างหนักแน่น "มันคือความเชื่อ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น!"

โอไบรอันพ่นลมหายใจยาวลึก แม้เขาจะยึดมั่นในอุดมการณ์ที่จะขจัดความมืดมิดให้สิ้นซาก แต่ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานหลายปี ทำให้เขารู้ซึ้งยิ่งกว่าใครว่าความมืดมิดที่แท้จริงนั้นคืออะไร มันคือความมืดมิดที่หยั่งรากลึกมาจากรากฐานของความคิด คือความเน่าเฟะและบิดเบี้ยวที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือแหล่งเพาะพันธุ์ที่แท้จริงของสัตว์ประหลาดร้าย!

"บอกฉันมาสิ" น้ำเสียงของโอไบรอันทุ้มต่ำลงมาก แต่ก็ปราศจากความเย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว "ตกลงว่าเขาส่งนายมาหาฉันเพื่ออะไรกันแน่"

มิลส์รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก! สรรพนามที่เปลี่ยนไป บ่งบอกว่าคนผู้นี้ยอมละทิ้งความบาดหมางไปได้บ้างแล้ว และนั่นทำให้เขามั่นใจกับการเจรจาในขั้นต่อไปมากขึ้น!

รอยยิ้มอันจริงใจผุดขึ้นบนใบหน้ากลมแป้นของเขา เขาโค้งคำนับลึกๆ อีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมและกระตือรือร้น "ท่านนายหน้าขายข้อมูลฝากข้ามาแจ้งคำขอร้องแก่ท่านครับ... เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะยอมสละเวลาไปพบเด็กหนุ่มคนหนึ่ง และทดสอบดูว่าเด็กคนนั้นมีศักยภาพพอที่จะก้าวเดินบนเส้นทางของอัศวินศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร นี่ก็เป็นเพียงความพยายามอันบริสุทธิ์ใจในการสืบทอดเจตนารมณ์เท่านั้น ไม่มีอะไรแอบแฝงไปมากกว่านี้ครับ"

คำพูดของมิลส์ทำเอาโอไบรอันถึงกับเบิกตากว้าง เขาไม่ได้หลุดการควบคุมสีหน้าแบบนี้มานานมากแล้ว!

ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกับที่มิลส์รู้สึกก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เขาคิดว่าตัวเองกำลังหูแว่วไปเอง! แวมไพร์เนี่ยนะ มาแนะนำผู้สืบทอดให้กับอัศวินศักดิ์สิทธิ์? นี่มันเรื่องตลกขบขันระดับสร้างโลกอะไรกันเนี่ย!

ก่อนที่เขาจะทันได้สลัดความรู้สึกเหลือเชื่อนี้ทิ้งไป มิลส์ก็พูดเสริมขึ้น "ใต้เท้า ข้ามีภาพบันทึกเรื่องราวชีวิตและการเติบโตของเด็กหนุ่มคนนั้นมาด้วย เดิมทีข้าก็กังวลว่าหากให้ท่านดูก่อน มันอาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจในการทดสอบของท่านในภายหลัง แต่เมื่อคิดดูให้ดี ข้าเชื่อว่าความซื่อสัตย์คือรากฐานของความไว้วางใจ และไม่ควรมีการปิดบังอำพรางใดๆ ดังนั้น จะดูหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านเลยครับ"

"เอามา ฉันจะดู!"

โอไบรอันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะบ้า แต่เขาก็อยากรู้ใจจะขาดว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไงกันแน่!

