- หน้าแรก
- เรื่องวุ่นๆ ของขุนนางแวมไพร์กับอัศวินศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 7 มิลส์
บทที่ 7 มิลส์
บทที่ 7 มิลส์
บทที่ 7 มิลส์
หลังจากไคล์ออกจากคฤหาสน์ เขายังไม่ได้ไปหาโอไบรอันในทันที แต่กลับมุ่งหน้าไปยังสำนักงานใหญ่ของสมาคมการค้าจันทร์เงินที่ท่าเรือ เพื่อไปหาเจ้าอ้วนมิลส์
สำหรับเขาที่เป็นแวมไพร์ การไปคุยเรื่องแบบนี้ด้วยตัวเองคงดูเหมือนการไปหาเรื่องยั่วโมโหเสียมากกว่า การที่ศัตรูคู่อาฆาตเป็นคนแนะนำลูกศิษย์ให้ มีแต่จะทำให้ลำบากใจกันทั้งสองฝ่าย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่ได้ล้มเลิกความคิดที่จะเอาเรื่องราวความรักข้ามเผ่าพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับแวมไพร์ของพี่สาวไปทำเงิน ตอนนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้จับเข่าคุยธุรกิจกับเจ้าอ้วนอัจฉริยะทางการค้าคนนี้อย่างจริงจังสักที
เวลานี้เจ้าอ้วนควรจะนอนหลับสนิทอยู่กับภรรยาที่บ้าน แต่ถ้าเป็นเวลาทำงาน หมอนี่ต้องอยู่ที่สมาคมการค้าอย่างแน่นอน
ไคล์จึงถือวิสาสะนั่งเอนหลังบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่บุนวมแสนสบายของเจ้าอ้วน เพื่อรอให้อีกฝ่ายมาถึง
เมื่อดวงอาทิตย์ลอยเด่นกลางหัว มิลส์ก็ผลักประตูห้องทำงานส่วนตัวเข้ามาพลางหาวหวอดๆ พุงพลุ้ยๆ ของเขายื่นนำหน้ามาแต่ไกล ทว่าจังหวะที่กำลังจะถอดเสื้อคลุม หางตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานของตน ร่างอ้วนท้วนถึงกับสะดุ้งโหยงหดตัววูบราวกับฟองน้ำ
แต่เขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขาเป็นแค่ปลาซิวปลาสร้อยที่มีหน้าที่คอยเดินเรื่องให้พวกผู้ยิ่งใหญ่ คงไม่มีใครตั้งใจมาหาเรื่องคนระดับเขาหรอกมั้ง
เมื่อเห็นหน้ากากอันคุ้นเคยบนใบหน้าของผู้มาเยือน เขาก็รีบค้อมตัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"ท่านผู้เจริญ มีงานอันใดให้ผู้น้อยรับใช้หรือครับ"
"นั่งลงก่อนเถอะ มีเรื่องต้องคุยกันหลายเรื่อง ค่อยๆ คุยกันก็แล้วกัน"
ทั้งสองคนพากันไปนั่งที่โซฟาริมหน้าต่างบนชั้นสอง ไคล์หยิบลูกแก้วคริสตัลออกมาวางลงบนโต๊ะน้ำชา
"มีเรื่องให้ช่วยสองเรื่อง"
"เรื่องแรก ฉันต้องการให้นายไปเกลี้ยกล่อมอัศวินศักดิ์สิทธิ์ระดับปรมาจารย์คนหนึ่ง ให้ยอมทดสอบพรสวรรค์การเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง และถ้าเป็นไปได้ ก็ช่วยเปิดโอกาสให้เขาได้รับเป็นศิษย์ด้วย!"
ไคล์ไม่ได้คาดหวังให้อีกฝ่ายรับดีนเป็นศิษย์ในทันที นั่นมันดูเพ้อเจ้อเกินไปหน่อย
แต่ขอเพียงแค่สองคนนั้นได้พูดคุยกัน ไคล์ก็สามารถใช้เส้นสายแห่งกรรมเพื่อค้นหาความเป็นไปได้ที่มีโอกาสสำเร็จสูงที่สุดจากอนาคตนับไม่ถ้วนได้ ถึงแม้จะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพลังงานอย่างมหาศาลก็ตาม
แต่เพื่อพี่สาวของเขา เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก
ยิ่งไปกว่านั้น หากเรื่องนี้สำเร็จ ตระกูลของเขาอาจจะมีโอกาสได้รับการรับรองจากอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อแผนการขยายขุมกำลังของเขาในอนาคต
ในฐานะเผ่าพันธุ์ตัวแทนของสิ่งมีชีวิตแห่งความมืด พวกแวมไพร์ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจริงๆ ในโลกใบนี้ จะทำอะไรก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ โชคดีที่โลกนี้กว้างใหญ่พอ นอกจากเมืองคอรัลธอร์นที่เป็นแหล่งซ่องสุมของพวกเสือหมอบมังกรซ่อนแล้ว ภูมิภาคอื่นๆ แทบจะหายอดฝีมือระดับแนวหน้าขึ้นไปไม่เจอเลยด้วยซ้ำ
หากได้รับการรับรองจากอัศวินศักดิ์สิทธิ์ สถานการณ์ก็คงจะดีขึ้นมาก อย่างน้อยเขาก็จะไม่ถูกไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง หรือถูกรีดไถด้วยข้ออ้างที่ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดอีกต่อไป
"ซี๊ดดด!"
มิลส์ขยี้หูตัวเองแรงๆ สงสัยว่าตัวเองกำลังหูแว่วไปเอง
เขารู้ดีถึงตัวตนที่แท้จริงของไคล์ การติดต่อซื้อขายระหว่างแวมไพร์กับขุนนางหรือพ่อค้าชาวมนุษย์เป็นเรื่องปกติที่เห็นได้ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
แต่วันนี้เขากำลังได้ยินอะไรเนี่ย
แวมไพร์ตนนี้นึกครึ้มอยากจะบุกรุกเข้าไปในถิ่นของศัตรูคู่อาฆาตโดยตรงเลยงั้นเหรอ นี่ไม่ใช่แค่การแทรกซึมพวกนักล่าปีศาจแล้ว แต่นี่มันกะจะเจาะทะลวงเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์เลยชัดๆ
สีหน้าของมิลส์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่อง
ไคล์รู้ทันความคิดของอีกฝ่าย จึงพูดดักคอขึ้นทันที
"มิลส์ ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้สั่งให้นายทรยศเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือคิดจะชุบตัวให้พวกแวมไพร์อะไรทำนองนั้นหรอก ถึงยังไงเผ่าพันธุ์ของฉันส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่พวกคนดีอะไรอยู่แล้ว"
ตัวไคล์เองก็เคยลงมือฆ่าแวมไพร์ไปไม่น้อย โดยเฉพาะพวกลูกครึ่งแวมไพร์ พวกที่ถูกเปลี่ยนผ่านการมอบจุมพิตแรกมักจะลุ่มหลงไปกับความสุขของพลังที่ได้รับมาอย่างกะทันหัน จนกลายเป็นทาสของพลัง ความชั่วร้ายในใจถูกขยายใหญ่ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และสุดท้ายก็จบลงด้วยการกลายเป็นของรางวัลในมือของพวกนักล่าปีศาจ
เมื่อเห็นว่ามิลส์ยังมีท่าทีลังเล ไคล์ก็ดันลูกแก้วคริสตัลไปตรงหน้ามิลส์
"นายลองดูนี่ก่อนสิ เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับเรื่องที่สองที่ฉันจะพูดด้วย บางทีพอดูจบแล้ว นายอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้นะ"
ภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืนในฤดูหนาวที่มีหิมะตกหนักค่อยๆ ปรากฏขึ้นในลูกแก้วคริสตัล เด็กน้อยวัยสามสี่ขวบซุกตัวอยู่ท่ามกลางพวกพี่ๆ วัยราวสิบขวบ ต้องทนทุกข์ทรมานเดินขอทานไปตามบ้านเรือน... ภาพบ้านหลังเล็กที่แสนอบอุ่น... เสียงท่องหนังสือที่ดังกังวาน... การหยอกล้อกันอย่างร่าเริงท่ามกลางแสงแดด... ฝูงมนุษย์หมาป่า... และเมื่อภาพเหตุการณ์มาหยุดลงตรงคำพูดที่ว่า ผมยอมตายเสียดีกว่า ของเด็กหนุ่ม เจ้าอ้วนใหญ่เบิ้มอย่างมิลส์ก็ร้องไห้โฮหนักยิ่งกว่าน้องสาวของเขาเสียอีก น้ำหูน้ำตาไหลทะลักราวกับเขื่อนแตก โชคดีที่หมอนี่มีปริมาณน้ำในร่างกายเยอะ ถ้าเป็นคนทั่วไปป่านนี้คงช็อกเพราะขาดน้ำไปแล้ว
ผ้าเช็ดหน้าในมือถูกโยนทิ้งไปนานแล้ว มิลส์ถึงกับดึงผ้าปูโต๊ะขึ้นมาสั่งน้ำมูกดังปื้ด ไคล์ถอยกรูดไปหลบอยู่หลังโต๊ะทำงานด้วยความขยะแขยงกับภาพน้ำมูกน้ำตาที่ไหลอาบหน้าของเจ้าอ้วน
"ฟืดดด ฟืดดด"
มิลส์สั่งน้ำมูกแรงๆ อีกสองรอบ ในที่สุดก็สามารถควบคุมอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตนเองได้
"ท่านผู้เจริญ... นี่ท่าน... กำลังจะหาอาจารย์อัศวินศักดิ์สิทธิ์ให้กับเด็กหนุ่มคนนี้งั้นหรือครับ" มิลส์ใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าลวกๆ ใบหน้ากลมแป้นของเขาแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตื่นเต้นหรือเพราะถูหน้าแรงเกินไปกันแน่
"ใช่แล้ว เด็กคนนี้แหละ"
"ไม่ต้องห่วง ข้าจะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อดันเรื่องนี้ให้สำเร็จ! ต่อให้ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ปฏิเสธ ข้าก็จะเขียนจดหมายแนะนำตัวส่งไปยังกองอัศวินหลวงแห่งจักรวรรดินิวมูนให้กับเด็กคนนี้เอง! เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้สัมผัสกับท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ อีก!"