การสืบประวัติและการเติบโตของบุคคล ก็ถือเป็นหนึ่งในการทดสอบของอัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ ยิ่งไปกว่านั้น เขาสงสัยจริงๆ ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ต้องผ่านประสบการณ์แบบไหนมา แวมไพร์ตนนั่นถึงได้ยอมลงทุนลงแรงขนาดนี้เพื่อหาอาจารย์อัศวินศักดิ์สิทธิ์ให้

มิลส์หยิบคริสตัลเวทมนตร์ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ออกมาแล้วยื่นให้โอไบรอัน เมื่อถ่ายเทพลังจิตเข้าไป คริสตัลก็ค่อยๆ ฉายภาพอดีตของดีนขึ้นกลางอากาศ... เมื่อภาพหยุดนิ่งลงที่คำสาบานอันดื้อรั้นและบริสุทธิ์ของเด็กหนุ่ม คิ้วที่ขมวดมุ่นของโอไบรอันก็ค่อยๆ คลายลง

"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง..."

เขาพึมพำแผ่วเบา สายตาของเขาสะท้อนประสานกับแววตาที่ลุกโชนและเด็ดเดี่ยวของเด็กหนุ่มในภาพลวงตาอย่างเงียบงัน ในวินาทีนั้น น้ำเสียงแหบพร่าของอาจารย์ดูเหมือนจะดังก้องขึ้นในใจของเขา—

'ความเชื่อศรัทธามักจะก่อกำเนิดขึ้นในซอกหลืบที่เราคาดไม่ถึงเสมอ'

เด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยแวมไพร์ แต่กลับมีหัวใจที่บริสุทธิ์และจริงใจยิ่งกว่าคนนับไม่ถ้วน... ช่างย้อนแย้งเสียจริง และที่ย้อนแย้งยิ่งกว่าก็คือ แวมไพร์ตนนั่นเป็นคนนำเด็กคนนี้มาส่งให้เขาถึงที่ด้วยตัวเอง!

เขาไม่ได้กังวลเรื่องความถูกต้องของภาพเหล่านี้เลย บททดสอบเริ่มต้นของอัศวินศักดิ์สิทธิ์คือการเผชิญหน้ากับตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ความทรงจำหรือเจตจำนงที่หลอกลวงใดๆ ล้วนต้องมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านภายใต้แสงสว่างแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์

โอไบรอันคืนคริสตัลให้มิลส์ พลางจ้องมองเขาด้วยสายตาเฉียบคม "ไปบอกเขาว่า ฉันตกลง เขาพาเด็กคนนั้นมาพบฉันได้ทุกเมื่อ แต่บททดสอบของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นของเด็กๆ หากเด็กคนนั้นไม่สามารถผ่านการทดสอบและต้องจบชีวิตลงระหว่างการทดสอบ ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน!"

"ครับ! ครับ! ขอบพระคุณใต้เท้ามากครับ!"

มิลส์ดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อได้ยินข่าวดี ใบหน้ากลมแป้นของเขาแดงก่ำราวกับแอปเปิลสุก เขาโค้งคำนับลึกๆ จากนั้นก็หันหลังกลับ ตะเกียกตะกายขึ้นหลังอสูรพสุธาด้วยท่าทีเงอะงะแต่รวดเร็ว แล้วรีบควบหายเข้าไปในเส้นทางสายป่าพร้อมกับผู้ติดตาม

โอไบรอันยืนมองแผ่นหลังของพวกเขาลับสายตาไปเพียงลำพัง แววตาสีฟ้าอมเทาของเขาฉายแววซับซ้อน

เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องไปยังดวงอาทิตย์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า สาดส่องแสงสว่างและความร้อนอันไร้ที่สิ้นสุดลงมา แล้วพึมพำแผ่วเบา ราวกับกำลังสนทนากับอาจารย์ที่มองไม่เห็น

"ท่านอาจารย์ ท่านพูดถูก... เส้นแบ่งระหว่างแสงสว่างกับความมืดมิด อาจจะพร่ามัวกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก พวกเราเหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ควรจะก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมๆ และเปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้มากขึ้น บางทีนั่นอาจจะเป็นหนทางเดียวที่จะจุดประกายความหวังในการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้!"