แม้ว่ามิลส์จะเป็นแค่นักรบระดับมาตรฐานซึ่งเป็นระดับต่ำสุด แต่การที่เขาเกิดในตระกูลสาขาของราชวงศ์ ผนวกกับหัวการค้าและทักษะการเข้าสังคมที่เป็นเลิศ ทำให้เขามีเส้นสายอยู่ในจักรวรรดิไม่น้อยเลย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมองเห็นศักยภาพในตัวเด็กหนุ่มคนนี้อย่างมาก แถมยังได้รับการผลักดันจากนายหน้าขายข้อมูลผู้ยิ่งใหญ่อย่างไคล์อีก เด็กคนนี้ขาดแค่โอกาสที่จะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดเท่านั้น
นี่มันสุดยอดการลงทุนระดับพรีเมียมที่มีแต่กำไรชัดๆ ถ้าเด็กนี่เข้าตาท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็ มันจะไม่ใช่แค่การลงทุนระดับพรีเมียมแล้ว แต่ต้องเรียกว่าเป็นการลงทุนระดับตำนานเลยต่างหาก!
ไคล์ร่ายเวททำความสะอาดเพื่อเช็ดคราบน้ำตาที่กระเด็นมาโดนลูกแก้วคริสตัลอย่างรังเกียจ "แล้วแผนการคร่าวๆ มีอะไรบ้างล่ะ"
"ถ้าข้าเดาไม่ผิด เรื่องที่สองที่ท่านอยากให้ข้าทำ ก็คือการนำเรื่องราวนี้ไปต่อยอดทำเงินใช่ไหมครับ" มิลส์ถามอย่างมั่นใจแต่ก็แฝงความระมัดระวัง
"ถูกต้อง!" ไคล์เก็บลูกแก้วคริสตัลกลับไปท่ามกลางสายตาละห้อยของมิลส์ที่ยังอยากดูต่อ
"เรื่องราวนี้มันยอดเยี่ยมมาก ถ้าขัดเกลาสำนวนสักหน่อยล่ะก็ รับรองว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ๆ พวกคุณหนูตระกูลขุนนางไม่มีทางงกเหรียญทองกับเรื่องแบบนี้หรอกครับ แต่ข้าเกรงว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะปล่อยเรื่องนี้ออกไปนะสิ!"
"โห นึกไงถึงพูดงั้นล่ะ ว่าต่อสิ!" ไคล์สงสัยเหลือเกินว่าทำไมเจ้าอ้วนที่เพิ่งจะร้องไห้ฟูมฟายให้กับเรื่องราวนี้ไปหมาดๆ ถึงได้พูดอะไรแบบนี้ออกมา
"ก่อนที่ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์จะตัดสินใจรับศิษย์ การป่าวประกาศเรื่องราวนี้ออกไปในวงกว้าง จะเป็นการใช้กระแสสังคมมาสร้างพันธนาการทางศีลธรรมเพื่อบีบบังคับเจตจำนงของอัศวินศักดิ์สิทธิ์! ซึ่งนั่นจะต้องทำให้ท่านผู้นั้นรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นและถูกชักใยแน่ๆ เผลอๆ อาจจะสร้างความขุ่นเคืองจนทำเรื่องดีๆ พังไม่เป็นท่าเอาได้! ความเสี่ยงมันสูงเกินไปครับ!" มิลส์เน้นเสียงหนักแน่น
"ทางที่ดีที่สุดคือ รอให้ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์รับเด็กคนนี้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการเสียก่อน แล้วค่อยให้ท่านเป็นคนตัดสินใจเองว่าควรจะนำเรื่องราวนี้ไปดัดแปลงและเผยแพร่หรือไม่"
ไคล์พยักหน้าอย่างครุ่นคิด "มีเหตุผลแฮะ! งั้นก็เอาตามที่นายว่า จัดการเรื่องอัศวินศักดิ์สิทธิ์ให้เรียบร้อยก่อนก็แล้วกัน"
จากนั้นไคล์ก็ทำสีหน้าแปลกๆ พลางมองออกไปทางท่าเรือ "แต่ว่านะ... นายอาจจะต้องรีบไปเดี๋ยวนี้เลยล่ะ อัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้นกำลังจะออกทะเลไปช่วยนักผจญภัยที่ชื่อแซคงมเรือจมแล้ว"
เขาเพิ่งจะแอบส่องดูเส้นสายแห่งกรรมเมื่อครู่นี้เอง ไม่นึกเลยว่าแซคจะดำเนินเรื่องไวขนาดนี้ นักผจญภัยรุ่นเก๋าคนนี้มีฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว จัดเตรียมเสบียงสำหรับออกทะเลเสร็จสรรพภายในวันเดียว
"ห๊ะ" มิลส์ถึงกับอ้าปากค้าง