ในขณะเดียวกัน ไคล์ที่นั่งอยู่บนรถม้า ก็กระตุกยิ้มอย่างมีเลศนัยภายใต้หน้ากากสีเงิน "พี่สาว คราวนี้พี่ช่วยผมได้เยอะเลยล่ะ"

— — — —

ทางตะวันตกของเมือง ภายในห้องที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นยาสูบและเหล้าเหม็นหืน รังของแก๊งแมงป่อง

"อะไรนะ?! แกบอกว่าไอ้ยาจกแซคกำลังจะออกทะเลงั้นรึ?!"

ชายร่างบึกบึนหัวโล้นที่มีรอยสักรูปแมงป่องสีแดงเข้มสุดประหลาดบนใบหน้า ถลึงตาใส่ลูกน้องที่เข้ามารายงาน

"ชะ ใช่ลูกพี่! สายสืบที่ตลาดท่าเรือบอกว่า วันนี้เห็นแซคกับผู้เฒ่าโอเว่นคุยหัวเราะกันร่วนตอนไปซื้ออุปกรณ์กู้ภัยทางทะเล และน่าจะออกทะเลในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว!"

ชายร่างผอมผิวดำที่มีรอยสักรูปแมงป่องบนใบหน้าเช่นกัน คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ตัวสั่นงันงก

'บัดซบเอ๊ย นึกว่าไอ้กลุ่มขอทานนี่ใกล้จะยุบวงแล้ว ฉันจะได้ฉวยโอกาสฮุบผลประโยชน์ซะหน่อย แต่ตอนนี้ไอ้หมอนี่กลับมาหัวเราะร่าเตรียมตัวออกทะเล นี่มันกะจะพลิกฟื้นกลับมาจริงๆ งั้นเรอะ!'

เขาวางแผนไว้หมดแล้วว่าจะทำยังไงหลังจากยึดอาณาเขตของกลุ่มนักผจญภัยหินผามาได้ โดยเฉพาะพวกเด็กกำพร้าในสถานเลี้ยงเด็กนั่น ถ้าไม่มีใครรับเลี้ยง แก๊งของเขาก็สามารถเอาไอ้เด็กพวกนั้นไปขายให้พวกค้ามนุษย์ได้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้มาสักร้อยเหรียญทองล่ะว้า! อย่างแย่ที่สุดก็จับตัดแขนตัดขาแล้วโยนทิ้งไว้ข้างถนนให้ขอทาน แค่นั้นก็เป็นรายได้แล้ว!

ยิ่งคูลิคิดเรื่องนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน อาณาเขตแก๊งแมงป่องของเขาอยู่ติดกับกลุ่มนักผจญภัยหินผาพอดี ถ้าแซคพลิกฟื้นกลับมาได้สำเร็จ เขาก็คงทำได้แค่อุดอู้เป็นหมาหัวหดอยู่แต่ในซอกหลืบนี้ต่อไป

เขาทุบโต๊ะไม้ข้างตัวอย่างแรงแล้วคำรามลั่น "ไป! ติดต่อแก๊งผีพรายทะเล! ข้าอยากจะรู้หนักหนาว่าพวกแกจะทำคลื่นลมอะไรได้กลางทะเล ด้วยลูกน้องสวะที่เหลืออยู่แค่นั้น! จับพวกมัน... ถ่วงน้ำเป็นอาหารปลาให้หมด!"

"แล้วก็ให้ แมงป่องดำ คอยจับตาดูแซคไว้ให้ดี ไปสืบมาให้ได้ว่ามันเอาความมั่นใจมาจากไหน!"

"ลงมือในเมืองมันอาจจะยาก แต่กลางทะเลน่ะมันไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรมากมายหรอกนะ! แซค คราวนี้ข้าจะคอยดูว่าแกจะหนีไปซุกหัวอยู่ที่ไหน!"

จบบทที่ บทที่ 9 ศรัทธาคืออะไร?

คัดลอกลิงก์แล้ว